วันเวลาที่รถที่ขับเอง ครอบครองถนน เมื่อก่อนมันอาจอยู่ในหนัง ไซไฟ แต่ตอนนี้มันไม้ได้ไกลเกินจริงแล้ว จากรายงานล่าสุด
การเพิ่มจำนวนขึ้นของคนขับขี่ยวดยาน ซึ่งส่วนมากเป็นคนหนุ่มสาว ขับแบบไม่ระวังและไร้ประสบการณ์ แค่ต้องการไปจากจุด A ไปยังจุด B ให้เร็วที่สุด อย่างที่ระบุไว้ในรายงาน "Self-Driving Car: The Next Revolution" หรือรถขับขี่เอง นวัตกรรมใหม่ ซึ่งถูกจัดทำขึ้นโดยนักวิจัยจากบริษัท KPMG ร่วมกับ ศูนย์วิจัยยนตกรรม ที่ แอนน์ อาร์เบอร์ ในมิชิแกน ผลลัพธ์ พวกเขามีแนวโน้มที่จะยอมยกธงในเรื่องประสบการณ์การขับขี่ แล้วหันมามองคำตอบที่ พาหนะที่ขับขี่ด้วยตัวเองแทน ซึ่งสามารถนำพาพวกเขาไปยังจุดหมายได้ง่ายขึ้น และมีศักยภาพทางด้านประหยัดทั้งเงินและเวลา
แล้วมันเมื่อไหร่ละที่ ผู้ขับขี่ (ที่ไม่ต้องทำหน้าที่ขับอีกต่อไปแล้ว) จะได้นั่งชมภาพยนต์หรือส่งอีเมล ขณะที่อยู่ในรถระหว่างทางไปทำงานได้ ? เรื่องนี้ ผู้เขียนบทรายงานดังกล่าว แกรี่ ซิลเบิร์ก หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมยานยนต์ของ KPMG ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด
อีกไม่นานนักหรอก
รายงานฉบับนี้ ซึ่งถูกเปิดเผยออกมาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไม้ได้ระบุชัดถึงวันเวลาดังกล่าวที่รถขับขี่เองจะกลายมาเป็นที่พบเจอได้ตามท้องถนน เพราะเทคโนโลยีหมุนไปเร็วมาก แต่ .ซิลเบิร์ก กล่าวว่าเขามองในแง่ดีว่ารถดังกล่าว จะกลายเป็นความจริงในไม่ช้า
"5 ปีหรือ 10 ปีนับจากนี้ และผม" เขากล่าว "ก็จะสามารถบอกได้ว่า" "ไงละเพื่อน เราคาดไม่ผิดเลย มันเกิดขึ้นจนได้"
การคาดการณ์ของรายงานฉบับนี้เกี่ยวกับการที่จะมีรถขับขี่เองออกมานั้น มีพื้นฐานมาจากปัจจัยหลายอย่าง อันรวมไปถึงต้นทุนของเทคโนโลยีที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และการที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ง่าย
ในตอนนี้มันพัฒนาไปถึงขนาดที่สามารถจอดในเส้นขนานได้ด้วยตัวเอง ช่วยผู้ขับขี่เมื่อตัวรถหลุดออกจากเลน และสั่งการทำงานของเบรกได้เองเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับได้ถึงการชนที่อาจเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ โดยตัวคนขับเองยังไม่ได้ตอบสนองด้วยซ้ำ
ความต้องการของผู้บริโภค จะผลักดันตลาดไปในทิศทางของรถที่ขับขี่เองนี้ แต่เทคโนโลยีบางอย่างยังต้องล้ำหน้ากว่านี้ หากจะให้คนยอมรับรถที่ขับขี่เองนี้ในวงกว้าง รายงานระบุ การทำงานร่วมกันของ เซนเซอร์และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ ซึ่งช่วยให้รถแต่ละคันสามารถสื่อสารกับรถคันอื่นได้ อันนี้น่าจะเป็นวิธีที่เป็นไปได้จริงในการควบคุมรถที่ขับขี่เองได้เหล่านี้
เซนเซอร์มีราคาสูง
เทคโนโลยี ที่ใช้เซนเซอร์เป็นหลักนั้นมีการใช้งานกันไปทั่วในวงการรถยนต์ในตอนนี้ โดยมักใช้ช่วยผู้ขับขี่ ราคาต่างของระบบนี้แหละอาจเป็นตัวยับยั้งให้มันเกิดขึ้นได้ช้าลง Google ได้ลองสร้างรถที่ขับขี่เองขึ้นมาแล้ว เป็นกรณีตัวอย่างคือแค่งบของระบบเซนเซอร์อย่างเดียวก็ 70,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2 ล้าน 2 แสน) เข้าไปแล้ว รายงานบอกว่าราคาต้นทุนของระบบเซนเซอร์นั้นต้องลดลงหากจะให้มันนำมาใช้ได้จริงในรถขับขี่เองพวกนี้
แต่การใช้งานที่เพิ่มขึ้นของเซนเซอร์อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ อ้างจากรายงาน รถยนต์พวกนี้ยังต้องการระบบการเชื่อมต่อระหว่าง รถกับรถด้วยกัน และรถกับพวกปั้มน้ำมัน หรือศูนย์บริการต่างๆ ด้วย
การเชื่อมต่อระบบตรงนี้จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างตัวรถกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ และรถคันอื่นเป็นไปได้ดีขึ้น มันอาจช่วยให้ ยกตัวอย่างว่า มีรถ Ambulance วิ่งเข้ามาใกล้ในจุดที่ยังมองไม่เห็น
จำนวนก็สำคัญมาก
แน่นอน ในการที่จะทำให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อนั้นเป็นไปได้จริง จำต้องมีผู้ใช้เป็นจำนวนมากพอ เพราะ เซนเซอร์ระหว่างรถกับรถอีกคัน จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีจำนวนรถ (ขับขี่เองเหล่านี้) จำนวนมากให้สื่อสารถึงกัน
แม้ว่าถ้าเทคโนโลยีสำหรับรถขับขี่เองพวกนี้พร้อมที่จะผลิตออกวางจำหน่ายแล้วก็ตาม มันก็ยังต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าที่จะมีคนซื้อไปขับมากขนาดนั้น
KPMG และ CAR (ศูนย์วิจัยยนตกรรม หรือ Center of Automotive Research) มองว่ามันจะมีด้วยกัน 3 แบบ : คือคนนิยมกันอย่างรวดเร็ว, มองแบบหัวเก่าว่าเทคโนโลยียังมีบางอย่างที่ไม่สามารถตอบสนองได้ และสุดท้าย ที่กลุ่มวิจัยมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด รายงานยังมองอีกด้วยว่า รถขับขี่เองที่หากจะมีออกมาหลายรุ่นหลายโมเดลนั้น จะเป็นตัวชี้วัดได้ว่า การเปลี่ยนแปลงในตัวรถยนต์นั้น จะเปลี่ยนแปลงวงการรถยนต์ได้แค่ไหนอย่างไร
การลดหย่อนกฎ
แบบที่สาม แบบสุดท้าย National Highway Traffic Safety Administration (คณะกรรมการความปลอดภัยการจราจรทางหลวง) จะออกกฎข้อบังคับที่เข้าทางรถยนต์ที่จะขับขี่เองพวกนี้
นอกจากนั้นยังอาจมีการระบุให้มีเลนพิเศษสำหรับรถที่ขับขี่เองเวลาอยู่บนทางหลวง มันอาจช่วยกระตุ้นความสนใจในตัวรถยนต์ขับขี่เองพวกนี้
การทำตลาดที่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้มากกว่าคนที่ยอมรับและซื้อมาใช้ในช่วงแรกจำเป็นต้องมีความน่าสนใจมากพอที่จะเพิ่มจำนวนยอดรถพวกนี้ให้มีมากที่จะทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างรถสู่รถได้ผลดีที่สุด
ซิลเบิร์ก กล่าวว่า
"คุณย่อมหวัง ในฐานะผู้บริโภค ว่าการยอมจ่ายเงินซื้อเพราะมันมีข้อได้เปรียบ อย่างคุณนั่งอยู่หลังพวงมาลัยติดแหง็กอยู่ขณะที่เพื่อนบ้านของคุณหรือคนที่ทำงานของคุณกำลังแล่นฉิวด้วยความเร็ว 60-70 ไมล์ต่อชั่วโมง แถมไม่ต้องขับเองเสียอีก แต่พวกเขากำลังอ่านหนังสือหรือดูภาพยนต์อยู่ในรถ" ซิลเบิร์ก ระบุ "เราคิดว่ามันจะช่วยกระตุ้นตลาดหลังการขายได้"
ผลกระทบต่อวงการ
"ใครที่ฉลาดที่สุดในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจะชนะในตลาดส่วนใหญ่ ในมุมมองของเรานะ" ซิลเบิร์ก กล่าวต่อ
"ทำไมคุณจะไม่สามารถมี Apple Car? ทำไมคุณไม่สามารถมี Gucci Car? ทำไมคุณไม่สามารถมี Wal-Mart Car ?"
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ดังเดิมยังสามารถผลิตรถยนต์ขับขี่เองนี้ได้อยู่ แต่รายงานบอกว่าพวกเขาจำต้องปรับตัวให้ไว และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาสู่รถของพวกเขาอย่างที่ผู้บริโภคต้องการ
เพราะว่ารถจะถูกขับโดยอัตโนมัติ ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจะลดลงอย่างมาก และจากผลนี้ ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกรถรุ่นใหม่มาได้เร็วขึ้นมาก เร็วขนาดออกโทรศัพท์มือถือใหม่ๆ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เลยทีเดียว ในส่วนนี้เป็นเพราะว่า จากการรายงานคาดการณ์ว่า เพราะ รถยนต์หรือรถบรรทุก จะไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยอันเข้มงวดอย่างที่ต้องทำในทุกวันนี้นั่นเอง
การเก็บข้อมูล
ผู้ผลิตรถยนต์ จากภาระในการต้องผ่านการทดสอบหลายอย่างที่ใช้กันในทุกวันนี้ สามารถที่จะพุ่งโฟกัสไปที่การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรือเทคโนโลยีอื่นๆ กับตัวรถให้ดีขึ้น ในโมเดลนี้ งานวิจัยมองว่าน่าจะเป็นโอกาสให้กับเหล่าเอาต์ซอร์ส เพราะผู้ผลิตรถเองจะมุ่งแต่การผลิตตัวรถเป็นหลัก
อีกโมเดลหนึ่งที่มองว่าวงการผลิตรถจะมีการเปลี่ยนแปลงเชื่อว่า การเชื่อมโยงกันของระบบในระดับที่สูงขึ้น กับการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างรถต่อรถ หรือรถต่อพวกปั้มหรือศูนย์ต่างๆ จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับนักเก็บข้อมูล ในการสะสมข้อมูลต่างๆ ของผู้ขับขี่
"ตัวละครหลักในตลาดข้อมูลอาจไม่จำเป็นต้องผลิตรถออกขาย แต่อาจออกแบบระบบปฏิบัติการของรถยนต์" รายงานกล่าวไว้ ระบบชนิดนี้อาจเพิ่มระดับของความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว และมันเป็นเรื่องที่เราต้องรับมือกับมัน
เจ้าของหลายระดับ
รถยนต์ขับขี่เองอาจจะเปลี่ยนมือเจ้าของได้ แทนที่คนขับรถแต่ละคนจะเป็นเจ้าของรถของเขาหรือเธอ รายงานระบุว่า มีโปรแกรมที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกตารางต่างๆ ได้เพราะตัวรถขับขี่ของมันเอง และมีแนวโน้มเป็นไปได้ที่ การนำเสนอจะมีมาให้ในทุกราคาตั้งแต่หรูหราสุดยอดยันระบบอีโคโนมิค
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้วิจัยคาดว่า ความเป็นไปได้ในแต่ละแบบที่ได้กล่าวมาในวงการรถยนต์จะต้องเกิดขึ้น
"เราคิดว่าโมเดลต่างๆ ทุกอันในบางระดับจะเกิดขึ้นจริงๆ ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าจะเป็นอันนี้เกิดขึ้น และอันนั้นไม่เกิด" ซิลเบิร์ก กล่าว
"ผมคิดว่าทุกอย่างด้านบน แน่นอนว่าพวกมันจะเป็นช่องทางสำหรับแนวโน้มทั้งหมดนั้น มันอยู่ที่ว่าใครจะปรับตัวได้ดีที่สุด"
ทีมงานสปอร์ตพูล