สเปน

อิตาลี


  ภารกิจที่ยากเกินไป

ยิ่งใช้บริการขนส่งมวลชนที่นี่มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกคิดถึงเมืองไทยขึ้นมาจับใจเลยเชียว เริ่มจากตู้นอนชั้นหนึ่ง, สอง, แท็กซี่รุ่นคลาสสิคแบบขาดการซ่อมบำรุง และ รถไฟฟ้าใต้ดินเมโทร


        เหตุที่คิดถึงก็ง่ายครับ ลองไล่เปรียบเทียบไปทีละอย่าง รถไฟตู้นอน แน่นอนว่าแม้รถไฟบ้านเราจะขาดการพัฒนามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนว่ากำลังไปรบ ส่วนแท็กซี่ ถ้าไม่เหม็นบุหรี่แบบสุดๆ ก็เจอรถเก่าชนิดที่ไม่น่าจะวิ่งข้ามเมืองไหว ผิดกับบ้านเราที่รถญี่ปุ่นแบรนด์ยอดนิยมออกรุนใหม่มาเมื่อใด ผู้โดยสารก็ได้ใช้บริการกันแบบไม่ตกเทรนด์ สุดท้ายคืรถไฟใต้ดินเมโทรที่สภาพบักโกรกไม่แพ้กัน ยิ่งเทียบกันทั้งอุโมงค์ตั้งแต่ทางลงไปยันตัวรถทั้งภายนอกและภายใน ต้องบอกว่าไม่มีอะไรเทียบ MRT บ้านเราได้เลย เฮ้อ.....(ชักเห็นบ้านเราสวยงามขึ้นเรื่อยๆ แล้ว)

        มากันที่เรื่องเกมลูกหนังกันต่อหลังจากบ่นเจ้าภาพไม่เว้นแต่ละวัน เพราะตัวผมและทีมงานยังคงประจำอยู่ที่คาร์คีฟ เพื่อชมเกมคู่ชี้ชะตาการเข้ารอบระหว่าง โปรตุเกส กับ ฮอลแลนด์ ที่สนาม เตาลิสต์ สเตเดี้ยม โดยทีมที่หนักกว่าใครเพื่อนในเรื่องของคะแนนที่มีอยู่ในมือ คือทีมอัศวินสีส้ม ที่ยังไม่มีแม้แต่คะแนนเดียว จากการพ่าย 2 นัดรวดต่อ เดนมาร์ก และ เยอรมัน ส่วน ทีมฝอยทอง คู่กรณีของพวกเขาในเกมนี้ มี 3 คะแนนเท่ากับทีมโคนม แต่อยู่ในอันดับรองจ่าฝูงเนื่องจากมีเฮด-ทู-เฮด ที่ดีกว่า เพราะชนะเดนมาร์กมา 3-2

        ดังนั้น หากขุนพลอัศวินสีส้มต้องการผ่านเข้ารอบต่อไปให้ได้ ต้องลุ้นกันหลายเด้งเลยทีเดียว อันดับแรก คือต้องชนะโปรตุเกสให้ได้ผลต่าง 2 ประตูขึ้นไป ส่วนอันดับที่สอง คือการลุ้นให้เยอรมันชนะเดนมาร์กอีกด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ลำบากเอาเรื่องอยู่ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด ภารกิจที่ต้องสะสางโดยไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น คือการเอาชนะคู่แข่งให้ได้อย่างน้อย 2-0 แต่คู่แข่งของพวกเขาคือ โปรตุเกส ซึ่งใช่ว่าจะเป็นทีมระดับปลายแถวให้ยิงเล่นง่ายๆ ส่วนเงื่อนไขของทีมอื่นๆ คงไม่พูดถึงนะครับ เพราะถึงตอนนี้ก็คงทราบผลกันแล้ว และจะโฟกัสไปที่ฮอลแลนด์เป็นหลัก

        และเมี่อเกมเริ่มขึ้น เหตุการณ์สุดคลาสสิคคล้ายเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายก็เกิดขึ้น นั่นคือแฟนบอลของทั้งสองทีมลุ้นผลงานทีมรักของตนจนตัวโก่ง พลางเช็คผลอีกคู่หนึ่งตลอดเวลา ที่สำคัญผมได้ที่นั่งติดขอบสนามที่สุดและอยู่ด้านหลังซุ้มม้านั่งสำรองของทีมฝอยทอง ทำให้ได้นั่งร่วมกับสตาฟฟ์โค้ชของทีมที่มีจำนวนเกินที่นั่งข้างสนามไปโดยปริยาย ส่งผลให้การชมเกมนัดนี้มีอรรถรสที่แตกต่างออกไปจากนัดอื่นอีก ช่างเป็นประสบการณ์ที่หลากหลายดีแท้  ทั้งจังหวะลุ้น, การโวยเมื่อลูกทีมโดนทำฟาวล์ ฯลฯ สรุปแล้วมันส์หยดจริงๆ

        เกมนี้ขุนพลออรันเย่เริ่มต้นได้ดีตามสไตล์ เดินหน้าเข้าใส่จนโปรตุเกสตั้งเกมไม่ติด และได้ประตูเบิกร่องตั้งแต่ไก่โห่จาก ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ทว่าหลังจากนั้นเพียงสองนาที แผงกองกลางของฝอยทองเริ่มทำงาน ทั้ง ราอูล เมยเรเลส, เจา มูตินโญ่ และ มิเกล เวโลโซ่ ต่างคุมเกมกลางสนามและจ่ายบอลได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังสร้างโอกาสให้ทีมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะที่ โรนัลโด้ ซัดชนเสาในนาทีที่ 13, เอลเดอร์ ปอสติก้า ยิงติดเซฟสเตเคเลนเบิร์กออกหลัง และลูกโหม่งของโรนัลโด้ ที่ติดเซฟนายทวารของโรม่าอีกครั้ง จนนำมาสู่ประตูตีเสมอของเจ้าตัวในนาทีที่ 22

        เกมนี้นอกจากดาวตะของ เรอัล มาดริด จะกลับมาท็อปฟอร์มได้สำเร็จแล้ว เจ้าตัวยังได้ชี้จุดบกพร่องในแนวรับของขุนพลออรันเย่ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟต่างวัยที่ไม่เวิร์กเอาเสียเลย เพราะทั้ง โยริส มาไธจ์เซ่น กับ รอน วลาร์ รูปร่างสูงใหญ่แต่เชื่องช้าทั้งคู่ ไม่มีใครช่วยประคองใครได้เลยเมื่อต้องรับมือกับแนวรุกที่หลากหลาย ขณะที่ เจโทร วิลเล่มส์ ก็ยังอ่อนประสบการณ์เกินไปกับเกมระดับนี้ คือเล่นไม่ถึงกับแย่ แต่การเติมเกมรุกก็ยังต้องปรับปรุงอีกมาก ส่วน เกรกอรี่ ฟาน เดอร์ วีล รับไปเต็มๆ กับเกมนี้ในตำแหน่งแบ็กขวา และผู้ทำหน้าที่ประกบโรนัลโด้ เพราะแทบไม่มีจังหวะไหนในเกมนี้ ที่ฟูลแบ็กของอาแจ็กซ์รายนี้ จะเอาตัวประกบของตัวเองอยู่  ซ้ำร้ายยังถูกพาทัวร์เป็นว่าเล่นชนิดเสียคุณค่าปราการหลังเนื้อหอมในตลาดนักเตะอีกด้วย

        หรือว่าการที่ ฟาน เดอร์  วีล ไม่ได้ย้ายไปเล่นกับทีมในลีกชั้นนำของยุโรปตามเพื่อนร่วมทีมเสียที เป็นเหตุให้เขาไม่ได้ดวลกับปีกระดับพระกาฬเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากกว่านี้ จนพลาดท่าเสียทีให้โรนัลโด้อย่างที่เห็น และนำมาซึ่งโอกาสมากมายของโปรตุเกส และประตูที่สองของโรนัลโด้ ในนาทีที่ 74 ซ้ำยังเกือบจะเป็นแฮตทริกถ้าลูกยิงในช่วงนาทีสุดท้ายไม่ไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย 

        บทสรุปคือ ฮอลแลนด์แพ้ในเกมนี้ 1-2 และเป็นการแพ้ 3 นัดรวดในรายการนี้ อนาคตของ เบิร์ท ฟาน มาร์ไวค์ ยังคงเป็นปริศนา และมีอีกหลายสิ่งที่รองแชมป์โลกสมัยล่าสุดต้องทำ โดยเฉพาะการวางตัวนักเตะสายเลือดใหม่ให้กับทีม โดยเฉพาะแนวรับที่อ่อนยวบ ก่อนลงทำศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ซึ่ง ฟาน มาร์ไวค์ จะอยู่ถึงวันนั้นหรือไม่ และอัศวินสีส้มโฉมใหม่จะเป็นอย่างไร อีกไม่นานเราคงได้รู้คำตอบ