ริโอ เดอ จาเนโร 2016 ภาระหนักกับการเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป

ความสำเร็จอันงดงามของลอนดอน 2012 กลายเป็นผลกระทบโดยตรงต่อ ริโอ เดอ จาเนโร เมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลกของบราซิล กับการจะรับหน้าเสื่อจัดโอลิมปิกครั้งต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้           ริโอ เดอ จาเนโร อดีตเมืองหลวงของบราซิล เตรียมจะรับไม้ต่อจากลอนดอน ในการเป็นโอลิมปิก ซิตี้ในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งยังมีหลายฝ่ายเป็นกังวลในความพร้อมของพวกเขากันอยู่
          ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพ กีฬาของมวลมนุษยชาติครั้งหน้า ทางคณะกรรมการโอลิมปิกของบราซิล ได้ทำงานร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ของเมืองริโอ เดอ จาเนโร และได้มีการวางแผนงานเกี่ยวกับโปรเจกต์ต่างๆ เอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
          นอกจากนั้นการก่อสร้างในบางส่วนได้เริ่มดำเนินงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ยกเว้นหมู่บ้านนักกีฬา ที่จะรองรับนักกีฬากว่า 14,000 ชีวิต ที่จะมาร่วมชิงชัยกันในอีก 4 ปี ข้างหน้า และโอลิมปิก พาร์ค ที่จะใช้เป็นสถานที่แข่งขันกีฬาจำนวน 9 ประเภท ที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการแต่อย่างใด
          ซึ่งจากการที่สองโครงการใหญ่ดังกล่าว ยังไม่ได้เริ่มลงมือก่อสร้าง ทำให้ทางฝ่ายจัดการแข่งขันโอลิมปิกของเมืองริโอ เดอ จาเนโร ยังไม่สามารถที่จะทำการประเมินได้ว่า จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลขนาดไหน ในการรองรับมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้


          นอกเหนือไปจากการก่อสร้างสนาม ที่จะใช้ในการแข่งขันขึ้นมาใหม่ รวมไปถึงการต่อเติมต่างๆ แล้ว ปัญหาใหญ่ที่ไม่แพ้กันของฝ่ายจัดการแข่งขันของเมืองริโอ เดอ จาเนโร ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกก็คือ การเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ
          ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่ง, สิ่งอำนวยความสะดวกจำพวกสาธารณูปโภคต่างๆ รวมไปถึงในเรื่องของคุณภาพชีวิต ซึ่งถือว่าล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาหลักของเมืองริโอ เดอ จาเนโรมาโดยตลอด
          ริโอ เดอ จาเนโรได้ชื่อว่าเป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ที่มีรถติดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่นเดียวกันกับปัญหาในเรื่องของคุณภาพชีวิต เนื่องจากพื้นที่ในหลายส่วนของเมืองเต็มไปด้วยสลัม ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอาชญากรรมขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
          ริโอ เดอ จาเนโรเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของบราซิล รองจากเซา เปาโล และเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของบราซิลมาก่อน จนกระทั่งถึงปี 1960 จึงได้มีการเปลี่ยนเมืองหลวงมาเป็นบราซิเลียแทน
          ปัจจุบันริโอ เดอ จาเนโรมีประชากร 6.5 ล้านคน และในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งที่ 31ของพวกเขาในอีก 4 ปี ข้างหน้า คาดว่าพวกเขาจะได้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และผู้ที่จะมาชมมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่นี้มากกว่า 1 ล้านคน
          ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่นับรวมบรรดานักกีฬา, สตาฟฟ์โค้ช และเจ้าหน้าที่ของทีมอีกนับหมื่นชีวิต ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวริโอ เดอ จาเนโร จะเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก
          ดังนั้นปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ฝ่ายจัดการแข่งขันจะต้องรีบแก้ไข นั่นก็คือจำนวนห้องพักที่จะใช้รองรับแขกบ้านแขกเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว โดยในเวลานี้จากผลสำรวจปรากฏว่า ริโอ เดอ จาเนโรมีห้องพักในโรงแรมอยู่เพียงแค่ 10,500 ห้องเท่านั้นเอง


          นอกจากนั้นการมีปริมาณผู้คนเพิ่มเข้ามาในริโอ เดอ จาเนโร ของช่วงเวลาดังกล่าว จะยิ่งทำให้เกิดความแออัดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นปัญหาที่จะต้องตามมาอย่างแน่นอนคือ ปัญหาจราจร ที่กลายเป็นปัญหาหลักอันดับหนึ่งของเมืองเลยก็ว่าได้
          อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการโอลิมปิกของบราซิล และคณะเจ้าหน้าที่ของเมืองริโอ เดอ จาเนโร มีโอกาสที่จะประเมินความพร้อมของพวกเขาในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งต่อไปได้ก่อน เนื่องจากบราซิลจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสองรายการใหญ่ก่อนหน้านั้น
          นั่นก็คือการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลคอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพในปี 2013 และตามมาด้วยการจัดศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปีถัดมา โดยที่บางโปรเจกต์ของโอลิมปิกมีความเกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าภาพสองรายการนี้ จึงต้องทำการก่อสร้างให้เสร็จสิ้นก่อน
          เอริช บีติ้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์การตลาดของบราซิล ได้พูดถึงการเตรียมความพร้อมของริโอ เดอ จาเนโร ในการรับมือกับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งต่อไปว่า
          ''ถึงเวลานี้เราคงจะต้องมาเริ่มทำการประเมินกันได้แล้วว่า การจะเป็นเจ้าภาพกีฬาที่ยิ่งใหญ่อย่างโอลิมปิกนั้น เราจะต้องรับมือกันอย่างไรบ้าง''
          ''ตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา เรายังไม่ได้มีความจริงจังเกี่ยวกับแผนการก่อสร้าง โอลิมปิก ซิตี้ รวมไปถึงเรื่องการประเมินถึงสิ่งอำนวยความสะดวก และสาธารณูประโภคต่างๆ ที่จะเข้ามารองรับกับงานนี้''
          ขณะที่ เลโอนาร์โด้ กรายเนอร์ ผู้อำนวยการทั่วไปของคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ริโอ 2016 ได้เปิดเผยว่า สิ่งที่เขารู้สึกเป็นห่วงมากที่สุด ในการจัดโอลิมปิกครั้งต่อไปก็คือ เรื่องของการจราจร และโรงแรมที่พัก


          ในการเตรียมความพร้อมของเรื่องดังกล่าว กรายเนอร์ได้เผยว่า เขาได้สั่งให้มีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแล้ว รวมทั้งได้มีการสั่งขยายเลนถนนของทั้งรถบัส และรถยนต์เพิ่มขึ้นอีก 4 เลนแล้วด้วย ซึ่งหลายโครงการได้ลงมือก่อสร้างไปแล้ว
          อย่างไรก็ตามยังมีหลายฝ่ายเป็นห่วงอยู่ว่า โครงการแก้ไขปัญหาด้านจราจรดังกล่าว อาจจะเสร็จไม่ทันรองรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2014 และอาจจะรวมทั้งการแข่งขันโอลิมปิกเองด้วย เพราะหลายโครงการอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลบราซิล ไม่ใช้เอกชน
          คาร์ลอส คัมโปส นักวิเคราะห์เศรษกิจของบราซิล จากสถาบันแอปพลาย อิโคโนมิคส์ รีเซิร์ช ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้เอาไว้ว่า
          ''มีหลายโครงการทีเดียว ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทางรัฐบาลบราซิล ซึ่งมีการเกรงกันว่า หลายโปรเจกต์อาจจะเสร็จไม่ทันฟุตบอลโลก 2014 ด้วยซ้ำ และอาจจะรวมไปถึงโอลิมปิกในปี 2016 ด้วย''
          อย่างไรก็ตามกรายเนอร์ได้ออกมาแย้งว่า เขามีความเชื่อมั่นว่าโครงการต่างๆ จะต้องเสร็จสิ้นก่อนโอลิมปิกจะเริ่มอย่างแน่นอน
          โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังเวียนการแข่งขัน ที่มีการต่อเติมหรือปรับปรุงใหม่อย่างเช่นสนามมาราคาน่า ก็จะเสร็จสมบูรณ์ทันเวลาอย่างแน่นอน เนื่องจากสังเวียนบางแห่งได้มีการปรับปรุงมาก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อใช้ในการแข่งขันแพน อเมริกันเกมส์ตั้งแต่เมื่อปี 2007
          โดยการสร้างสนามแข่งขันใหม่นั้น มีเพียงแค่ 28 เปอร์เซ็นต์ ของการก่อสร้างทั้งหมดเท่านั้นเอง อาทิ การก่อสร้างอัฒจันทร์ใหม่ที่ชายหาดโคปาคาบาน่า อันเลื่องชื่อของเมืองริโอ เดอ จาเนโร ที่จะใช้สำหรับการแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาด ซึ่งได้เริ่มมีการพูดคุยกันเอาไว้คร่าวๆ บ้างแล้ว


          เอดูอาร์โด้ เพียส์ นายกเทศมนตรีของเมืองริโอ เดอ จาเนโร ที่กำลังหวังจะได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ ได้เผยว่า การประชุมเพื่อสรุปโครงการก่อสร้างต่างๆ ของโอลิมปิก 2016 ครั้งสุดท้าย กำลังจะมีขึ้นในเร็ววันนี้
          แต่ว่าเขายังไม่สามารถที่จะเปิดเผยตัวเลขออกมาได้ในตอนนี้ว่า โครงการระดับโลกครั้งนี้ จะใช้งบประมาณมหาศาลขนาดไหน?
          เพียส์ได้เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า
          ''งบประมาณของเรายังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา''
          ''ตอนนี้เราเพิ่งจะสรุปค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิดของริโอ เดอ จาเนโร ได้เพียงแค่คราวๆ เท่านั้น แต่ว่าเรากำลังจะมีการประชุม เพื่อสรุปโครงการก่อสร้างต่างๆ ของโอลิมปิกครั้งสุดท้าย กันในเร็ววันนี้''
          หลังจากที่ริโอได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งที่ 31 มีการประมาณการกันว่า พวกเขาจะต้องใช้งบประมาณราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์ ในการรับมือกับเมกกะโปรเจกต์นี้
          โดยในจำนวนนี้ พวกเขาจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเพียง 5.6 พ้นล้านดอลลาร์เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นการระดมทุนจากเอกชน และการกู้ยืมจากสถาบันการเงินต่างๆ
          ในส่วนของการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเมืองริโอ เดอ จาเนโร ทางรัฐบาลกำลังหาทางปราบปรามภัยร้ายในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปราบปรามยาเสพติด ที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของเมืองที่ได้ชื่อว่ามีอาชญากรรมมากที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกาใต้


          เช่นเดียวกับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในสลัม ที่หวังจะเปลี่ยนให้ริโอ เดอ จาเนโร กลายเป็นเมืองสวรรค์ของผู้ที่จะมาเข้าชมการแข่งขันโอลิมปิกในอีก 4 ปีข้างหน้า
          ดิลม่า รุสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีหญิงของบราซิล ได้กล่าวว่าเธอได้ตั้งความหวังเอาไว้ว่า การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกน่าจะเป็นโอกาสอันดี ที่จะช่วยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองริโอ เดอ จาเนโรดีขึ้นได้
          ''ฉันต้องการให้การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกของเรา ส่งผลดีต่อบราซิล''
          ''ฉันหวังว่ากีฬาจะช่วยส่งเสริมให้พวกเราดีขึ้น ทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และชีวิตความเป็นอยู่''
          ต้องมาติดตามดูกันว่า ความหวังของพวกเขา จะกลายเป็นจริงขึ้นมาได้หรือไม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า!
Share :

Comment :