มนัส บูญจำนงค์ โชว์ฟอร์มชกเหนือชั้นล้างตาเอาชนะคะแนน มาซาซุกุ คาวาชิ จากญี่ปุ่นไป 8-1
''มนัส'' ฉะแค้นชิงทองแดงเบอร์หนึ่งโลก ''นน'' ใจร้อนพาเจ๊งสุดเส้นทางโอลิมปิก
15/08/2008 9:49:17 
 
หลังจากที่ผ่านด่านแรกในรอบ 32 คนสุดท้ายของการดวลกำปั้นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์มาได้อย่างยอดเยี่ยมของขุนพลกำปั้นทีมชาติไทยทั้ง 8 ชีวิตที่ผ่านด่านแรกมาได้ทั้งหมดโดยไม่มีใครหลุดร่วงหล่นจากวงโคจรไปได้แม้แต่คนเดียว ในที่สุดการดวลหมัดเพื่อชิงชัยในรอบ 16 คนสุดท้ายก็ได้ฤกษ์เริ่มต้น

มนัส บุญจำนงค์ นักชกเจ้าของเหรียญทองในโอลิมปิกที่เอเธนส์ เมื่อ 4 ปีก่อน ขึ้นเวทีท่ามกลางการจับตามองของคอกำปั้นเสื้อกล้ามทั้งโลกว่าเขาจะกลับมาทำฟอร์มได้ดีอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ หลังจากที่หลุดฟอร์มไปอย่างไม่เป็นท่าในการแข่งขันเวิลด์แชมเปี้ยนชิพเมื่อปีกลาย ด้วยการตกรอบแรก 
 
ที่สำคัญก็คือเขายังตกรอบแรกด้วยน้ำมือของ มาซาซูกิ คาวาชิ นักชกชาวอาทิตย์อุทัยที่ต้องมาจับสลากเจอกันในรอบสองของโอลิมปิกในกรุงปักกิ่งนี้เสียด้วย
จะชำระแค้น หรือว่าเป็นมวยแพ้ทาง นั่นคือคำถามที่ทุกคนต้องการคำตอบ 
 
แต่หลังจากการชกเริ่มต้น มนัส ก็แสดงให้เห็นว่าเขายังเป็น ''เสือ'' บนสังเวียนเสมอ ในยามที่ถึงเวลาต้องสำแดงเดช ด้วยการโชว์ความรวดเร็วและเจนจัดบนสังเวียนต้อนสอนเชิงนักชกจากแดนอาทิตย์อุทัยเสียไม่เป็นท่า เก็บชัยชนะนัดแรกในโอลิมปิกครั้งที่สองของตนเองได้อย่างงดงาม 
แต่เส้นทางของ มนัส ดูจะโหดไม่น้อย เมื่อในนัดต่อไปที่จะต้องขึ้นเวทีในเย็นวันที่ 17 สิงหาคมที่จะถึงนี้ เขาต้องเจอกับนักชกที่ได้รับการยกให้เป็น ''เบอร์หนึ่ง'' ของโลก ณเวลานี้ นั่นคือ เซริค ซาพิเยฟ นักชกเจ้าของเหรียญทองจากเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ 2007 รายการที่มนัส ไปไม่ถึงดาว
 อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าประตูแห่งชัยชนะในรอบต่อไปของมนัสจะถูกปิดตายเสียเมื่อไหร่ หากแต่จะเป็นมวยอีกคู่ที่คาดกันว่าจะเป็นคู่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของโอลิมปิกหนนี้เลยทีเดียว เพราะปัจจุบัน มนัส นั้นก็รั้งตำแหน่งนักชก ''เบอร์สอง'' รองจาก ซาพิเยฟ เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น 
 
ที่สำคัญ คู่นี้เคยเจอกันมาแล้วในนัดชิงชนะเลิศกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่โดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อสองปีก่อนหน้านี้ และปรากฏว่าผู้ที่เก็บเกี่ยวชัยชนะไปก็คือ นักชกจากแดนสยาม มนัส บุญจำนงค์ คนนี้นั่นเอง
มนัส กับ ซาพิเยฟ จึงเปรียบเสมือนคู่ชิงเหรียญทองกลายๆ โดยมี เหรียญทองแดงโอลิมปิกเป็นการันตีในชัยชนะเบื้องต้นก่อน 
 
ในขณะที่ มนัส ประสบความสำเร็จในก้าวแรกของปักกิ่งเกมนั้น น้องชาย นน บุญจำนงค์ กลับต้องพลาดท่าปิดเส้นทางในโอลิมปิกของตนเองเอาไว้เพียงแค่ช่วงเวลาไม่ถึง 10 นาทีของการเข้าแข่งขันครั้งแรกในชีวิตเท่านั้น ด้วยการพ่ายให้กับ  อับดิน โฮซัม นักชกจากอียิปต์ไปอย่างเฉียดฉิวเพียงแค่แต้มเดียว 
 
โอลิมปิกครั้งนี้ นน มีความมุ่งมั่นสูงมาก หลังจากที่พลาดชวดโอกาสไปลุยกรุงเอเธนส์ เพียงแค่เฉียดฉิวเมื่อ 4 ก่อน แต่ที่ปักกิ่ง นน มาพร้อมกับเหรียญเงินเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ เป็นเครื่องการันตีฝีมือ และตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ นน แทบไม่พลาดการชมเกมการชกของนักชกคนอื่นๆ ที่กำลังชิงชัยแม้แต่สักครั้ง เพื่อศึกษาถึงแนวทางการชกของคู่แข่ง และยังศึกษาถึงวิธีการออกคะแนนของกรรมการอย่างละเอียด 
 
ก่อนจะฟันธงด้วยตนเองว่า ในโอลิมปิกครั้งนี้ หากนักมวยมีการปิดป้องตัวเองที่ดี ใช้การบล็อกลำตัวเข้าไปแล้ว กรรมการก็จะเห็นว่าเป็นการป้องกันที่รัดกุม แม้จะโดนต่อยเข้าที่ท่อนแขนแต่ก็จะไม่กดคะแนนให้คู่ต่อสู้ ดังนั้นเขาจึงเห็นว่ายุทธวิธีนี้น่าจะเหมาะสมที่สุดในการชก 
 
แต่สิ่งที่นนไม่ทันได้เฉลียวใจก็คือ การที่ต้องเจอกับมวยที่เตี้ยและสั้นกว่า และการตรงเข้าเล่นวงในนั้นกลับเป็นการนำจุดด้อยของตนเองไปปะทะกับจุดเด่นของคู่ต่อสู้ ซึ่งนั่นก็ทำให้นน ทำอะไรไม่ถนัดนักจนกระทั่งเสียแต้มแรก

และเมื่อเสียแต้มไปแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือความร้อนใจและมุ่งมั่นจะเดินหน้าเรียกแต้มคืนให้เร็วที่สุด ก่อนจะกลายเป็นการเดินไปเพื่อเข้าทางคู่ชกฝ่ายตรงข้าม ซึ่งตรงนี้แม้แต่สตาฟฟ์โค้ชเองก็ยังยอมรับว่า นนมีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนไม่สามารถชกตามแผนการที่เตรียมไว้
 อย่างไรก้ตาม นน ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจในการต่อสู้ชนิดไม่ยอมแพ้ อีกทั้งเบื้องหลังความพ่ายแพ้ในครั้งนี้อาจจะมีอะไรลึกๆ แฝงอยู่พอสมควร เพราะดูเหมือนว่าแต่ละแต้ม แต่ละคะแนนของนนนั้นได้มาอย่างลำบากยากเย็นเสียเหลือเกิน 
 
ความพ่ายแพ้ของ นน อาจทำให้เขาต้องหยุดคิดถึงอนาคตว่าจะเปลี่ยนเส้นทางไปชกมวยอาชีพอย่างที่เคยตั้งความหวังไว้ก่อนมาโอลิมปิกหรือไม่ ขณะที่อายุเขาเองก็ยังไม่มากนัก ยังมีเวลาสำหรับการไล่ล่าชื่อเสียงในการเป็นนักมวยเสื้อกล้ามตัวแทนทีมชาติอีกมากมายเช่นกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงจะไม่มีคำว่า ''บิ๊กบราเธอร์'' อย่างที่สื่อมวลชนต่างชาติเคยเอ่ยปากทักถึงนักชกสองพี่น้องคู่นี้ในปักกิ่งเกมส์อีกแล้ว
จะมีก็แต่ ''เสือกลับใจ'' มนัส บุญจำนงค์ ที่ยังให้ติดตามกันว่าจะสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญโอลิมปิกสองสมัยซ้อนเป็นคนแรกให้กับทีมชาติไทยได้หรือไม่เท่านั้นเอง