แซมบ้าเหนือชั้นเข้าชิงทอง 'จังโก้' ดับซ่าทัพซามูไร
เกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ขุนพล ''แซมบ้า'' บราซิล ยังคงโชว์ฟอร์มสมราคาทีมเต็งหนึ่ง เมื่อจัดการสอนเชิงเอาชนะ เกาหลีใต้ ไปแบบไม่ระบมหัวแม่เท้า 3-0
มาโน่ เมเนเซส ตัดสินใจปรับทัพ 1 ตำแหน่งจากทีมชุดที่เฉือนชนะ ฮอนดูรัส มาแบบหวุดหวิด 2-1 โดยการส่งเอา อเล็กซ์ ซานโดร ห้องเครื่องจาก เอฟซี ปอร์โต้ ลงมาเล่นแทน ฮัล์ค แกนรุกคนสำคัญที่ไม่ฟิต
เกาหลีใต้ของ ฮอง เมียง โบ อยู่ในสภาพหลังพิงฝา และสู้ในสภาพไร้แรงกดดัน เนื่องจากศักยภาพประสบการณ์เป็นรองบราซิล อย่างชัดเจน และนั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาเริ่มต้นเกมได้อย่างน่าประทับใจ
นักเตะทีม ''พลังโสม'' อาศัยการเปิดเกมรุกจู่โจมเร็ว บวกกับสภาพความฟิตที่ขึ้นชื่อลือชาเข้าเบียดปะทะจนทำให้นักเตะของบราซิลต่อเกมกันไม่ติด โดยเฉพาะเกมรับที่ถูกกดดันอย่างหนักจนเล่นกันสะเปะสะปะ มิหนำซ้ำ เกาหลีใต้ยังมีโอกาสลุ้นทำประตูแบบจะแจ้งกว่า จนพาลให้คิดไปว่าพวกเขามีโอกาสล้มยักษ์ได้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ด้วยยี่ห้อของบราซิลในเรื่องของชั้นเชิงและความจัดจ้านนั้นไม่ต้องพูดถึง แม้ว่าที่ผ่านมา ในทัวร์นาเมนต์โอลิมปิกพวกเขาจะสร้างผลงานได้ดีที่สุดเพียงแค่เหรียญเงินที่ลอสแอนเจลีส ในปี 1984 และที่กรุงโซล ในปี 1988 แต่ครั้งนี้พวกเขาดูจะมีความกระหายที่จะคว้าเหรียญทองแห่งเกียรติยศมาคล้องคอเหลือเกิน
แม้รูปเกมจะเป็นรอง แต่หลังจากที่บราซิลจับจังหวะการเล่นของตัวเองได้ เกมของพวกเขาก็เริ่มไหลลื่นและออกอาวุธตอบโต้ได้มากขึ้นตามลำดับ กระทั่งนาที 38 เกาหลีใต้ก็ได้บทเรียนราคาแพงด้วยการเรียนรู้ว่า อย่าก่อความผิดพลาดให้เกิดขึ้นกับทีมระดับโลกแบบนี้เป็นอันขาด
ฮวาง ซก-โฮ แบ็กขวาวัย 23 ปี จากซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า ทีมในเจลีก ญี่ปุ่น มัวแต่เงอะงะราคาแพง กลายเป็นเสียบอลให้เนย์มาร์ สตาร์หมายเลขหนึ่งบริเวณริมเส้นด้านขวากลางสนาม ก่อนที่จะโดนจังหวะโต้กลับขึ้นมา และสุดท้ายเป็น โรมูโล่ ที่จัดการเผด็จศึกเข้าไป
ประตูนี้เปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มภาระให้เกาหลีใต้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพราะสถานการณ์ก่อนแข่งของทีมก็เป็นรองสุดกู่อยู่แล้ว อีกทั้งพวกเขาก็ค้นพบว่า เกมการเล่นสวยงามอย่างเดียวไม่พอที่จะช่วยให้พวกเขาคว้าชัยได้ มันต้องมีความเด็ดขาดด้วย
ในช่วงต้นครึ่งเวลาหลัง รูปเกมคล้ายคลึงกับในช่วง 45 นาทีแรกอย่างมาก เมื่อเกาหลีใต้ที่สกอร์ตามหลังเป็นฝ่ายเปิดฉากจู่โจมเร็ว และน่าจะได้ลุกจุดโทษอย่างยิ่ง หลังจาก นัม แต-ฮี สอดทะลุเข้าไปก่อนจะโดนซานโดร เกี่ยวล้มลง แต่ผู้ตัดสิน พาเวล คราโลเว็ค จากสาธารณรัฐเช็ก ยังนิ่งทำให้ บราซิลรอดตัวไปอย่างฉิวเฉียด
จากนั้น บราซิลก็จัดการโชว์ความเด็ดขาดที่มีมากกว่าให้เกาหลีใต้ได้เห็นกันอีกครั้ง เมื่อ เลอันโดร ดามิเยา หัวหอกเนื้อหอมจาก อินเตอร์นาซิอองนาล ตะบันลูกที่ 5 ของตัวเองในโอลิมปิกหนนี้ขึ้นนำเป็นดาวซัลโวร่วมกับ มุสซ่า โคนาเต้ ของเซเนกัล พร้อมกับช่วยให้พลพรรคแซมบ้าหนีห่างเป็น 2-0
ช่วงเวลาที่เหลือ บราซิลไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเร่งเกมอีกแล้ว และพวกเขาก็โชว์ความเขี้ยวให้ทุกคนได้ประจักษ์เมื่อเป็นฝ่ายเคาะบอลตามช่องฆ่าเวลาให้ผลาญไปเรื่อยๆ ปล่อยให้นักเตะเกาหลีใต้ที่พยายามวิ่งไล่อย่างไรก็ไม่เจอบอล จนออกอาการท้อกันไปตามๆ กัน
ก่อนที่นาที 64 บราซิลจะอาศัยชั้นเชิงและประสบการณ์ที่เหนือกว่าหลายขุมมาพังประตูปิดท้ายเมื่อ ติอาโก้ ซิลวา อาศัยจังหวะที่แนวรับเกาหลีใต้กำลังเพลิดเพลินกับการต่อบอลสั้นตามช่องของพวกเขาด้วยการวางบอลยาวให้เนย์มาร์หลุดขึ้นไปทางซ้าย ก่อนพาบอลทะลุเข้าไป แม้จะจ่ายไปติดกองหลังทีม ''โสมขาว'' นิดหนึ่ง แต่บอลยังเป็นใจไปเข้าทาง เลอันโดร ดามิเยา ที่อาศัยสัญชาตญาณยอดดาวยิง จิ้มบอลด้วยหัวเกือกเข้าไปตุงตาข่าย และช่วยให้เขาก้าวขึ้นมานำเป็นดาวซัลโวแต่เพียงผู้เดียวทันทีที่จำนวน 6 ประตู
ชัยชนะในเกมนี้ช่วยให้บราซิลยังคงรักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยมไว้ได้ต่อไป ด้วยการสร้างสถิติถล่มประตูนัดละ 3 ลูก 5 นัดติดต่อกัน ไล่ตั้งแต่ อียิปต์ 3-2, เบลารุส 3-1, นิวซีแลนด์ 3-0, ฮอนดูรัส 3-2 และ เกาหลีใต้ 3-0 พร้อมกับสานฝันเป้าหมายของตัวเองในการไล่ล่าเหรียญทองสมัยแรก ด้วยการเข้าไปชิงชนะเลิศกับ เม็กซิโก ทีมแกร่งจากโซนคอนคาเคฟ ในวันที่ 11 สิงหาคม 2555 นี้ ที่เวมบลีย์ สเตเดี้ยม โดยเหลือเพียงอีกนัดเดียวเท่านั้น ความฝันของพวกเขาก็จะเป็นจริงเสียที
บราซิลอาจได้ชื่อว่าเป็นถึงแชมป์โลก 5 สมัย และคว้าแชมป์โลกมาแล้วทุกรุ่น ทุกชุดไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล, ฟุตซอล รวมถึงฟุตบอลชายหาด แต่กับเหรียญทองโอลิมปิกนั้น เปรียบเสมือนเหรียญอาถรรพ์ที่ยังไม่เคยสัมผัสเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ด้วยขุมกำลังของนักเตะระดับดาวรุ่งมหัศจรรย์ที่พร้อมเฉิดฉายในวงการลูกหนังในอนาคตอย่าง เนย์มาร์, ออสการ์, เลอันโดร ดามิเยา รวมถึง ลูคัส มูร่า ทำให้พวกเขามีโอกาสไม่น้อยที่จะทำสำเร็จ แต่ทั้งนี้ก็ต้องถามเม็กซิโกดูด้วยว่า จะยอมให้ผ่านหรือไม่
ขณะที่เกาหลีใต้ แม้ว่าต้องอกหักเข้าชิงเหรียญทองแดง กับ ญี่ปุ่น ทีมคู่อริ แต่ก็ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพวกเขาในฟุตบอลโอลิมปิกแล้ว อีกทั้งพวกเขายังมีความทรงจำอันยอดเยี่ยมที่ มิลเลนเนียม สเตเดี้ยม สังเวียนแข้งนัดชิงอันดับ 3 หลังจากเอาชนะจุดโทษ สหราชอาณาจักร มาได้ 5-4
หลังเกมการแข่งขัน เลอันโดร ดามิเยา ดาวยิงตัวเก่งผู้ทำสองประตูในเกมนี้ได้ออกมากล่าวว่า ''ผมมีความสุขจริงๆ พวกเราพยายามอย่างยิ่งที่จะผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ พวกเรามาที่นี่เพื่อคว้าเหรียญทอง มันเป็นแมตช์ที่ยากมาก แต่เราก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นทีมชั้นยอด เราคือบราซิล เรามาที่นี่เพื่อเหรียญทอง''
ด้าน ราฟาเอล ดา ซิลวา ฟูลแบ็กจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวเสริมว่า ''มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในการลงสนามให้กับบราซิล ในบ้านของผมเอง พวกเรามีความมั่นใจ โค้ชก็มั่นใจ เกมนัดชิงชนะเลิศ จะแตกต่างไปจากทุกเกมที่เราเคยลงสนามมา''
ทัพลูกหนัง ''ซามูไร'' ทีมชาติญี่ปุ่น หมดโอกาสเดินตามรอยทีมฟุตบอลหญิง ในการผ่านเข้าสู่รอบชิงเหรียญทอง ของกีฬาโอลิมปิกไปอย่างน่าเสียดาย หลังจากไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของเม็กซิโกได้ ก่อนจะพ่ายไป 1-3
ญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้เคยทำผลงานในฟุตบอลโอลิมปิกด้วยการคว้าเหรียญทองแดง ในปี 1968 ซึ่งคราวนั้นพวกเขาหักอกเม็กซิโก ชาติเจ้าภาพในเวลานั้นมาได้ 2-0 และคราวนี้ทีม ''จังโก้'' ก็ต้องการล้างแค้นให้จงได้
อย่างไรก็ดีทัวร์นาเมนต์นี้ ญี่ปุ่นทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเอามากๆ 4 นัดที่ผ่านมา พวกเขาไม่สังเวยความบริสุทธิ์ให้แก่ใครเลย และเป็นฝ่ายพังประตูขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 12 ยูกิ ออตสึ ห้องเครื่องป้ายแดงของ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ฮีโร่ที่ทำประตูชัยในนัดพลิกล็อกช็อกโลกคว่ำสเปน ทำประตูที่ 3 ของตัวเองให้ญี่ปุ่นขึ้นนำก่อน 1-0 และทำให้พวกเขาเริ่มมองเห็นความหวังแห่งการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ สมัยแรกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น
หลังจากโดนไปก่อน เกมบีบให้เม็กซิโกต้องเป็นฝ่ายบุกเข้าใส่เพื่อทวงประตูคืน ก่อนจะมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 ในนาที 31 จากลูกเตะมุมที่ โจวานี่ โดส ซานโต๊ส หยอดเข้ามา และเป็น มาร์โก ฟาเบียน ที่โขกเผาขนแค่ 6 หลา ไม่พลาด และเป็นการเสียประตูแรกของญี่ปุ่น ในทัวร์นาเมนต์นี้อีกด้วยหรือคิดเป็น 408 นาที ซึ่งถือเป็นสถิติที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 4 ในศึกลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติหลังจาก อาร์เจนตินา คือทีมที่ทำผลงานไม่เสียประตูแก่ใครนานที่สุดด้วยจำนวน 593 นาที ในระหว่างปี 1996 และ 2008
ช่วงเวลาจากนั้น เม็กซิโกกลับกลายเป็นทีมที่ทำผลงานได้ดีกว่าอย่างชัดเจน ก่อนจะมาได้อีก 2 ประตูในครึ่งหลังจากผลงานของ โอริเบ้ เปรัลต้า ในนาที 65 และ ฮาเวียร์ คอร์เตส ตัวสำรองในช่วงทดเจ็บนาที 93 ช่วยให้ทีม ''จังโก้'' เอาชนะไป 3-1 พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นทีมแรกจากโซนคอนคาเคฟ ที่ผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโอลิมปิกได้สำเร็จ
เกมนัดชิงเหรียญทองแดงนั้นจะมีขึ้นที่ มิลเลนเนียม สเตเดี้ยม วันศุกร์ที่ 10 ส.ค. โดยเป็นการพบกันระหว่าง เกาหลีใต้ กับ ญี่ปุ่น สองทีมจากเอเชียที่จัดว่าเป็นคู่อริและไม่กินเส้นกันมาช้านาน ซึ่งรับประกันได้เลยในเรื่องของความมันที่ทั้งคู่จะใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตายแน่








ลิ้ม ทรนง
