สเปน

อิตาลี


  8 วันอันพลิกผัน รัสเซีย กลับสู่โลกแห่งความจริง ส่องอนาคตหมีขาว 6 ปีสู่การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018

ภายหลังจบเกมที่ รัสเซีย ไล่ขโยก เช็ก แบบเมามัน 4-1 ในเกมเปิดสนามฟุตบอลยูโร 2012 กลุ่ม เอ ชื่อของทีมหมีขาวถูกดันขึ้นไปเป็นถึงเต็ง 4 ที่จะครองแชมป์ แต่เวลาผ่านไป 8 วันปรากฏว่าพวกเขาจบเส้นทางตั้งแต่รอบแรก

  
        รัสเซีย ม้ามืดเมื่อ 4 ปีก่อนทำท่าว่าจะเดินตามรอยเส้นทางที่พวกเขาจารึกไว้ในยูโร 2008 ซึ่งหนนั้นพวกเขาฝ่านด่านไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนพ่ายต่อ สเปน ผู้ที่ก้าวไปเป็นแชมป์ในบั้นปลาย
 
        เกมที่ รัสเซีย ทุบ เช็ก กระเจิงพวกเขาเล่นฟุตบอลสวยงาม ได้รับเสียงชมจากทุกฝ่าย การต่อบอลอันไหลลื่น ความเข้าขารู้ใจกันเป็นอย่างดี ทำให้ทุกคนเชื่อว่านี่คือทีมที่มีสิทธิ์ไปถึงรอบรองชนะเลิศอีกครั้ง
 
        ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อ รัสเซีย ถูก กรีซ ทีมที่โดนมองว่าไร้พิษสงพลิกโค่นในเกมสุดท้ายของ กลุ่ม เอ ประกอบกับผลอีกคู่ในกลุ่มเดียวกันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ทำให้พวกเขาต้องตกรอบแบบเจ็บปวด
 
        อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ รัสเซีย ต้องล่องจุ๊นเร็วกว่าที่ควรจะเป็นทั้งๆที่อุตส่าห์เปิดตัวอย่างสวยงามแล้วแท้ๆ
 
        ริชาร์ด แวน พูร์ตวิเลต สื่อที่เฝ้าติดตามผลงานของ รัสเซีย อย่างใกล้ชิดวิเคราะห์ว่าทีมของ ดิ๊ค อัตโวคาต เล่นกันได้ดีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกรอบคือ แผนสำรอง
 
        ผู้เล่น รัสเซีย ออกอาการลนลานทันทีเมื่อโดน กรีซ ยิงนำไปในเกมสุดท้าย ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าถ้าแพ้อาจจะตกรอบ ทำให้ขุนพลที่เคยเล่นได้ยอดเยี่ยมใน 2 เกมแรก ต่างก็เร่งรีบที่จะตีเสมอจนเกินไป
 
        เมื่อเจอ กรีซ ที่ถนัดอยู่แล้วกับการเล่นเกมรับ ทำให้ไม่ว่า รัสเซีย จะเพียรพยายามแค่ไหนก็เจาะประตูคืนไม่ได้ สุดท้ายต้องกลับบ้านแบบเร็วชนิดที่แฟนๆพวกเขายังไม่อยากเชื่อ
 
        พูร์ตวิเลต เจาะลึกลงไปถึงจุดอ่อนของทีมชุดนี้ว่าไร้แผนสอง ซึ่งก็หมายถึงการที่หากการต่อบอลตามถนัดของพวกเขาเล่นงานคู่ต่อสู้ไม่ได้ ทีมเองก็หมดปัญญาที่จะหาหนทางอื่นๆในการล่าประตู
 
        อเล็กซานเดอร์ เคอร์ชาคอฟ หัวหอกของทีมกลายเป็นเป้าจากทั้งสื่อและแฟนบอล เมื่อเขาใช้โอกาสเปลืองมาก ชนิดที่ว่าได้ยิงกี่ครั้งกี่หนก็ทำไม่ได้
 
        เหตุผลที่ เคอร์ชาคอฟ ได้รับความไว้วางใจจาก อัตโวคาต ให้ลงเป็นตัวจริงเพราะเขาเล่นเข้าขากับเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี จึงถูกเลือกก่อนทั้ง โรมัน พาฟยูเชนโก้ และ พาเวล โพเกรบเนียค
 
        ทว่าหน้าที่ของกองหน้าคือการทำประตู ดังนั้นแล้วถึงจะเล่นดีเข้ากับทีมยังไง แต่ในเมื่อไม่มีประตู เจ้าตัวก็ต้องทำใจยอมรับเสียงก่นด่า
 
        ความหวังในแนวรุกของ รัสเซีย ชุดนี้จึงไปตกอยู่กับ อลัน ซาโกเยฟ ตัวทำเกมดาวโรจน์ที่แจ้งเกิดเต็มตัวด้วยการยิงไป 3 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้
 
        ซาโกเยฟ ถูกจับตาตั้งแต่ก่อนที่ยูโรจะเริ่มต้นแล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่าเขาจะดังเป็นพลุแตกขนาดนี้ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถนำ รัสเซีย เข้ารอบ 8 ทีมไปได้
 
        อีกอร์ เดนิซอฟ เป็นอีกคนที่เล่นได้ยอดเยี่ยมตลอดทัวร์นาเมนต์ เขาทำหน้าที่เป็นตัวปัดกวาดหน้าแผงหลัง ช่วยแบ่งเบาภาระไม่ให้กองหลังเจอทดสอบมากเกินไป
 
        ชื่อของ เดนิซอฟ เวียนว่ายอยู่ในมุ้งทีมชาติมาพักใหญ่แล้ว แต่มาเปรี้ยงปร้างเอาในรายการนี้เอง แต่เหตุที่เขายังไม่ดังเท่ากับ ซาโกเยฟ เป็นเพราะหน้าที่ของเขาเหมือนกับพวกปิดทองหลังพระมากกว่า
 
        หากจะมองหาจุดอ่อนอีกอย่างของ รัสเซีย ชุดนี้ น่าจะชี้ไปที่เกมรับที่ยังไม่แน่นอนเท่าไรนัก จาก 3 นัดที่ลงสนามพวกเขาเสียประตูเกมละลูก
 
        จริงๆ แล้วสถิติการเสียนัดละลูกก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก แต่เมื่อมองจากคู่แข่งทั้ง เช็ก , โปแลนด์ และ กรีซ ซึ่งไม่ใช่ทีมที่รุกจัด ก็น่าจะทำให้หลังบ้านของ รัสเซีย เก็บคลีนชีตได้อย่างน้อย 1 เกม
 
        ย้อนกลับไปเช็กเส้นทางของ รัสเซีย ตั้งแต่เกมแรก ยิ่งต้องบอกว่าน่าเสียดายที่พวกเขาต้องตกรอบ เพราะทีมหมีขาวควรจะลอยลำเข้ารอบไปตั้งแต่จบเกมนัดสองแล้วด้วยซ้ำ
 
        รัสเซีย ถล่ม เช็ก 4-1 เก็บ 3 คะแนน นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม เอ พร้อมกับพกความมั่นใจเต็มเปี่ยมในการเจอกับ โปแลนด์ เจ้าภาพร่วมในเกมสอง
 
        ขุนพลหมีขาวเองก็ออกตัวได้ดีเมื่อชิงนำไปก่อนได้ ซึ่งถ้าเกมจบตรงนั้นพวกเขาจะเข้ารอบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องรอผลเกมสุดท้าย
 
        รัสเซีย นำ โปแลนด์ อยู่ 1-0 ได้พักใหญ่ ซึ่งพวกเขาเองก็รู้ดีว่าสกอร์นี้ไม่ปลอดภัย จึงไม่เพลาเครื่อง เดินหน้าบุกต่อ ซึ่งมาถึงจังหวะหนึ่ง อันเดร อาร์ชาวิน กัปตันทีมพาบอลลากเลื้อยเข้าไปในเขตโทษ แต่โดนสกัดไว้ได้
 
        โปแลนด์ ได้ที จึงรีบสวนกลับมาขึ้นทางกราบขวาก่อนจะเป็น ยาคุบ บลาซิคอฟสกี้ กัปตันทีมลากบอลตัดเข้ากลางแล้วซัลโวเสียบมุมอย่างงดงาม
 
        คือแทนที่ รัสเซีย จะได้ลูกฝัง 2-0 กลับมาโดนยิงตีเสมอ 1-1 ซึ่งหลังจากนั้น อัตโวคาต เองก็ไม่ได้สั่งให้ลูกทีมเร่งเกมแต่อย่างใด พอใจกับผลเสมอ
 
        การตัดสินใจดังกล่าวนับว่าผิดพลาดมหันต์เพราะผลเสมอแทบไม่มีประโยชน์กับพวกเขาเลย เนื่องจากยังไงต้องไปลุ้นเกมสุดท้ายอยู่ดี
 
        ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้า รัสเซีย เกิดบุกเพลินแล้วแพ้ โปแลนด์ ในเกมนั้น พวกเขาก็สามารถเล่นเพื่อเสมอในเกมสุดท้ายแต่ยังเข้ารอบได้อยู่ดี
 
        นี่คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ อัตโวคาต มองข้ามไป ทำให้ทีมต้องมาเหนื่อยในเกมสุดท้ายแล้วก็พลาดอย่างที่ออกมา
 
        อาร์ชาวิน ในฐานะกัปตันทีมเองก็ยอมรับว่า รัสเซีย ของเขาขาดวิญญาณเพชฌฆาต หากวันไหนเล่นดีก็สามารถล้มทีมยักษ์ใหญ่หน้าไหนก็ได้ แต่ถ้าวันไหนฟอร์มดับก็พร้อมที่จะพังให้กับทีมอ่อนกว่า
 
        เท่ากับว่า รัสเซีย ต้องยอมรับความล้มเหลวในการลงเล่นฟุตบอลรายการใหญ่ 2 รายการติดต่อกัน หลังจากที่เคยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูโร 2008
 
        ในฟุตบอลโลก 2010 รัสเซีย ต้องพบกับความช็อกเมื่อแพ้ในเกมเพลย์ออฟให้กับ สโลวีเนีย ชวดได้ตั๋วไปลุย แอฟริกาใต้ กระทั่งมาถึงยูโร 2012 ก็ลงเอยที่รอบแรกอีก
 
        ความผิดหวัง 2 รายการติดต่อกันทำให้เกิดคำถามว่า รัสเซีย จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกหรือไม่ โดยพวกเขาเองก็เตรียมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า
 
        เหลือบไปเช็กรายชื่อขุนพล รัสเซีย ชุดนี้แล้วก็น่าเป็นห่วงแทนสมาคมฟุตบอล รัสเซีย เพราะนักเตะส่วนมากอายุเข้าหลัก 20 ปลายๆ
 
        กลุ่มนักเตะที่อายุ 28 ปีขึ้นไป นั้นยากที่จะอยู่ยืนหยัดไปถึงปี 2018 หรือถ้ายังคงเล่นได้จนถึงทุกวันนั้นก็คงจะเป็นช่วงขาลงแล้ว
 
        ยังไม่ต้องว่าถึงพวก 30 ขึ้นไปที่คงจะต้องบอกลาทีมชาติในเร็วๆ นี้ไม่ว่าจะเป็น วยาเชสลาฟ มาลาฟาเยฟ, เซอร์เกย์ อิกนาเซวิช, โรมัน ชิโรคอฟ, คอนสแตนติน ซีเรียนอฟ, อันเดร อาร์ชาวิน และ โรมัน พาฟยูเชนโก้
 
        กลุ่มรายชื่อที่ว่ามานี้ไม่น่าจะเล่นได้เกินกว่าฟุตบอลโลก 2014 หลังจากนั้นคงต้องบอกลาทีมชาติ
 
        อเล็กซานเดอร์ อันยูคอฟ, ยูริ เชียร์คอฟ, อเล็กเซ เบเรซุตสกี้, อิกอร์ เดนิซอฟ, มารัต อิซไมลอฟ, อเล็กซานเดอร์ เคอร์ชาคอฟ และ พาเวล โพเกรบเนียค กลุ่มนี้น่าจะเล่นได้ถึงฟุตบอลยูโร 2016
 
        เท่ากับว่าทีมชุดนี้มีเพียงแค่ อีกอร์ อคินเฟเยฟ และ อลัน ซาโกเยฟ ที่เป็นตัวจริงในปัจจุบันเท่านั้นที่น่าจะยืนหยัดได้ถึงชุดฟุตบอลโลก 2018 ที่พวกเขาจะเป็นเจ้าภาพ
 
        นับเป็นการบ้านชิ้นเบ้อเร่อของสมาคมฟุตบอล รัสเซีย ที่จะต้องปั้นดาวรุ่งขึ้นมาช่วยทีมให้ได้ในเร็ววัน เพราะไม่ยังงั้นฟุตบอลโลกในบ้านเกิดจะกลายเป็นความผิดหวังได้เลย
 
        ไล่รายชื่อแข้ง รัสเซีย ชุดนี้ที่พอจะเป็นความหวังได้ก็มีอย่าง วลาดิเมียร์ กรานาต และ คีรีล นาบาบกิน 2 กองหลังวัย 25 แต่ที่ผ่านมาเพิ่งจะติดทีมชาติรวมกัน 1 นัดเท่านั้น
 
        ดมิทรี่ คอมบารอฟ และ เดนิส กลูชากอฟ 2 มิดฟิลด์เองก็น่าจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในนามทีมชาติในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้
 
        ศูนย์หน้านั้นทีมคงต้องฝากอนาคตไว้กับ อเล็กซานเดอร์ โคโคริน ที่อายุเพียง 21 เท่านั้น ถ้าปั้นดีๆ ก็มีสิทธิ์เกิดได้ในอนาคต
 
        ในส่วนของแผนการระยะสั้นสมาคมฟุตบอล รัสเซีย เองก็ต้องตามหากุนซือทีมชาติคนใหม่เมื่อ อัตโวคาต ประกาศอำลาทีมหลังจบยูโร 2012 โดยเป็นการตัดสินใจตั้งแต่ก่อนที่ยูโรจะเริ่มแล้ว
 
        อัตโวคาต นั้นจะไปรับงานคุมทีม พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในลีกบ้านเกิด ทิ้งภาระให้กุนซือคนใหม่เข้ามาสานงานต่อ
 
        เชื่อว่าสมาคมฟุตบอล รัสเซีย คงจะไม่รีบร้อนอะไรในการเลือกผู้นำทีมคนใหม่ แล้วก็มีความเป็นไปได้ว่าจะหาพวกกุนซือดาวรุ่งมาทำทีมมากกว่าพวกตัวเก๋า
 
        หากสมาคมฟุตบอล รัสเซีย ค่อยๆ สร้างค่อยๆ แต่งทีมชุดนี้ไปเรื่อยๆ สรรหาเด็กใหม่เข้ามาตามรอยรุ่นพี่ ก็เชื่อว่าเมื่อพวกเขาเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2018 รัสเซีย น่าจะแกร่งกล้าพอที่จะหาญคิดการใหญ่ถึงการเป็นแชมป์โลกได้

     
LIVERPI