ผ่าฟอร์ม 12 ผู้เล่น ''ดรีมทีม'' 2012
''ดรีมทีม'' สหรัฐฯ สามารถคว้าเหรียญทอง บาสเกตบอลชาย ในลอนดอน โอลิมปิกเกมส์ ไปได้ตามความคาดหมาย ซึ่งแน่นอนว่าผู้เล่นทั้ง 12 คน ต่างก็มีส่วนร่วมในความสำเร็จของทีม จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับบทบาทที่แต่ละคนจะได้รับ
เจมส์อาจจะไม่สามารถลบภาพลักษณ์ที่เสียไปจากการที่เขาตัดสินใจย้ายจาก คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส มาอยู่กับ ไมอามี่ ฮีต เพื่อทำให้โอกาสคว้าแชมป์เอ็นบีเอมีมากกว่าเดิมได้ แต่สำหรับเรื่องฝีมือแล้ว ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เขาคือนักบาสที่เก่งที่สุดในโลกขณะนี้ เจมส์สามารถทำได้ทุกอย่างในสนาม ไม่ว่าจะเป็นการทำแต้ม, การรีบาวนด์ หรือการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีม
อย่างไรก็ตาม เหรียญทองครั้งนี้จะไม่มีความหมายอะไร หากว่าเขาและไมอามี่ไม่สามารถป้องกันแชมป์เอ็นบีเอเอาไว้ได้
2. โคบี้ ไบรอันท์ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 12.1 แต้ม, 1.2 แอสซิสต์, 1.3 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 13/31 (42%) ชูตสามแต้ม 17/39 (44%), ชูตลูกโทษ 20/22 (91%)
ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์โคบี้ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งของเขาได้ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการชูตลูก และการประกบคู่แข่ง โดยมีแค่เกมที่พบกับ ออสเตรเลีย ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่เขาทำไป 20 แต้ม ในครึ่งหลัง และจากผลงานใน ลอนดอนเกมส์ ครั้งนี้ ทำให้หลายๆ คนมองว่า เขาไม่ใช่หนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในเอ็นบีเออีกต่อไป
3. คริส พอล : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 8.2 แต้ม, 5.1 แอสซิสต์, 2.5 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 12/21 (57%) ชูตสามแต้ม 13/28 (46%), ชูตลูกโทษ 3/6 (50%)
คริส พอล คือการ์ดจ่ายหมายเลขหนึ่งในเอ็นบีเอ สำหรับในโอลิมปิกครั้งนี้ พอลรับบทบาทเดียวกับ เจสัน คิดด์ ในปักกิ่งเกมส์เมื่อสี่ปีก่อน และเกมที่พบกับ สเปน ในรอบชิงชนะเลิศ เขาก็สามารถทำแต้มสำคัญๆ ได้หลายหน และหลังจบทัวร์นาเมนต์นี้ เขาก็ประกาศให้ทุกคนรู้อีกครั้งว่า เขาคือการ์ดจ่ายหมายเลขหนึ่งในเอ็นบีเอ

4. ไทสัน แชนด์เลอร์ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 4.0 แต้ม, 0.3 แอสซิสต์, 4.0 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 14/20 (70%) ชูตสามแต้ม - (-), ชูตลูกโทษ 4/12 (33%)
การที่แชนด์เลอร์เป็นเซนเตอร์คนเดียวในทีม ทำให้เขาต้องรับผิดชอบหนัก โดยเฉพาะการเจอกับทีมที่มีฟรอนต์คอร์ตดีๆ อย่าง สเปน นอกจากนั้นในทัวร์นาเมนต์เขาลงสนามเฉลี่ยแค่ 11.25 นาทีต่อเกม เนื่องจากโค้ชเคชอบใช้ เลอบรอน เจมส์ หรือ คาร์เมโล่ แอนโธนี่ เป็นเซนเตอร์จำเป็นมากกว่า
5. เควิน ดูแรนท์ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 19.5 แต้ม, 2.6 แอสซิสต์, 5.7 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 15/36 (42%) ชูตสามแต้ม 34/65 (52%), ชูตลูกโทษ 24/27 (89%)
ดูแรนท์เจ้าของตำแหน่งแชมป์ทำแต้มสามสมัยติดต่อกันในเอ็นบีเอ มีทัวร์นาเมนต์ ที่ยอดเยี่ยม และเล่นดีทั้ง 8 เกม โดยนอกจากเขาจะทำลายสถิติการทำแต้มของสหรัฐฯ ในโอลิมปิกแล้ว เขายังทำแต้มเฉลี่ยสูงสุดในทีม ดังนั้น เราสามารถกล่าวได้ว่า เขาคือหนึ่งในตัวทำแต้มที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก
6. คาร์เมโล่ แอนโธนี่ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 17.8 แต้ม, 1.2 แอสซิสต์, 4.7 รีบาวนด์ , ชูตฟิลด์โกล 23/40 (57%) ชูตสามแต้ม 23/46 (50%), ชูตลูกโทษ 15/19 (79%)
จากความสำเร็จในทีมชาติทำให้ทุกคนมองว่า แอนโธนี่เหมาะกับทีมสหรัฐฯ มากกว่าการเล่นในเอ็นบีเอ โดยเฉพาะการทำ 37 แต้ม ในเกมที่พบกับ ไนจีเรีย กลายเป็นสถิติใหม่ของ สหรัฐฯ ในโอลิมปิก รวมทั้งการชูตฟิลด์สามแต้ม 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่แม่นที่สุดในทีม ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่า นิวยอร์ก นิกส์ จะทำอย่างไรให้แอนโธนี่สามารถระเบิดฟอร์มได้แบบนี้

7. เดร่อน วิลเลี่ยมส์ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 9.0 แต้ม, 4.6 แอสซิสต์, 0.5 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 10/27 (37%) ชูตสามแต้ม 13/32 (41%), ชูตลูกโทษ 13/17 (76 %)
การมี วิลเลี่ยมส์ และ คริส พอล อยู่ในทีม ทำให้สหรัฐฯ มีการ์ดจ่ายที่สมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของวิลเลี่ยมส์ คือเขาไม่สามารถเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ และเมื่อดูจากการเล่นในเอ็นบีเอแล้ว เขายังเป็นรองเพื่อนร่วมทีมอย่าง คริส พอล
8. เควิน เลิฟ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 11.6 แต้ม, 0.3 แอสซิสต์, 7.6 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 26/32 (81%) ชูตสามแต้ม 8/22 (36%), ชูตลูกโทษ 17/30 (57%)
การที่เขาเพิ่งจะหายเจ็บกลับมา ทำให้เลิฟไม่สามารถเรียกความฟิตกลับมาได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สไตล์การเล่นของเขาเหมาะกับเกมระดับชาติเป็นอย่างดี และมีบทบาทสำคัญมากในทีมสหรัฐฯ โดยรีบาวนด์ได้มากที่สุด และชูตลูกลงห่วงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เลิฟพิสูจน์ตัวเองได้เป็นอย่างดีว่าเขาคือของจริง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นในเอ็นบีเอ หรือระดับโลก
9. รัสเซลล์ เวสต์บรูก : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 8.5 แต้ม, 1.6 แอสซิสต์, 1.6 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 18/34 (53%) ชูตสามแต้ม 4/12 (33%), ชูตลูกโทษ 20/27 (74 %)
เวสต์บรูกยังคงเล่นในสไตล์เดียวกับตอนที่เขาเล่นให้กับ โอคลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ ในเอ็นบีเอ ซึ่งหลายๆ คงมองว่ามันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในระดับชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อสหรัฐฯ ได้เหรียญทอง คงจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้เวสต์บรูกเปลี่ยนสไตล์การเล่นของเขา

10. อังเดร อิกัวดาล่า : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 4.2 แต้ม, 1.3 แอสซิสต์, 2.7 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 9/11 (82 %) ชูตสามแต้ม 5/9 (56%), ชูตลูกโทษ 1/2 (50%)
อิกัวดาล่า เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้เล่นเพื่อทีม โดยในทีมชาติสหรัฐฯ เขาได้รับบทบาทจำกัดในการเล่นเกมรับประกบตัวทำแต้มวงนอกของคู่แข่ง และเขาก็ทำหน้าที่ได้ดี สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวรับที่ดีที่สุดในเอ็นบีเอ
11. เจมส์ ฮาร์เด้น : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 5.5 แต้ม, 0.7 แอสซิสต์, 0.6 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 11/14 (79%) ชูตสามแต้ม 6/20 (30%), ชูตลูกโทษ 4/7 (57%)
ฮาร์เด้นไม่มีบทบาทเด่นเหมือนอย่างในทีมโอคลาโฮมา ซิตี้ ธันเดอร์ โดยเขาและ อันโตนิโอ เดวิส มักจะได้ลงเล่นในควอเตอร์ที่สี่ที่เกมขาดไปแล้ว และได้ลงเล่นแค่นาทีเดียวในรอบชิงชนะเลิศ กับ สเปน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในเอ็นบีเอเขามีโอกาสที่จะได้พิสูจน์ฝีมือมากขึ้น โดยเฉพาะหลังหมดสัญญากับธันเดอร์ในฤดูกาลหน้า
12. อันโตนิโอ เดวิส : ลงเล่น 7 นัด เฉลี่ย 3.2 แต้ม, - แอสซิสต์, 2.3 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 11/17 (65%) ชูตสามแต้ม- (-), ชูตลูกโทษ 4/6 (67%)
การเป็นผู้เล่นจากมหาวิทยาลัยคนเดียว ทำให้เดวิสไม่ได้คาดหวังเรื่องการลงสนามมากนัก แต่อย่างน้อยการได้ร่วมฝึกซ้อม และประสบความสำเร็จกับทีม จะเป็นผลดีต่ออาชีพการเล่นเอ็นบีเอในอนาคตของเขา
ขณะเดียวกันการได้เหรียญทองครั้งนี้ อาจจะส่งผลต่อผู้เล่นบางคนที่จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาเกมการเล่นในเอ็นบีเอได้ดีขึ้น เหมือนอย่างที่ เลอบรอน เจมส์ เคยได้เหรียญทองจากปักกิ่งเกมส์ เมื่อสี่ปีก่อน และสี่ปีต่อมามันก็ช่วยให้เขาเป็นแชมป์เอ็นบีเอ กับ ไมอามี่ ฮีต ได้สำเร็จ ซึ่งวันนี้เราจะมาวิเคราะห์ผลงานของผู้เล่นทั้ง 12 คนชนิดแบบรายตัว

เจมส์อาจจะไม่สามารถลบภาพลักษณ์ที่เสียไปจากการที่เขาตัดสินใจย้ายจาก คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส มาอยู่กับ ไมอามี่ ฮีต เพื่อทำให้โอกาสคว้าแชมป์เอ็นบีเอมีมากกว่าเดิมได้ แต่สำหรับเรื่องฝีมือแล้ว ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เขาคือนักบาสที่เก่งที่สุดในโลกขณะนี้ เจมส์สามารถทำได้ทุกอย่างในสนาม ไม่ว่าจะเป็นการทำแต้ม, การรีบาวนด์ หรือการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีม
อย่างไรก็ตาม เหรียญทองครั้งนี้จะไม่มีความหมายอะไร หากว่าเขาและไมอามี่ไม่สามารถป้องกันแชมป์เอ็นบีเอเอาไว้ได้
2. โคบี้ ไบรอันท์ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 12.1 แต้ม, 1.2 แอสซิสต์, 1.3 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 13/31 (42%) ชูตสามแต้ม 17/39 (44%), ชูตลูกโทษ 20/22 (91%)
ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์โคบี้ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งของเขาได้ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการชูตลูก และการประกบคู่แข่ง โดยมีแค่เกมที่พบกับ ออสเตรเลีย ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่เขาทำไป 20 แต้ม ในครึ่งหลัง และจากผลงานใน ลอนดอนเกมส์ ครั้งนี้ ทำให้หลายๆ คนมองว่า เขาไม่ใช่หนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในเอ็นบีเออีกต่อไป
3. คริส พอล : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 8.2 แต้ม, 5.1 แอสซิสต์, 2.5 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 12/21 (57%) ชูตสามแต้ม 13/28 (46%), ชูตลูกโทษ 3/6 (50%)
คริส พอล คือการ์ดจ่ายหมายเลขหนึ่งในเอ็นบีเอ สำหรับในโอลิมปิกครั้งนี้ พอลรับบทบาทเดียวกับ เจสัน คิดด์ ในปักกิ่งเกมส์เมื่อสี่ปีก่อน และเกมที่พบกับ สเปน ในรอบชิงชนะเลิศ เขาก็สามารถทำแต้มสำคัญๆ ได้หลายหน และหลังจบทัวร์นาเมนต์นี้ เขาก็ประกาศให้ทุกคนรู้อีกครั้งว่า เขาคือการ์ดจ่ายหมายเลขหนึ่งในเอ็นบีเอ

4. ไทสัน แชนด์เลอร์ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 4.0 แต้ม, 0.3 แอสซิสต์, 4.0 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 14/20 (70%) ชูตสามแต้ม - (-), ชูตลูกโทษ 4/12 (33%)
การที่แชนด์เลอร์เป็นเซนเตอร์คนเดียวในทีม ทำให้เขาต้องรับผิดชอบหนัก โดยเฉพาะการเจอกับทีมที่มีฟรอนต์คอร์ตดีๆ อย่าง สเปน นอกจากนั้นในทัวร์นาเมนต์เขาลงสนามเฉลี่ยแค่ 11.25 นาทีต่อเกม เนื่องจากโค้ชเคชอบใช้ เลอบรอน เจมส์ หรือ คาร์เมโล่ แอนโธนี่ เป็นเซนเตอร์จำเป็นมากกว่า
5. เควิน ดูแรนท์ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 19.5 แต้ม, 2.6 แอสซิสต์, 5.7 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 15/36 (42%) ชูตสามแต้ม 34/65 (52%), ชูตลูกโทษ 24/27 (89%)
ดูแรนท์เจ้าของตำแหน่งแชมป์ทำแต้มสามสมัยติดต่อกันในเอ็นบีเอ มีทัวร์นาเมนต์ ที่ยอดเยี่ยม และเล่นดีทั้ง 8 เกม โดยนอกจากเขาจะทำลายสถิติการทำแต้มของสหรัฐฯ ในโอลิมปิกแล้ว เขายังทำแต้มเฉลี่ยสูงสุดในทีม ดังนั้น เราสามารถกล่าวได้ว่า เขาคือหนึ่งในตัวทำแต้มที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก
6. คาร์เมโล่ แอนโธนี่ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 17.8 แต้ม, 1.2 แอสซิสต์, 4.7 รีบาวนด์ , ชูตฟิลด์โกล 23/40 (57%) ชูตสามแต้ม 23/46 (50%), ชูตลูกโทษ 15/19 (79%)
จากความสำเร็จในทีมชาติทำให้ทุกคนมองว่า แอนโธนี่เหมาะกับทีมสหรัฐฯ มากกว่าการเล่นในเอ็นบีเอ โดยเฉพาะการทำ 37 แต้ม ในเกมที่พบกับ ไนจีเรีย กลายเป็นสถิติใหม่ของ สหรัฐฯ ในโอลิมปิก รวมทั้งการชูตฟิลด์สามแต้ม 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่แม่นที่สุดในทีม ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่า นิวยอร์ก นิกส์ จะทำอย่างไรให้แอนโธนี่สามารถระเบิดฟอร์มได้แบบนี้

7. เดร่อน วิลเลี่ยมส์ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 9.0 แต้ม, 4.6 แอสซิสต์, 0.5 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 10/27 (37%) ชูตสามแต้ม 13/32 (41%), ชูตลูกโทษ 13/17 (76 %)
การมี วิลเลี่ยมส์ และ คริส พอล อยู่ในทีม ทำให้สหรัฐฯ มีการ์ดจ่ายที่สมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของวิลเลี่ยมส์ คือเขาไม่สามารถเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ และเมื่อดูจากการเล่นในเอ็นบีเอแล้ว เขายังเป็นรองเพื่อนร่วมทีมอย่าง คริส พอล
8. เควิน เลิฟ : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 11.6 แต้ม, 0.3 แอสซิสต์, 7.6 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 26/32 (81%) ชูตสามแต้ม 8/22 (36%), ชูตลูกโทษ 17/30 (57%)
การที่เขาเพิ่งจะหายเจ็บกลับมา ทำให้เลิฟไม่สามารถเรียกความฟิตกลับมาได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สไตล์การเล่นของเขาเหมาะกับเกมระดับชาติเป็นอย่างดี และมีบทบาทสำคัญมากในทีมสหรัฐฯ โดยรีบาวนด์ได้มากที่สุด และชูตลูกลงห่วงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เลิฟพิสูจน์ตัวเองได้เป็นอย่างดีว่าเขาคือของจริง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นในเอ็นบีเอ หรือระดับโลก
9. รัสเซลล์ เวสต์บรูก : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 8.5 แต้ม, 1.6 แอสซิสต์, 1.6 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 18/34 (53%) ชูตสามแต้ม 4/12 (33%), ชูตลูกโทษ 20/27 (74 %)
เวสต์บรูกยังคงเล่นในสไตล์เดียวกับตอนที่เขาเล่นให้กับ โอคลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ ในเอ็นบีเอ ซึ่งหลายๆ คงมองว่ามันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในระดับชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อสหรัฐฯ ได้เหรียญทอง คงจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้เวสต์บรูกเปลี่ยนสไตล์การเล่นของเขา

10. อังเดร อิกัวดาล่า : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 4.2 แต้ม, 1.3 แอสซิสต์, 2.7 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 9/11 (82 %) ชูตสามแต้ม 5/9 (56%), ชูตลูกโทษ 1/2 (50%)
อิกัวดาล่า เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้เล่นเพื่อทีม โดยในทีมชาติสหรัฐฯ เขาได้รับบทบาทจำกัดในการเล่นเกมรับประกบตัวทำแต้มวงนอกของคู่แข่ง และเขาก็ทำหน้าที่ได้ดี สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวรับที่ดีที่สุดในเอ็นบีเอ
11. เจมส์ ฮาร์เด้น : ลงเล่น 8 นัด เฉลี่ย 5.5 แต้ม, 0.7 แอสซิสต์, 0.6 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 11/14 (79%) ชูตสามแต้ม 6/20 (30%), ชูตลูกโทษ 4/7 (57%)
ฮาร์เด้นไม่มีบทบาทเด่นเหมือนอย่างในทีมโอคลาโฮมา ซิตี้ ธันเดอร์ โดยเขาและ อันโตนิโอ เดวิส มักจะได้ลงเล่นในควอเตอร์ที่สี่ที่เกมขาดไปแล้ว และได้ลงเล่นแค่นาทีเดียวในรอบชิงชนะเลิศ กับ สเปน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในเอ็นบีเอเขามีโอกาสที่จะได้พิสูจน์ฝีมือมากขึ้น โดยเฉพาะหลังหมดสัญญากับธันเดอร์ในฤดูกาลหน้า
12. อันโตนิโอ เดวิส : ลงเล่น 7 นัด เฉลี่ย 3.2 แต้ม, - แอสซิสต์, 2.3 รีบาวนด์, ชูตฟิลด์โกล 11/17 (65%) ชูตสามแต้ม- (-), ชูตลูกโทษ 4/6 (67%)
การเป็นผู้เล่นจากมหาวิทยาลัยคนเดียว ทำให้เดวิสไม่ได้คาดหวังเรื่องการลงสนามมากนัก แต่อย่างน้อยการได้ร่วมฝึกซ้อม และประสบความสำเร็จกับทีม จะเป็นผลดีต่ออาชีพการเล่นเอ็นบีเอในอนาคตของเขา
