หน้าแรก | Columnist | iBlog | iAuction | Gallery| ทัวร์นาเม้นท์กีฬา
ผลบอล | วิเคราะห์บอล

มอเตอร์สปอร์ต
 
กลับบ้าน
17/08/2012 12:13:11


แน่ละว่า กีฬาฟุตบอลกับ มอเตอร์สปอร์ต กีฬาสองล้อคนรวย โมโต จีพี วางเท้ายืนอยู่กันคนละโลก ทว่าในภาพเหมือนของความต่าง ทั้งสองสิ่งนี้มีบางอย่างที่คล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย


        ในการย้ายทีมอันเป็นพาดหัวของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ สู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือที่อาจเกิดขึ้นในเร็ววันนี้อย่าง ลูก้า โมดริช ไปเรอัล มาดริด เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งสองก็คือ ความ "ไม่พอดี" ของตัวนักเตะกับต้นสังกัดเก่า อาร์เซน่อล, ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เมื่อทีมเก่าไม่สามารถป้อนสิ่งต่างๆ ได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเรื่องเกียรติยศความสำเร็จ หรือข้าวของเงินทองก็ตามแต่

        เมื่อ อาร์เซน่อล กับ สเปอร์ส ไม่สามารถรองรับข้อเรียกร้องความทะเยอทะยานของ ฟาน เพอร์ซี่ และโมดริชได้ การยอมปล่อยมือส่งนักเตะไปยัง แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เรอัล มาดริด เพื่อแลกเงินก้อน จึงเกิดขึ้นตามเงื่อนไขอุปสงค์อุปทาน

        ความ "ไม่พอดี" ของตัวผู้เล่นกับต้นสังกัด ก็เป็นเรื่องเดียวกันในโมโต จีพี เวทีจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก-การย้ายค่ายระหว่างนักแข่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสามัญ โดยเฉพาะเมื่อสัญญาที่ทำกันไว้ของนักแข่งแต่ละคน มีอายุไม่มาก น้อยคนนักที่จะเซ็นกันยาวสี่ซ้าห้าปี

        แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อไม่มีใครรู้อนาคต มันก็ยังไม่อาจแน่ใจได้เหมือนกันว่า ในไม่กี่ปีข้างหน้า ฟาน เพอร์ซี่ กับโมดริชจะย้อนกลับมาตายรังกับอาร์เซน่อล และ สเปอร์ส หรือไม่ เมื่อทุกสิ่งสามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้วในโลกแห่งฟุตบอลเช่นกัน ไม่มีใครรู้มาก่อนหรอกว่า จู่ๆ วาเลนติโน่ รอสซี่ ก็จะอำลาดูคาติ กลับสู่ยามาฮ่า เสียเฉยๆ

        นักซิ่งอิตาเลียน วัย 33 ดีกรีแชมป์โลก 7 สมัย ยืนยันการแยกทางกับทีมสีแดง ดูคาติ เมื่อ 10 ส.ค. ซึ่งภายหลังข่าวนี้ไม่นาน "ยามาฮ่า แฟกตอรี่ เรซซิ่ง" ก็ส่งเอ็มดีออกมาประกาศว่า รอสซี่จะย้ายกลับทีมสีน้ำเงิน เมื่อสิ้นสุดภารกิจกับทีมเก่าในฤดูกาล 2012 นี้ ด้วยสัญญาระยะ 2 ปี

        การกลับสู่ยามาฮ่า ครั้งนี้ คือการกลับไปเป็นเพื่อนร่วมทีมของ ฮอร์เก้ ลอเรนโซ่ นักแข่งชาวสแปนิช อีกหน ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ เบน สปีส์ นักแข่งอเมริกันแถลงอำลาทีมล่วงหน้าไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

        จะว่าไปก็ทั้งเซอร์ไพรส์และไม่เซอร์ไพรส์ เมื่อพิจารณาจากการที่ รอสซี่เอาดีไม่ได้เลยกับทีมดูคาติ ด้วยผลงานอันดับ 7 ซีซั่นก่อน และรั้งอันดับ 8 ปีนี้ โดยที่ขึ้นโพเดียมได้เพียง 2 ครั้งในตลอดช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา (สนามเลอ ม็องส์ ฝรั่งเศส ทั้ง 2 ครั้ง) ซึ่งทำให้ความไม่พอใจถูกถ่ายทอดออกจากเขาในแทบทุกครั้งการให้สัมภาษณ์ เช่นเดียวกับหนล่าสุด เมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมานี่เอง ที่รอสซี่ทวีตว่า "มันน่าละอายมากกับการไม่ประสบความสำเร็จอะไรกับดูคาติ มันควรจะมีอะไรที่ดีกว่านี้ สำหรับตัวผมและทีมงาน พวกเขาจะทำงานกันเต็มที่ต่อไป แต่มันน่าจะดีกว่านี้สำหรับแฟนๆ นี่เป็นเรื่องน่าละอายจริงๆ" 

        การ "กลับบ้าน" ของจอมเฮี้ยววัย 33 ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากลอเรนโซ่ ตัวเต็งแชมป์ของปีนี้ "เราต่างเป็นผู้ชนะ และไม่มีใครอยากพ่ายแพ้" ลอเรนโซ่ เอ่ยกับบีบีซี "ความสัมพันธ์ของเราดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่กันคนละทีม นี่คือข่าวดีของยามาฮ่า เพราะเราเคยประสบความสำเร็จร่วมกันมาในอดีต นี่ยังจะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีในการที่มีเขาอยู่ เพราะผมชอบที่จะมีคนเก่งๆ ในทีม ซึ่ง วาเลนติโน่ คือหนึ่งในนั้น และผมมั่นใจว่า การพยายามจะเอาชนะผมโดยส่วนตัวก็จะเป็นแรงกระตุ้นของเขาเช่นกัน"

        อย่างที่ลอเรนโซ่ ว่าไว้, รอสซี่ไปได้สวยอย่างยิ่งกับการสังกัดยามาฮ่า ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยแชมป์โลกถึง 4 สมัย จาก 7 ปี (กวาดแชมป์ถึง 46 สนาม) จนถูกยกย่องว่าเป็น "หนึ่งในนักบิดที่ดีที่สุดในโลก" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการย้ายไปดูคาติ ในปี 2011 

        บีบีซียังวิเคราะห์ไว้ว่า การกลับทีมเก่าของรอสซี่ น่าจะมีแต่แง่ดี "เขาน่าจะกลับขึ้นโพเดียมได้บ่อยๆ อีกครั้ง และถ้าเขาสามารถท้าชิงแชมป์ได้ใน 2 ซีซั่นหน้า เขาน่าจะมีความสุขในการรีไทร์ตัวหลังจากนั้น เขาคงไม่อยากอำลาไปด้วยความทรงจำของทุกคนที่มีภาพ วาเลนติโน่ รอสซี่ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับดูคาติ" ซึ่งสัญญา 2 ปีที่ทำไว้ จะทำให้รอสซี่อายุมากถึง 35 ปี เมื่อสิ้นสัญญา

        แต่เมื่อมีกระแสแง่บวก ก็ต้องมีกระแสแง่ลบในคราวเดียวกัน

        เคซี่ย์ สโตเนอร์ แชมป์เก่าของทีมเรปโซล ฮอนด้า เปิดปากวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนทันทีที่ทราบข่าว "นี่มันเป็นการกลืนน้ำลายชัดๆ เจอร์รี่ (เจเรมี่ เบอร์เกสส์ หัวหน้าทีมดูคาติ) บอกไว้ว่า เขาสามารถปรับรถให้ดีได้ใน 80 วินาที ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบสองปี ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย วาเลนติโน่ไม่ได้ทุ่มเต็มที่ และเขาเองก็ยอมรับว่า รถของเขาไม่ดี ชัดเจนว่าเขาไม่ทุ่มความพยายามกับดูคาติ"

        อดีตนักแข่งค่ายดูคาติเช่นกัน ซัดต่อว่า "ผมรู้สึกเศร้าใจแทนดูคาติ ว่าวาเลนติโน่กำลังจะจากไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย นอกจากบ่นเรื่องรถตลอด 2 ปี หลายครั้งหลายหนที่ชายคนนี้กลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ผู้คนก็ยังให้อภัยเขาตลอดมา"

        อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่สโตเนอร์จัดหนักใส่รอสซี่ เมื่อคู่นี้มีคดีกันมาตั้งแต่ที่ฝ่ายแรกอยู่ทีมดูคาติ ฝ่ายหลังอยู่ยามาฮ่า และหวิดจะขี่ชนกันอย่างจัง (สโตเนอร์ถูกบังทางจนหลุดโค้งไปล้มพับ) ที่ลากูน่า เซก้า ปี 2008

        และนี่ก็คงไม่ต่างกับที่แฟนๆ เดอะ กันเนอร์ส เผาเสื้อ ฟาน เพอร์ซี่ ไล่ส่งไป แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่เหมือนกัน




ข่าวอื่นๆ ในหมวดนี้
Comment