สเปน

อิตาลี


  อัซซูรี่กับตั๋วเข้ารอบที่หวาดเสียวสุดๆ!

ท่ามกลางหลายชั่วโมงแห่งความตึงเครียดของค่ำคืน 18 มิถุนายน ในที่สุดสิ่งที่สื่อมะกะโรนีกลัวจนขี้หดตดหายคือการ ''สมยอม'' มิได้เกิดขึ้น เพราะภาพนักเตะอัซซูรี่ร้องไห้หลังจบเกมกับบัลแกเรียในยูโร 2004 เป็นฝันร้ายที่สยองขวัญขุนพลอิตาเลียนมานานถึง 8 ปี จากที่ เดนมาร์ก-สวีเดน นัดเสมอกัน 2-2 จนทำให้แข้งพิซซ่าล่องจุ๊นคราวนั้น!


        อย่างที่กล่าวไปแล้วคือ การสมยอมในภาษาอิตาเลียนเชิงกีฬาใช้ศัพท์ว่า ''Biscotto'' (บิสค็อตโต) หรือ ''Biscotti'' (บิสค็อตติ) นั้น แปลตรงตัวหมายถึง ''ขนมปัง'' แต่ในอีกสำนวนหมายถึง ''การรู้กัน'' หรือ ''สมยอม'' ซูเอี๋ยอะไรทำนองนั้น มันส่อเค้าตั้งแต่หลังเกมที่อิตาลีเสมอสเปน 1-1 ในนัดแรก เพราะโปรแกรมการแข่งขันมันเอื้อให้มีแนวโน้มออกเช่นกัน แล้วพอนัดสองที่อิตาลีเสมอกับโครแอต 1-1 สื่อมะกะโรนีสติแตก ทุกเล่มเขียนถึงกรณีนี้ราวกับเพื่อกดดันไม่ให้ กระทิงดุ กับ ทีมตาหมากรุก ทำแบบนั้น ไปไล่จี้ถามฝั่งเทรนเนอร์และนักเตะสแปนิช และโครแอตกันทุกวี่วัน จนผู้เล่นโครเอเชียบางคนชักรำคาญ ประชดกลับมาว่า ''ไร้สาระสิ้นดี!'' 
 
        ''ใจเย็นๆ อิตาลี'' เป็นคำกล่าวของ ''บิเซนเต้ เดล บอสเก้'' เทรนเนอร์สเปน ที่บอกไว้เนิ่นนานว่า ไม่ต้องวิตกหรอก เพราะลูกทีมของตนก็ต้องการชัยชนะเพื่อเน้นการเข้ารอบเช่นกัน หรือถ้าเสมอ 0-0 สเปนกับอิตาลีก็ยังจูงมือเข้ารอบ (อิตาลีต้องชนะไอริชด้วย) สถานการณ์ของโครแอตนั้นหนักกว่า เพราะถ้าเสมอก็ต้องเสมอสเปนแบบมีสกอร์ด้วย ถึงจะสร้างความหนักอกหนักใจให้แข้งรองเท้าบูตได้...
 
        ''เชซาเร่ ปรันเดลลี่'' เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลี ตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบการเล่นจาก 3-5-2 ที่ใช้ในสองเกมแรก มาเป็นแบบ 4-3-1-2 ตั้งแต่สองวันก่อนแข่งแล้ว ''อันเดรีย บาร์ซายี่'' หายเจ็บกลับมายืนหลัง แบ็กส่ง ''อินยาซิโอ อบาเต้'' กับ ''เฟเดริโก้ บัลซาเร็ตติ'' ลงแล่น แล้วพัก คริสเตียน มาจโจ้ กับ เอมานูเอเล่ จัคเครินี่ ขณะที่ ''ดานิเอเล่ เด รอสซี่'' ขยับจากแนวรับขึ้นไปช่วยเกมแดนกลางอย่างเก่า ''อันเดรีย ปีร์โล่'' คุมเกม และ ''ติอาโก้ ม็อตต้า'' ยืนมิดฟิลด์ตัวรุก คู่หน้าเป็น อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่ กับ อันโตนิโอ คาสซาโน่ ส่วน ''มาริโอ บาโลเตลลี่'' ที่เจ็บเข่าจากการซ้อม แม้ว่ามิได้เป็นไรมาก แต่ อิล ชี.ที. พักไว้ข้างสนามก่อน
 
        ใครเป็นแฟนบอลอัซซูรี่ก็ต้องดูทั้งสองจอไปด้วยละครับเหมือนผู้เขียน ต้องไปแบกโทรทัศน์เครื่องเก่าสมัยสิบปีก่อนมาเสียบหนวดกุ้งเอา เรียกว่าทั้งอิตาลี, สเปน และโครเอเชีย เล่นด้วยความกดดันและเกร็งกันจนตัวแข็ง ส่งบอลผิดพลาดเยอะมาก โดยเฉพาะคู่ กระทิงดุ-โครแอต นั้นไม่น่าเชื่อที่เล่นด้วยความ ''กลัว'' คือลูกทีมของ เดล บอสเก้ ไม่ได้เล่นทำชิ่ง ส่งบอลสั้น เคลื่อนบอล และขยับตำแหน่งเร็วเหมือนสองเกมแรก ผิดสไตล์จากที่เคยเป็น แต่หันไปเน้นครองบอล เน้นความเหนียวแน่นมากกว่า ขึ้นเกมรุกแต่ละครั้งแค่ 2-3 ราย ส่วนทีมตาหมากรุกเอง ตามหลังก็ต้องเปิดเกมบุกเพราะต้องยิงประตูให้ได้ก่อน เนื่องจากสถานการณ์เฮด ทู เฮด มินิลีก เป็นรองกว่าเพื่อน แต่ก็เน้นรับเหมือนกัน
 
        แต่จากการที่ สเปน-โครเอเชีย เล่นกันเกร็งทั้งคู่ กระทิงดุก็หวิดม้วย เล่นผิดๆ พลาดๆ เอง จนเกือบโดนเจาะตาข่ายเช่นกัน ทว่าสำหรับกองเชียร์มะกะโรนีแล้ว คู่นั้นยิ่งเสมอด้วยสกอร์ 0-0 นานที่สุดยิ่งดี เพราะโอกาสเกิดสกอร์ 2-2 ยิ่งน้อยลง ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสกอร์ 1-1 ก็น้อยลงเช่นกัน เพราะเป็นสกอร์ที่อันตรายมาก จนอิตาลีต้องพยายามชนะไอริชด้วยสกอร์ 3-1 ขึ้นไป หรือชนะด้วยความห่าง 3 ประตู
 
        ตอน ''อันโตนิโอ คาสซาโน่'' โหม่งลูกเตะมุมของปีร์โล่ข้ามเส้น แล้วถูก เดเมี่ยน ดัฟฟ์ สกัดออกมานั้น ใจหายวาบครับ คือกลัวกรรมการจะไม่เป่าให้ได้ประตู เพราะนั่นจะเป็นสัญญาณโชคร้ายมหาศาลสำหรับเกมที่สร้างโอกาสพังตาข่ายได้ยากเช่นนี้
 
        มันยิ่งเสียวหัวใจหนักกว่าเก่าครับ ตอนสเปนนำโครแอต น.88 จากประตูของ เฆซุส นาบาส ''อิ๋บอ๋ายแล้ว!'' เพราะเวลานั้นไม่ต้องถึงกับสกอร์ 2-2 หรอกครับ เกิดผีจับยัด โครแอตโยนบอลไปเข้าหัวโหม่งประตู 1-1 อิตาลีก็ต้องยิงอีก 2 ลูกกับช่วงเวลาที่เหลืออีกแค่สองนาที บวกกับทดเจ็บออกไปนิดหน่อย
 
        แม้ว่า ''มาริโอ บาโลเตลลี่'' วอลเลย์สุดสวยให้อัซซูรี่นำ 2-0 ก็ยังดีใจได้ไม่เต็มตัวนัก เพราะถ้าเกิดเรื่องที่ไม่อยากให้เกิด ทีมตาหมาากรุกตีเสมอแบบฟลุกๆ เข้า แข้งมะกะโรนีก็ตกรอบอยู่ดี ฉะนั้น ช่วงทดเจ็บผู้เล่นอิตาเลียนก็ยังบุกไม่หยุด แล้วไอริชก็เหลือสิบคนไปแล้วด้วย
 
        เกมที่พอซนันจบ แข้งมะกะโรนีก็ต้องรอฟังผลในสนามของอีกคู่ที่ทดเวลาไปถึง 4 นาที นานแท้!!!
 
        ภาพทีวีก็ไม่น่าตัดตอนอิตาลีกำลังรออยู่ในสนามไปก่อนเลยครับ แต่ฟังจากคุณพี่ฉุยที่พากย์คู่ สเปน-โครเอเชีย อยู่ ก็มีจอมอนิเตอร์เห็นนักเตะอัซซูรี่ยืนรอในสนาม แล้วพอ จานลุยจิ บุฟฟ่อน เห็นสกอร์อีกสนาม Full Time ผู้เล่นมะกะโรนีก็วิ่งดีใจกอดกันสนั่นหวั่นไหวเชียวครับ
 
        เมื่อ ''โวล์ฟกัง สตาร์ค'' เชิ้ตดำเยอรมัน เป่านกหวีดหมดเวลา หมายถึกระทิงชนะโครแอต 1-0 ทำให้อิตาลีและกองเชียร์ดีใจกันอย่างสุดตัว ลบภาพฝันร้ายปี 2004 ได้สำเร็จ พร้อมกับจูงมือกันเข้ารอบทั้งลูกทีมของ เดล บอสเก้ และ ปรันเดลลี่ ชนิดที่นักเตะมะกะโรนีต้องขอบคุณสเปนดังๆ กันเลยทีเดียว กับสปิริตที่สู้เต็มที่ ไม่ให้โดนข้อครหา (ซึ่งสถานการณ์ก็บีบให้สเปนกับโครเอเชียสมยอมกันยากอยู่แล้ว) และแม้ว่าอัซซูรี่อาจเป็นขวากหนามของผู้เล่นสแปนิชต่อไป ถ้าเจอกันในรอบชิงชนะเลิศก็ตาม...
 
        เฮ้อ เหนื่อยครับ แต่ละนาที และวินาที มันยาวนาน นานมาก แล้วภาพปี 2004 ก็วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาไม่รู้จบแบบนั้น...
 
        เอาล่ะ  เราไปฟังความรู้สึกของแข้งอัซซูรี่กันดีกว่าว่าตื่นเต้นกันขนาดไหน...