facebook twitter
สยามกีฬา
มวยสยาม

''หมัดผีพราย'' ปราบธรณี เมืองสุรินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระผลักดันกฎหมายมวย

Update: 01/03/2016 16:42:13 Views: 50,980

ผู้ปิดทองหลังพระผลักดันกฎหมายมวย

ผู้ปิดทองหลังพระผลักดันกฎหมายมวย


        มาถึงกำปั้นรายสุดท้ายนักกีฬาเกียรติยศ ฮอล ออฟ เฟมครั้งที่ 10 "หมัดผีพราย" ปราบธรณี เมืองสุรินทร์ อดีตยอดมวยชื่อดังในเมื่อ 50 ปีก่อนถ้าเอ่ยชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เนื่องจากเป็นหนึ่งในยอดมวยไทยที่มีกำปั้นหนักหน่วงเป็นอาวุธเด็ดแม้ว่าจะไม่มีตำแหน่งแชมป์ประดับบารมี ทว่าเมื่อครั้งอยู่บนสังเวียนผืนผ้าใบนั้น ปราบบรรดาแชมป์ของสองเวทีมาตรฐาน  ราชดำเนิน กับ ลุมพีนีมาโดยตลอด ที่สำคัญที่สุดเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลักดัน พ.ร.บ.มวย เมื่อครั้งเป็นผู้แทนราษฎรทำให้นักชกรุ่นหลังได้รับการปลดแอกได้รับการดูแลสิทธิประโยชน์ในเรื่องเงินทองมากกว่ายุคก่อนมากขี้น

 

 

        สำหรับ "หมัดผีพราย" ปราบธรณี  เมืองสุรินทร์ เกิดเมื่อ วันที่ 11 ธ.ค. พ.ศ. 2482 ที่จังหวัดสุรินทร์มี ชื่อจริงว่า "พูนสวัสดิ์  มูลศาสตรสาทร" ปัจจุบันอายุ 76 ปี  เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนบุตรทั้งหมด 9 คน ของขุนมูลศาสตร์สาทร (พงษ์ มูลศาสตรสาทร) กับนางผกา มูลศาสตรสาทร  เป็นน้องชายแท้ๆ ของนายพิศาล มูลศาสตรสาทร อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการในหลายกระทรวง

 

 

        เริ่มชื่นชอบกีฬาการต่อสู้โดยเฉพาะมวยไทยตามพี่ชาย พิศาล มูลศาตร์สาทร เริ่มชกอยู่แถวอีสานใต้ ตั้งแต่อายุ 17 ปี เมื่อปี 2500 โดยที่ทางบ้านนั้นไม่สนับสนุน ใช้ชื่อนักมวยว่า "ปราบธรณี  วิษณุรักษ์" ทว่ามีประหลาดเกิดขึ้นเมื่อครั้งเดินสายไปชกที่อำเภอประโคนชัย ติดชายแดนเขมร ขณะนอนหลับฝันว่ามีชีปะขาวตนหนึ่งมาบอกคาถาสั้นๆ ไม่กี่คำให้ท่องจำ โดยกำชับว่าให้บริกรรมทุกครั้งก่อนเริ่มชกเจ้าตัวเลยทดลองดู ปรากฏกว่า หมัดหนักขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ชกคู่ต่อสู้ไม่น็อกก็นับแทบทุกราย ซึ่งแต่ละคนต่างเล่าตรงกันว่า ขณะที่อยู่บนเวทีตนรู้สึกงงๆ คล้ายตกอยู่ในกฤตยาคม หรืออำนาจลึกลับ บางทีเห็นปราบธรณีเป็นสองหน้าสามหน้า ไม่รู้หน้าไหนจริงหน้าไหนปลอม เลยชกไม่ถูก

        จนกระปี 2501 ได้เข้ามาเรียนหนังสือต่อในกรุงเทพมหานคร พร้อมกับชกมวยไปด้วยในชื่อว่า "ปราบธรณี  เทิดเกียรติพิทักษ์" ครั้งหนึ่งได้รับการติดต่อให้ไปชกในงานประจำปีวัดหลวงพ่ออี๋ที่สัตหีบกับแชมป์กองทัพเรือ ก็มีปางพิสดารขึ้นอีกเพียงเริ่มประหมัดกันยกแรก ชกไปแค่ 3 หมัด โดยเฉพาะหมัดขวาสุดท้ายส่งให้ร่วงลงไปเอาชนะน็อกได้อย่างง่ายดาย จนชื่อเสียงโด่งดังหลังจากที่ นสพ.เสียงอ่างทองที่มี ป้อม ปรากาฬ เป็นหัวหน้าข่าวกีฬาได้นำไปลงพาดหัวข่าวพร้อมกับตั้งฉายาให้ว่า "หมัดผีพราย"

 

 

        ความรู้ไปถึง ครูเฒ่า ชนะ ทรัพย์แก้ว ที่เป็น โปรโมเตอร์ชื่อดังในสมัยนั้นทาบทามให้มาชกเวทีมาตรฐาน ทั้งราชดำเนินกับ ลุมพินี จนได้มาอยู่ในสังกัด ค่ายเมืองสุรินทร์ ของ สนอง รักวานิช จนเป็นที่รู้จักในนาม ปราบธรณี เมืองสุรินทร์ โชว์ฟอร์มไล่ปราบแชมป์หลายคนหนี่งในนั้นมี อดุลย์ ศรีโสธร แต่ว่าไม่มีโอกาสได้ชิงแชมป์ซึ่งชกอยู่ในพิกัด เฟเธอร์เวต,ไลต์เวต ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ในยุคนั้น  จนได้ชกรายการชิงแชมป์เจ้าปฐพี  จัดที่เวทีมวยราชดำเนิน ที่นำเอายอดมวยแห่งยุคนั้นมาชกพิสูจน์กำปั้นเหมือนมวยรอบไปจนถึงนัดชิง โดยปราบธรณี ไล่ปราบคู่ชกเอาชนะไปทั้งหมด 10 คน คว้าเงินรางวัลครั้งละ 25,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่มากเนื่องจากเทียบจากทอง 1 บาทมีราคา 400 บาท

        เมื่อไล่ปราบคู่ชกคว้าเงินรางวัลรวมแล้ว 250,000 บาทถือว่ามากโขในยุคนั้นก็ได้ชิงแชมป์กับ แดนชัย ยนตรกิจ หนึ่งในยอดมวยแห่งยุค โดยก่อนหน้านี้เคยเจอกันมาหนึ่งครั้งปราบธรณี เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ทว่าในการชกชิงแชมป์รายการใหญ่ที่สุดที่เจ้าตัวตั้งความหวังเอาไว้มากว่าจะได้แชมป์ประดับบารมี สู้กันอย่างสูสีไปตลอด 5 ยก ผลออกมาว่าแพ้คะแนนไปแค่ครึ่งคะแนนทำให้เสียใจอย่างมากเนื่องจากว่าเป็นการพ่ายแพ้หนแรกจากชัยชนะตลอด 2 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย

 

 

        ส่วนไฟต์ที่ประทับใจที่สุดเท่าที่เคยชกมวยมานั้นเป็นไฟต์ที่ได้เจอ  "พระเอกลิเก" ศักดิ์น้อย เจริญเมือง แชมป์รุ่นแบนตั้มเวต กับ เฟเธอร์เวต ของสองเวที ราชดำเนิน กับ ลุมพินี ซึ่งชกกันได้อย่างสูสีคู่คี่ดุเดือดมากก่อนที่จะ ตะบันหมัดขาวส่งให้ ศักดิ์น้อยร่วงลงไปเป็นฝ่ายเอาชนะน็อกไปได้ยกที่ 3  หลังจากผ่านสังเวียนมาอย่างโชกโชนจนถึงจุดอิ่มตัวเนื่องจากเรียนจบ ม.8 แล้วพร้อมกับเข้าทำงานที่องค์การโทรศัพท์ แต่ก็ชกมวยไปด้วยจนอายุได้ 29 ปี จึงได้ตัดสินใจแขวนนวมเนื่องจากว่ากรำศึกมานานหวั่นใจว่าถ้าชกต่อจะเป็นโรคเมาหมัด โดยผ่านสังเวียนมาทั้งหมด นับร้อยครั้งแถมได้ชกเป็นคู่เอกหลายรายการ

 

 

        แม้ว่า จะไม่ได้แชมป์แต่ว่าผลงานโดดดเด่น เป็นที่จดจำของแฟนมวย หลังจากแขวนนวมได้หันไปเล่นการเมือง สังกัด พรรคประชาธรรม, พรรคกิจสังคม และพรรคความหวังใหม่ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในเขตจังหวัดสุรินทร์หลายครั้ง และได้รับการเลือกตั้งทั้งหมด 7 สมัยติดต่อกัน ในปี พ.ศ. 2526, พ.ศ. 2529, พ.ศ. 2531, พ.ศ. 2535/1, พ.ศ. 2535/2 และพ.ศ. 2539เคยก้าวขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานฯ ในรัฐบาลชุด พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ พร้อมกับเป็นผู้ที่ผลักดันพ.ร.บ.มวย หรือกฎหมายมวย ช่วยคุ้มครองให้นักมวยรุ่นหลังได้รับรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อพร้อมกับได้รับความยุติธรรมมากขึ้นถือว่าเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจมากที่สุด ที่ได้ทำเมื่อครั้งทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของชีวิตครอบครัวนั้นได้สมรสกับกับนางฉันทนา มูลศาสตรสาทร มีบุตรสาวด้วยกันเพียงคนเดียว ลดาวัลย์ มูลศาสตรสาทร อดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ปัจจุบันนั้นแม้อยู่ในวัย 76 ปีแต่มีสุขภาพแข็งแรง เพราะออกกำลังกายด้วยการเดินวันละ 20 นาทีทุกวัน

 

 

        ส่วนการที่ได้รับรางวัลฮอล ออฟ เฟม สยามกีฬาอวอร์ดส์ ครั้งที่ 10 นี้ถือได้ว่าเป็นเกียรติยศที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของชีวิตที่มีคนมองเห็นคุณค่าทั้งผลงานในการชกมวยรวมไปถึงช่วยผลักดัน พ.ร.บ.กีฬามวย นับความภาคภูมิใจขอขอบคุณมาเป็นอย่างสูง พร้อมกับยังได้ฝากเคล็ดลับความสำเร็จในการชกมวยที่ผ่านมาว่า ใจต้องกล้าไม่กลัวเจ็บก่อนขึ้นชกต้องมีความพร้อมขั้นต่ำ 80 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังได้กล่าวถึง มวยไทยในปัจจุบันว่า เปลี่ยนไป ไม่มีแม้ไม้มวยไทยหมัดเท้าเข่าศอก ทำให้เสน่ห์มวยไทยหายไปมีแต่ปล้ำตีถ้าเป็นไปได้อยากให้มีการเน้นแม้ไม้มวยไทยมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกีฬาการต่อสู้ของชาติอื่น

 

อรรถวุฒิ ทองสวัสดิ์ เรียบเรียง

 

Update: 05/05/2017 15:33:38 | อ่าน 17,825