ตีโต้-ศุภนร ไร้ชัยชนะแต่ไม่ไร้เกียรติยศ
''นักกีฬากระโดดไกลสหรัฐฯ 1 คนมีโค้ชมาดูแล 3 คน, เม็กซิโก 1 คน โค้ช 2 คน หรือจะเป็นปานามา แชมป์โอลิมปิก 2008 ก็จะมีโค้ชมาคอยดูแล 2 คน ให้คำแนะนำเทคนิค แก้ไขข้อบกพร่องของนักกีฬา''
''แต่ผมไม่มีโค้ชมาคอยดูแลชี้แนะเลย พยายามทำดีที่สุดแล้วได้เท่านี้ก็พอใจ...แต่ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมถึงไม่มีโค้ชมาด้วย''
''ทั้งที่นี่คือกีฬาโอลิมปิก เกมกีฬาที่ยิ่งใหญ่''
''ตีโต้'' ศุภนร ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา นักกีฬากระโดดไกลหนุ่มทีมชาติไทย พูดได้อย่างน่าคิดหลังเสร็จสิ้นหน้าที่ของเขาในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 30 ''ลอนดอนเกมส์ 2012'' และจบผลงานด้วยสถิติ 7.38 ม.ไม่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศ
เขาไม่เสียใจแต่เสียดาย...เพราะน่าจะทำสถิติได้ดีกว่านี้ ซึ่งสถิติเคยกระโดดได้ไกลถึง 8.05 ม. แม้ปัญหาจะไม่สามารถฉุดความตั้งใจได้ แต่ก็ฉุดสถิติให้ถดถอยลงไป
นั่นคือ การไร้ผู้ฝึกสอนร่วมเดินทางมาด้วย...ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้
ปัญหานักกีฬาไม่มีผู้ฝึกสอนร่วมเดินทางมาด้วยจริงๆ แล้วไม่ควรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าเกมแข่งขันนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม เพราะนอกจากความสามารถของนักกีฬาแล้ว โค้ชคือหัวใจสำคัญเช่นกันที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
''ผมเดินทางมาตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. นับได้ 8 วันก่อนการแข่งขัน ซ้อมอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ต่างจากชาติอื่นๆ ที่จะมีโค้ชคอยแนะแก้ไขเรื่องการกระโดดให้ บางครั้งผมต้องวานเจ้าหน้าที่ในสนามนั่นแหละช่วยดูจุดที่กระโดดให้ ส่วนผมจะกระโดดเป็นอย่างไรดีไม่ดีตรงไหนเขาไม่รู้หรอก ตัวเราเองก็ไม่รู้ได้''
''แต่เมื่อให้โค้ชมาแล้วก็น่าจะช่วยให้สมกับที่เป็นโค้ชทีมชาติหน่อยไม่ใช่ให้จัดการเอง ไอดีการ์ดก็ไม่มีแล้วจะเข้าสนามได้อย่างไร''
''ผมและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเรา 3 คนต้องวิ่งเต้นเดินเรื่องเองทุกอย่างอยู่ 2 วัน และมาได้ตอนเช้าวันแข่งขัน 10.00 น. โค้ชของผมถึงได้ไอดีการ์ดเข้าสนามได้ ซึ่งต้องขอบคุณอาสาสมัครคนนั้น ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรกับผมเลย แต่เขาก็ช่วยเหลือจนสำเร็จ''
''ถามว่าตรงนี้เป็นหน้าที่ของผมหรือไม่ หรือเป็นของอาสาสมัครคนนั้น?''
นักกีฬากระโดดไกลหนุ่มจากนครพิงค์ เชียงใหม่ ระบายความอัดอั้นตันใจ หลังจากจบการแข่งขันเสร็จสิ้นภารกิจในลอนดอนเกมส์ และแม้ว่าจะตกรอบแต่ก็ไม่เสียใจเพราะได้ทำเต็มที่เพื่อชาติ และทำความฝันของตัวเองเป็นความจริงแล้ว ''ตอนนี้ไม่ว่าใครจะว่าผมยังไง คนอื่นจะมองว่าผมเกาะคนอื่นมาแข่งขันไม่ได้มาโอลิมปิกเกมส์ด้วยฝีมือ แต่เพราะได้ไวลด์การ์ด ผมไม่สนใจเพราะผมก็ได้ทำเต็มที่เพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อคนไทยทุกครั้งที่ไปแข่งขัน''
แม้จะถูกโดดเดี่ยว ''ตีโต้'' บอกว่าไม่ได้ทำให้ท้อแท้เลย คงต้องการจะแข่งขันทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ทว่าก็ไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนความทุ่มเทมุ่งมั่นนั้นเขารู้สึกว่าไม่ได้รับสนับสนุนอย่างที่น่าจะเป็น แต่บางเวลาก็เกิดความรู้สึกบอกให้เขาลองคิดทบทวนเรื่องอนาคตจากนี้ควรจะก้าวเดินต่อไปอย่างไรบนเส้นทางสายนี้ ''ตอนเด็กๆ ผมมีความฝันว่าต้องทำให้ได้ ฝันแรกตอน 10 ขวบ อยากติดทีมชาติทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เก่งเลย และตอนอายุ 14 ปี กระโดดได้แค่ 5.50 ม. เท่านั้น แต่เมื่อได้มาฝึกกับ พี่สังวร ทวีเฉลิมดิษฐ์ เพียง 2 สัปดาห์กระโดดได้ 6.30 ม. และก็ถูกเรียกเก็บตัวเยาวชนทีมชาติ''
''ความฝันต่อมาอยากเป็น แชมป์โลก ต่อมาคัดผ่านไปเยาวชนชิงแชมป์โลก ตอนนี้อายุ 16 ปีแข่งที่อิตาลี ผมทำได้ 7.65 ม. คว้าแชมป์โลกสำเร็จ''
''ความฝันที่สามอยากจะทุบสถิติประเทศไทย หลังจากศึกเยาวชนชิงแชมป์โลก ผมก็ทำได้สำเร็จด้วยสถิติ 7.96 ม. ในการแข่งขันอาเซียนสกูลเกมส์ ที่ จ.สุพรรณบุรี''
''ต่อมาฝันอยากทุบสถิติตัวเองให้ได้เป็นคนแรกก็ทำสำเร็จในการแข่งขันที่กรังด์ปรีซ์ สนาม 2 ที่อินเดีย กระโดดได้ 8.04 ม. เป็นของขวัญวันเกิดแม่ในเดือน ก.ค.''
''กับโอลิมปิกเกมส์ คือความฝันที่ 5 ของผม สักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากเป็นกระโดดไกลไทยคนแรกที่เอาเท้ามาเหยียบบ่อทรายในโอลิมปิก ซึ่งวันนี้ก็ทำได้แล้ว''
''ตีโต้'' บอกว่า แม้บางคนอาจจะมองว่าได้มาแข่งโอลิมปิกเพราะไวลด์การ์ด แต่เขาก็เคยทำสถิติได้ 8.05 ม. และหากไม่เกิดการบาดเจ็บในช่วงนั้นซึ่งยังมีแมตช์แข่งขันอยู่อีกเพื่อควอลิฟายซึ่งเขาอาจจะทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามก็มีคนมองเห็นความสามารถให้ไวลด์การ์ดเข้าแข่งขัน
''ผมขอขอบคุณพี่อเล็ก พี่พงษ์ คนไทยซึ่งอยู่ที่นี่ที่คอยให้ความช่วยเหลือดีมากทั้งข้าว ที่พัก การเดินทางของโค้ชซึ่งช่วยด้วยความภูมิใจ ซึ่งพี่เขาบอกผมว่าเราคนไทยด้วยกันนะต้องช่วยกัน''
''วันนี้ผมแพ้แต่ผมก็ภูมิใจ'' ''ตีโต้'' นักกระโดดไกลหนุ่มจากนครพิงค์ เชื่อว่า คนไทยจะเข้าใจในตัวเขา วันนี้ถึงจะแพ้ในเกมแข่งขัน ทว่าเขาก็ชนะใจตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะได้มาแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ด้วยเหตุผลใดก็ตามและยอมรับว่า ''เสียดาย'' เขาน่าจะทำผลงานได้ดีกว่านี้ แต่ปัญหาหลายสิ่งคือตัวฉุดผลงานหรืออาจจะรวมถึงกำลังใจด้วย และความฝันมุ่งมั่นไว้แต่เยาว์วัยด้วยได้
อย่างไรก็ตาม ''ตีโต้'' ก็ไม่อยากจะให้อุปสรรคเหล่านั้นมากัดกร่อนความมุ่งมั่นของตัวเอง เพราะแม้ว่า ฝันของเขาจะครบแล้ว แต่ยังทำจะทำความฝันของคนไทยให้เป็นจริง...
''แต่ผมไม่มีโค้ชมาคอยดูแลชี้แนะเลย พยายามทำดีที่สุดแล้วได้เท่านี้ก็พอใจ...แต่ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมถึงไม่มีโค้ชมาด้วย''
''ทั้งที่นี่คือกีฬาโอลิมปิก เกมกีฬาที่ยิ่งใหญ่''
''ตีโต้'' ศุภนร ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา นักกีฬากระโดดไกลหนุ่มทีมชาติไทย พูดได้อย่างน่าคิดหลังเสร็จสิ้นหน้าที่ของเขาในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 30 ''ลอนดอนเกมส์ 2012'' และจบผลงานด้วยสถิติ 7.38 ม.ไม่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศ
เขาไม่เสียใจแต่เสียดาย...เพราะน่าจะทำสถิติได้ดีกว่านี้ ซึ่งสถิติเคยกระโดดได้ไกลถึง 8.05 ม. แม้ปัญหาจะไม่สามารถฉุดความตั้งใจได้ แต่ก็ฉุดสถิติให้ถดถอยลงไป
นั่นคือ การไร้ผู้ฝึกสอนร่วมเดินทางมาด้วย...ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้
ปัญหานักกีฬาไม่มีผู้ฝึกสอนร่วมเดินทางมาด้วยจริงๆ แล้วไม่ควรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าเกมแข่งขันนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม เพราะนอกจากความสามารถของนักกีฬาแล้ว โค้ชคือหัวใจสำคัญเช่นกันที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
''ผมเดินทางมาตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. นับได้ 8 วันก่อนการแข่งขัน ซ้อมอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ต่างจากชาติอื่นๆ ที่จะมีโค้ชคอยแนะแก้ไขเรื่องการกระโดดให้ บางครั้งผมต้องวานเจ้าหน้าที่ในสนามนั่นแหละช่วยดูจุดที่กระโดดให้ ส่วนผมจะกระโดดเป็นอย่างไรดีไม่ดีตรงไหนเขาไม่รู้หรอก ตัวเราเองก็ไม่รู้ได้''
''แต่เมื่อให้โค้ชมาแล้วก็น่าจะช่วยให้สมกับที่เป็นโค้ชทีมชาติหน่อยไม่ใช่ให้จัดการเอง ไอดีการ์ดก็ไม่มีแล้วจะเข้าสนามได้อย่างไร''
''ผมและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเรา 3 คนต้องวิ่งเต้นเดินเรื่องเองทุกอย่างอยู่ 2 วัน และมาได้ตอนเช้าวันแข่งขัน 10.00 น. โค้ชของผมถึงได้ไอดีการ์ดเข้าสนามได้ ซึ่งต้องขอบคุณอาสาสมัครคนนั้น ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรกับผมเลย แต่เขาก็ช่วยเหลือจนสำเร็จ''
''ถามว่าตรงนี้เป็นหน้าที่ของผมหรือไม่ หรือเป็นของอาสาสมัครคนนั้น?''
นักกีฬากระโดดไกลหนุ่มจากนครพิงค์ เชียงใหม่ ระบายความอัดอั้นตันใจ หลังจากจบการแข่งขันเสร็จสิ้นภารกิจในลอนดอนเกมส์ และแม้ว่าจะตกรอบแต่ก็ไม่เสียใจเพราะได้ทำเต็มที่เพื่อชาติ และทำความฝันของตัวเองเป็นความจริงแล้ว ''ตอนนี้ไม่ว่าใครจะว่าผมยังไง คนอื่นจะมองว่าผมเกาะคนอื่นมาแข่งขันไม่ได้มาโอลิมปิกเกมส์ด้วยฝีมือ แต่เพราะได้ไวลด์การ์ด ผมไม่สนใจเพราะผมก็ได้ทำเต็มที่เพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อคนไทยทุกครั้งที่ไปแข่งขัน''
แม้จะถูกโดดเดี่ยว ''ตีโต้'' บอกว่าไม่ได้ทำให้ท้อแท้เลย คงต้องการจะแข่งขันทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ทว่าก็ไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนความทุ่มเทมุ่งมั่นนั้นเขารู้สึกว่าไม่ได้รับสนับสนุนอย่างที่น่าจะเป็น แต่บางเวลาก็เกิดความรู้สึกบอกให้เขาลองคิดทบทวนเรื่องอนาคตจากนี้ควรจะก้าวเดินต่อไปอย่างไรบนเส้นทางสายนี้ ''ตอนเด็กๆ ผมมีความฝันว่าต้องทำให้ได้ ฝันแรกตอน 10 ขวบ อยากติดทีมชาติทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เก่งเลย และตอนอายุ 14 ปี กระโดดได้แค่ 5.50 ม. เท่านั้น แต่เมื่อได้มาฝึกกับ พี่สังวร ทวีเฉลิมดิษฐ์ เพียง 2 สัปดาห์กระโดดได้ 6.30 ม. และก็ถูกเรียกเก็บตัวเยาวชนทีมชาติ''
''ความฝันต่อมาอยากเป็น แชมป์โลก ต่อมาคัดผ่านไปเยาวชนชิงแชมป์โลก ตอนนี้อายุ 16 ปีแข่งที่อิตาลี ผมทำได้ 7.65 ม. คว้าแชมป์โลกสำเร็จ''
''ความฝันที่สามอยากจะทุบสถิติประเทศไทย หลังจากศึกเยาวชนชิงแชมป์โลก ผมก็ทำได้สำเร็จด้วยสถิติ 7.96 ม. ในการแข่งขันอาเซียนสกูลเกมส์ ที่ จ.สุพรรณบุรี''
''ต่อมาฝันอยากทุบสถิติตัวเองให้ได้เป็นคนแรกก็ทำสำเร็จในการแข่งขันที่กรังด์ปรีซ์ สนาม 2 ที่อินเดีย กระโดดได้ 8.04 ม. เป็นของขวัญวันเกิดแม่ในเดือน ก.ค.''
''กับโอลิมปิกเกมส์ คือความฝันที่ 5 ของผม สักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากเป็นกระโดดไกลไทยคนแรกที่เอาเท้ามาเหยียบบ่อทรายในโอลิมปิก ซึ่งวันนี้ก็ทำได้แล้ว''
''ตีโต้'' บอกว่า แม้บางคนอาจจะมองว่าได้มาแข่งโอลิมปิกเพราะไวลด์การ์ด แต่เขาก็เคยทำสถิติได้ 8.05 ม. และหากไม่เกิดการบาดเจ็บในช่วงนั้นซึ่งยังมีแมตช์แข่งขันอยู่อีกเพื่อควอลิฟายซึ่งเขาอาจจะทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามก็มีคนมองเห็นความสามารถให้ไวลด์การ์ดเข้าแข่งขัน
''ผมขอขอบคุณพี่อเล็ก พี่พงษ์ คนไทยซึ่งอยู่ที่นี่ที่คอยให้ความช่วยเหลือดีมากทั้งข้าว ที่พัก การเดินทางของโค้ชซึ่งช่วยด้วยความภูมิใจ ซึ่งพี่เขาบอกผมว่าเราคนไทยด้วยกันนะต้องช่วยกัน''
''วันนี้ผมแพ้แต่ผมก็ภูมิใจ'' ''ตีโต้'' นักกระโดดไกลหนุ่มจากนครพิงค์ เชื่อว่า คนไทยจะเข้าใจในตัวเขา วันนี้ถึงจะแพ้ในเกมแข่งขัน ทว่าเขาก็ชนะใจตัวเอง และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะได้มาแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ด้วยเหตุผลใดก็ตามและยอมรับว่า ''เสียดาย'' เขาน่าจะทำผลงานได้ดีกว่านี้ แต่ปัญหาหลายสิ่งคือตัวฉุดผลงานหรืออาจจะรวมถึงกำลังใจด้วย และความฝันมุ่งมั่นไว้แต่เยาว์วัยด้วยได้
อย่างไรก็ตาม ''ตีโต้'' ก็ไม่อยากจะให้อุปสรรคเหล่านั้นมากัดกร่อนความมุ่งมั่นของตัวเอง เพราะแม้ว่า ฝันของเขาจะครบแล้ว แต่ยังทำจะทำความฝันของคนไทยให้เป็นจริง...
