| 06/08/2012 11:03:51 |

หรือผู้ผลิตรถบางค่ายก็ขอทำสัญญาเป็นสปอนเซอร์ให้กับการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ อย่าง ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร) และฟุตบอลโลก โดยใช้รถโค้ชคันใหญ่ๆ ของตน เพนต์สีเพนต์ลายเป็นชาติต่างๆ ที่เข้าร่วม ใช้เป็นรถรับส่งไปเลย
แต่ความเป็นจริง รถยนต์กับฟุตบอล เกี่ยวข้องกันมากกว่านั้น โดยเฉพาะเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ
ข่าวเมื่อ 2-3 วันก่อน น่าจะกระหึ่มไปทั่วโลกเมื่อ เชฟโรเลต หนึ่งในพี่ใหญ่ของวงการรถยนต์มะกัน ได้ตกลงทำสัญญาเป็นสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อให้กับหนึ่งในสโมสรใหญ่สุดของโลก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ประเด็นนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งวงการรถ และวงการลูกหนัง เพราะจำนวนเงินที่ เชฟวี่ มอบให้กับทีมปีศาจแดงนั้นมากเป็นสถิติทีเดียว
จริงๆ ก่อนหน้านี้ รถยนต์หลายเจ้าเคยใช้พื้นที่บนหน้าอกเสื้อทีมฟุตบอล เป็นพื้นที่โฆษณามาก่อนแล้ว
TOYOTA เคยเป็นพันธมิตรกับ ฟิออเรนติน่า ในกัลโช่ เซเรีย อา ขณะที่อีกหนึ่งในลีกเมืองอิตาลีคือ โรม่า ก็เคยมี MAZDA เป็นเพื่อนร่วมธุรกิจบนหน้าอกเสื้ออยู่พักหนึ่งเช่นกัน
ล่าสุด อย่างในลีกของเยอรมัน แม้นว่า 1860 มิวนิค จะเป็นสโมสรในระดับลีกา 2 หรือลีกรองของประเทศ แต่พวกเขากลับมีสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อสุดเท่ชื่อว่า ASTON MARTIN
ส่วนหนึ่ง แอสตัน มาร์ติน ไม่ใช่รถตลาดทั่วไปอยู่แล้ว อาจไม่เน้นที่การต้องทุ่มเงินมหาศาลขนาดเป็นสถิติ เพื่อให้ได้เสื้อของสโมสรระดับท็อป มาเป็นพื้นที่โฆษณา
กระนั้น 1860 มิวนิค ก็ถือได้ว่าเป็นสโมสรที่มีฐานแฟนบอลมากพอควร โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง มิวนิค ด้วยแล้ว
เป้าหมายของการที่ทั้ง โตโยต้า, มาซด้า เข้ามาเกี่ยวข้องกับฟุตบอล ก็เพราะ
1. ต้องการสร้างภาพให้กับแฟนบอล (โดยเฉพาะแฟนบอลสโมสรนั้นๆ) ติดตาติดใจ รู้สึกผูกพัน หากจะหาซื้อรถใหม่สักคัน ยามนึกถึงเสื้อทีมรักขึ้นมา ยี่ห้อของพวกเขาจะลอยเข้ามาเป็นตัวเลือกด้วยแน่ๆ
2. สำหรับคนทั่วไป หากว่าสโมสรที่พวกเขาสนับสนุนอยู่นั้น ทำผลงานดี คว้าแชมป์ ภาพลักษณ์ของพวกเขาก็จะดูดีขึ้นมาด้วย
ไม่ได้มีการทำการวิจัยตลาด หรือหากมีคนนอกอย่างเราๆ ก็คงไม่ทราบ ว่าสมัยทศวรรษก่อนที่ทั้ง โตโยต้า กับ มาซด้า ไปบุกเบิกตลาดหน้าอกเสื้อในอิตาลีนั้น ทำให้ยอดขายรถของพวกเขาในอิตาลีหรือทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของฟุตบอลมากขนาดไหน และคุ้มต่อการลงทุนหรือไม่
ในระยะ 3-4 ปี ที่เป็นสปอนเซอร์ให้กันอยู่อาจยังไม่เห็นผลชัด แต่หลังจากนั้นไม่แน่ว่าภาพที่ฝังอยู่ในใจของคอบอล อาจช่วยเพิ่มยอดขายรถให้พวกเขาได้ แต่ก็อย่างที่บอก เรายังไม่มีผลวิจัยออกมาให้เห็น
แต่สำหรับการเดินหมากหนใหญ่ หนสำคัญครั้งนี้ของ เชฟวี่ ต้องถือว่ามหากาฬจริงๆ
มีการเปิดเผยตัวเลขแล้วว่า การทำสัญญาในครั้งนี้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ซึ่งป็นบริษัทแม่ของ เชฟโรเลต นั้น มีวงเงินสูงถึง 559 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 17,595 ล้านบาท) จนถึงปี 2021
อย่างไรก็ตาม สัญญาฉบับนี้จะเริ่มต้นขึ้นตอนปี 2014 หรือต้นซีซั่น 2014-15 ไปจนจบ 2020-2021 กินเวลา 7 ปี ที่โลโก้ของ เชฟโรเลต จะปะหราอยู่กลางอกเสื้อของทีมปีศาจแดง
นอกจากสัญญาก้อนโตที่กล่าวมาแล้ว GM ยังจะจ่ายเงินกินเปล่าให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นัยว่าเป็นการผูกสมัครสามัคคี
ก่อนระยะสัญญาจะเริ่มใน 2 ปีนี้ จนกว่าจะถึง 2014 นั้น GM จะยังมอบให้อีก 18.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แบบฟรีๆ
หากเรานำเงินในสัญญาก้อนดังกล่าวมาหารด้วยจำนวนปีของสัญญาก็จะตกอยู่ที่เกือบๆ 80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปีเลยทีเดียว แต่การจ่ายเงินในสัญญาจริงๆ แล้วคือ เริ่มต้นปีแรกที่ 70 ล้าน จากนั้นก็เพิ่ม 2.4 เปอร์เซ็นต์ทุกปีไปจนครบสัญญา
ไนเจล เคอร์รี่ ผู้อำนวยการบริหารของบริษัทที่ปรึกษาทางการตลาดใหญ่ในสหราชอาณาจักรเจ้าหนึ่ง ระบุว่า สัญญาที่ ยูไนเต็ด ทำกับ GM ให้ เชฟโรเลต เข้ามาปะบนเสื้อหนนี้ เป็นสถิติเงินสปอนเซอร์สูงสุดในวงการฟุตบอล ชนิดที่ทิ้งอันดับรองๆ แบบไม่เห็นฝุ่น (ก่อนหน้านี้ ไนเจล เคอร์รี่ เคยเป็นตัวแทนเจรจาให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทำสัญญากับ Vodafone มาแล้ว)
"มันสุดยอดมากๆ เหลือเชื่อสุด" เคอร์รี่ ให้สัมภาษณ์ถึงการทำสัญญาครั้งอลังการนี้
เพราะว่าหากเงินสนับสนุนที่ GM จะจ่ายให้ แมนฯ ยูฯ แลกกับการมี เชฟโรเลต ขึ้นบนเสื้อนั้น หากหารเฉลี่ยเป็นหน่วยเงินปอนด์ จะตกราว 51 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งถือว่ามากสุด
ขณะที่อันดับ 2 ของโลกนี้เป็นการทำสัญญาของ บาร์เซโลน่า กับ Qatar Foundation ตกอยู่แค่ 25 ล้านปอนด์ต่อปีเท่านั้น เรียกกว่าชนะกันครึ่งๆ เลยทีเดียว
สำหรับสัญญาปัจจุบันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีนั้นทำอยู่กับ Aon Corp. บริษัททางการเงินของอเมริกัน ซึ่งทำกัน 4 ปี 80 ล้านปอนด์ (125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ตกแล้วอยู่ที่ 20 ล้านปอนด์ต่อปีเท่านั้น
ดังนั้นไม่มีปัญหาใดๆ เลยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่ยอมรับข้อเสนอจากทาง GM กับจำนวนเงินสนับสนุนที่มากระดับนั้น
แน่นอน หากมองอย่างที่ TOYOTA กับ MAZDA เคยทำมา ซึ่งแม้นจำนวนเงินสนับสนุนของทศวรรษก่อน เทียบกับนาทีนี้มันคนละโลก แต่เป้าหมายคงเป็นอย่างเดียวกัน ทว่าสเกลคนละชั้น
การเลือก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หมายความถึงว่า GM เล็งผลประกอบการทั่วโลก สร้างภาพลักษณ์ของผู้ชนะไปทั่วโลก ให้กับ เชฟโรเลต
ทั้งนี้ทั้งนั้น ความแตกต่างตรงนี้มันมีแน่ ระหว่างการที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในรายการที่ลงชิงชัยหรือไม่
แถมการที่มอบเงินให้ระดับนั้น GM ย่อมต้องเล็งหวังผลว่า ทีมปีศาจแดง จะนำเงินบางส่วนไปเป็นค่าตัวซื้อผู้เล่นระดับท็อป ระดับโลกเข้ามาร่วมทีม เพราะยิ่งมีสุดยอดนักเตะอยู่ในทีมมากเท่าไหร่ ภาพลักษณ์ของเชฟวี่ ก็จะดูยิ่งใหญ่มากขึ้นไปด้วยเท่านั้น


