หน้าแรก | Columnist | iBlog | iAuction | Gallery| ทัวร์นาเม้นท์กีฬา
ผลบอล | วิเคราะห์บอล

มอเตอร์ริ่ง
ลองขับฮอนด้าแจ๊ซไฮบริดใหม่
05/08/2012 21:16:06


เปิดตัวได้เพียงไม่กี่วัน ค่ายฮอนด้า ก็จัดให้สื่อมวลชนสายรถยนต์ได้ทดลองขับกับ แจ๊ซ ไฮบริด ที่มาพร้อมราคาน่าสนใจ 768,000 บาทมีเพียงรุ่นเดียวไม่มีรุ่นย่อย โดยใช้เส้นทางรอบๆ กรุงเทพฯ เริ่มต้นจากศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้า บางชัน ไปเฟสติวัล วอล์ค ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเกษตร-นวมินทร์ ต่อด้วยเมกะ บางนา และกลับมาจุดเดิมรวมระยะทางประมาณ 118 กม. ผลัดกันขับ 2 คน



         ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด เป็นการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว ไอ-วีเทค 88 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. ที่ 4,500 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ IMA-Integrated Motor Assist ซึ่งติดตั้งรวมอยู่กับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าขนาด 100 โวลต์จากแบตเตอรี่ไฮบริดขนาดเล็กน้ำหนักเบา

 
         ซึ่งรวมเป็นชุดเดียวกับหน่วยควบคุมอัจฉริยะ IPU-Intelligent Power Unit ติดตั้งใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย มีกำลังขับ 14 แรงม้า ที่ 1,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 8.0 กก.-ม. ที่ 1,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT

 
         การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่อยู่ติดกับเครื่องยนต์ นอกจากทำหน้าที่เสริมแรงขับให้เครื่องยนต์แล้ว ยังเป็นไดชาร์จเมื่อชะลอความเร็วหรือเบรก โดยจะชาร์จไฟกลับเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ของระบบไฮบริด และเป็นไดสตาร์ตสำหรับสตาร์ตเครื่องยนต์ด้วย โดยจะใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไฮบริดโดยรถรุ่นนี้มีไดชาร์จชุดเดียว นั่นก็คือมอเตอร์ไฟฟ้านั่นเอง

 
         ระบบ ไอดริง สต็อปเป็นระบบรถจอดนิ่ง ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์จะหยุดทำงานเมื่อรถไม่เคลื่อนไหวโดยระบบแอร์คอนดิชันยังทำงานอยู่ และถ้าอุณหภูมิภายนอกและภายในรถมีความแตกต่างกันมาก ระบบก็อาจจะไม่ทำงาน หรือทำงานเพียงไม่นาน เครื่องยนต์ก็จะกลับมาทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อหมุนคอมเพรสเซอร์แอร์ให้สร้างความเย็นในห้องโดยสาร ระบบนี้จะทำงานนานสุดไม่เกิน 90 วินาทีและไม่มีสวิตช์เปิด-ปิด

 
         สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ ECON Mode โดยเมื่อกดปุ่มเปิดการใช้งานจะมีสัญลักษณ์ใบไม้สีเขียวสว่างขึ้นบนชุดมาตรวัด โดยระบบจะลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองปรับการทำงานของเครื่องยนต์และเกียร์ให้ทำงานสัมพันธ์ กัน รวมทั้งปรับการทำงานของระบบแอร์และการหมุนเวียนของอากาศในห้องโดยสารให้เหมาะสมกับอุณหภูมิภายนอก

 
         และที่สำคัญเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำแบบคงที่ประมาณ 40-50 กม./ชม. ระบบไฮบริดจะเข้าสู่ EV Mode โดยอัตโนมัติ รถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเครื่องยนต์ไม่ทำงาน

 
         เริ่มต้นการขับขี่ก็เซตศูนย์ที่มาตรวัดระยะทางทริปย่อย ซึ่งจะเซตอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยไปในตัว และเปิดใช้ ECON Mode ออกเดินทางสู่จุดหมายแรกที่ระยะทางไม่ไกลนักหากขับในเส้นทางปกติ แต่ทีมฮอนด้าวางทางให้ขับอ้อมโดยขึ้นทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ใช้ทางลงเกษตร-นวมินทร์ ช่วงแรกสภาพการจราจรไม่ติดขัดแต่ไม่สามารถใช้ความเร็วสูงได้มากนักเนื่องจากฝนได้โปรยปรายลงมาพอดี

 
         จากนั้นลองเพิ่มความเร็ว พบว่าในช่วงที่กดคันเร่งมิดลากรอบสูง เข็มในชุดมาตรวัดแสดงสถานะการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าจะชี้ไปที่สุดตำแหน่ง ASST ตลอดเวลา หมายถึงมอเตอร์เข้ามาช่วยเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนรถ เมื่อลองผ่อนคันเร่ง เข็มจะกลับมาชี้ที่โซนฝั่ง CHRG หมายถึงมอเตอร์ทำหน้าที่เป็นไดชาร์จ เพื่อชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ และถ้าแตะเบรกด้วยเข็มจะชี้ไปสุดของฝั่ง CHRG

 
         นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ลองระบบ Eco Coaching ไฟของชุดมาตรวัดเรืองแสง Ambient Meter ที่เปลี่ยนไปตามความประหยัดน้ำมันคือ ถ้าขับปกติไฟชุดมาตรวัดจะเป็นสีน้ำเงิน, ขับประหยัดขึ้นมาอีกนิดไฟจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า และถ้าประหยัดสุดๆ ไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ซึ่งระบบนี้จะทำงานทั้งตอนเปิดหรือปิด ECON Mode โดยจอแสดงข้อมูลการขับซึ่งอยู่กลางชุดมาตรวัดความเร็วสามารถแสดงข้อมูลได้หลายอย่าง

 
         เช่น การทำงานของระบบไฮบริด, ความเร็วเฉลี่ย, อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย, เรียล ไทม์, ระยะเวลาที่เครื่องยนต์ทำงาน, ระยะทางที่ขับได้ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลือ, อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงย้อนหลัง และคะแนนความประหยัดซึ่งใช้สัญลักษณ์ต้นไม้ ความรู้สึกในการขับขี่ที่มีทั้งการเร่งและเบรกก็ไม่แตกต่างจากการขับรถทั่วไป

 
         และพบว่าระบบ IMA มีการทำงานที่ราบเรียบ ไม่รู้สึกถึงการปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบไฮบริดแค่ขับใช้งานปกติเท่านั้น โดยระบบกันสะเทือนและพวงมาลัยให้ความรู้สึกไม่แตกต่างจากรุ่นพื้นฐาน ซึ่งยางประหยัดน้ำมันติดรถของ มิชลิน เอ็นเนอจี เอ็กซ์เอ็ม 1 ขนาด 175/65R15 ให้การยึดเกาะถนนที่ดีพอสมควร สังเกตจากการใช้ความเร็วค่อนข้างสูงในโค้งกว้างบนทางด่วนการทรงตัวยังคงนิ่ง

 
         และช่วงลงทางด่วนได้เจอกับรถติดจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับระบบไอดริง สต็อป โดยเครื่องยนต์จะหยุดทำงานที่สังเกตจากเข็มมาตรวัดรอบชี้ไปที่เลข 0 ที่แทบจะไม่มีความรู้สึกและเมื่อยกเท้าออกจากเบรกเครื่องยนต์ก็จะสตาร์ตโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็ถึงที่เฟสติวัล วอล์ค รวมระยะทาง 34.3 กิโลเมตร ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 16.9 กิโลเมตรต่อลิตร

 
         หลังจากแวะพักดื่มน้ำและทำกิจกรรมเพนต์กระถางต้นไม้ ก็เดินทางกันต่อโดยสลับคนขับพร้อมเซต 0 มุ่งหน้าสู่เมกะ บางนา โดยช่วงทางด่วนบริเวณท่าเรือ สภาพการจราจรติดขัดได้ใจเพราะรถเดี๋ยวหยุดเดี๋ยวเคลื่อนอาจจะสร้างความรำคาญนิดๆ กับระบบไอดริง สต็อปที่เดี๋ยวดับเดี๋ยวติดแต่ระบบแอร์ก็ยังทำงานได้ปกติ และในที่สุดก็มาถึงจุดหมายที่ 2 พร้อมบันทึกข้อมูลการขับขี่ที่ 39.1 กิโลเมตร ได้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 16.2 กิโลเมตรต่อลิตร

 
         จากนั้นพักทานอาหารกลางวันก่อนออกเดินทางกลับศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้า บางชัน ใช้เส้นทางถนนบางนา-ตราด ผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อเนื่องถนนกาญจนาภิเษก บางนา-บางปะอิน ถึงจุดหมายปลายทางด้วยระยะทาง 44.3 กิโลเมตร กับอัตราสิ้นเปลืองสุดหรู 17.8 กิโลเมตรต่อลิตร

 
         จริงๆ แล้วข้อมูลทางเทคนิคของฮอนด้าแจ้งว่า แจ๊ซ ไฮบริด สามารถประหยัดกว่าเครื่องยนต์ปกติที่มีขนาดเท่ากันที่ 28% และประหยัดกว่ารถอีโคคาร์ที่ 10% ส่วนค่าประหยัดสูงสุดของรุ่นนี้อยู่ที่ 21.3 กม./ลิตร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่ของแต่ละบุคคลว่าเป็นอย่างไรนั่นเอง

ข่าวอื่นๆ ในหมวดนี้
Comment