สเปน

อิตาลี


  บทเรียน

"เรื่องฟุตบอลในสนามนั่นก็อีกเรื่องซึ่งความจริงคือไม่ได้แตกต่างจากที่เราเคยดูหรอก มีตามเป้าและมีพลิกล็อกหากตรงสิ่งรอบตัวต่างหากที่มันเหมือนเอาหนังสือเล่มโตๆมาให้อ่านด้วยการเพิ่มพูนประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ"


        การผ่านเข้ารอบของกรีซกับการตกรอบแรกของฮอลแลนด์ อันไหนถือว่าเซอร์ไพร์สกว่ากันครับ??
 
        ผมนั่งชมการถ่ายทอสดคู่นี้อยู่ที่วอร์ซอรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมาว่าสุดท้ายฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยทีมเวิร์กมากกว่าความสามารถส่วนตัวบุคคลซึ่งสิ่งนี้เองทำให้อัศวินสีส้มหมดรูปในยูโร 2012 คราวนี้
 
        ก่อนเปิดทัวร์นาเมนต์ใครๆต่างเชื่อว่าอดีตแชมป์รายการนี้ปี 1988 น่าจะถึงเวลาประสบความสำเร็จอีกครั้งเพราะไล่ดูรายชื่อนักเตะล้วนพระกาฬทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์, เวสลี่ย์ สไนเดอร์, อาร์เยน ร็อบเบน, ไนเจล เด ยองก์, จอห์นนี่ ไฮติงกาหรือว่าคลาส แยน ฮุนเตลาร์
 
        กระนั้นการแพ้สามเกมรวดถือว่าน่าขายหน้าเหลือเกินซึ่งจะว่าไปใช่ว่าพวกเขาเล่นไม่ดีหากประสิทธิภาพต่างหากไม่รู้ไปทิ้งเอาไว้ที่ไหนก่อนบินมาร่วมศึก
 
        หลายๆคนบอกว่าฮอลแลนด์ทำได้ดีสุดแค่พระรองคือต่อให้ถึงจุดสูงสุดเท่าไหนก็จะออกรูปเหมือนฟุตบอลโลกที่ผ่านมาคือรองแชมป์และยูโรหนนี้เหมือนตอกย้ำประโยคดังกล่าว
 
        จะด้วยสไตล์
 
        จะด้วยแท็กติก
 
        จะด้วยความสามารถนักเตะ
 
        ผมเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้เป็นรองชาติไหนทั้งสิ้นหากทำไมก็ไม่ทราบพอจับมารวมกันเป็นทีมมีขาดๆเกินๆตลอดหรือเหมือนยังไม่สมบูรณ์แบบเสียทีทั้งที่นี่คือหนึ่งในต้นตำรับฟุตบอลที่มีหลายๆทีมพยายามลอกเลียนแบบ
 
        คงต้องกลับไปทบทวนกันใหม่ครับสำหรับสมาคมฟุตบอลดัตช์ว่าจุดบกพร่องอยู่ตรงไหนจะได้แก้ไขถูกมิฉะนั้นโอกาสคว้าเกียรติยศคงยากเนื่องจากต่อให้เล่นสวยยังไง ครองบอลมากเท่าไรแต่ยิงไม่ได้ก็จบกัน
 
        เราเห็นเยอรมันชนะสามเกมรวดด้วยวิธีแบบดอยชท์แล้วๆเหมือนเป็นตัวอย่างครับ หากเราอยากยึดแนวทางการเล่นเช่นเดิมเอาไว้หรือพูดอีกอย่างคือเอกลักษณ์นั่นเองก็ต้องรู้จักยืดหยุ่นเสียบ้าง ความผิดพลาดคือบทเรียนชั้นดีครับเอาไว้คอยแก้ไขอนาคต
 
        ยูโรหนนี้มีอะไรให้เอ่ยถึงมากมายนะครับ
 
        ผมมั่นใจว่ามันคงไม่หมดแค่ตรงนี้แน่โดยจะต้องมีเรื่องราวเซอร์ไพร์สเกิดขึ้นอีกเพียงแต่จะเป็นตรงไหนต้องคอยติดตามกันอย่างใจจดใจจ่อ
 
        นอกจากนี้เมื่อวันอาทิตย์ตัวผมยังอาศัยเวลาว่างไปเที่ยวสวนสาธารณะชื่อดังของวอร์ซอนั่นคือ"ลาซิเอนกิ"มาครับ นี่ถือเป็นหนึ่งสถานที่่แนะนำทุกหนังสือทัวร์เลยโดยต้องบอกว่าไม่ผิดหวังจริงๆเนื่องจากแฝงร่องรอยประวัติศาสตร์เต็มไปหมด
 
        ย่างเท้าไม่ทันไรเจออนุสาวรีย์"โชแปง"ยอดนักเปียโนระดับโลกตั้งอยู่โดยช่วงนี้มีการจัดคอนเสิร์ตรำลึกให้ด้วยเรียกว่าเป็นศิลปินอันดับหนึ่งของประเทศโปแลนด์ก็ว่าได้
 
        ส่วนอื่นๆก็มีพวกพระราชวังและรูปปั้นที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของกรุงวอร์ซอซึ่งผ่านความเจ็บช้ำมาแสนสาหัสเรียกว่าใครที่ไม่เคยสัมผัสย่อมไม่มีทางรู้สึกโดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
 
        หากแบ่งกันจริงๆเมืองหลวงของประเทศโปแลนด์แบ่งเป็นย่านเมืองเก่ากับเมืองใหม่เท่านั้นที่ต้องไปให้ถึง เขาจะแบ่งความน่าสนใจไว้เท่าๆกันอย่างเมืองเก่านี่ก็สร้างขึ้นมาใหม่ประมาณทศวรรษ 40 เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงอดีตอันแสนข่มขืนเนื่องจากโดนระเบิดจนย่อยยับไม่เหลือซากเก่าเลย
 
        อย่างที่เคยเล่าให้ฟังครับว่าบุคลิกและท่าทางของผู้คนที่นี่ดูขรึมๆนิ่งๆ
 
        ร้อยละ 80 ดีกว่าที่หารอยยิ้มไม่พบเลย บางทีเราเป็นลูกค้าของเขาแท้ๆทำราวกับว่าเข้ามาขอกินฟรีกระนั้นพอรู้เรื่องราวแล้วจึงเข้าใจได้ง่ายว่าเพราะอะไร??
 
        คนที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาย่อมรู้สึกเก็บกดเป็นธรรมดา
 
        นิสัยของชาวโปแลนด์ก็เป็นแบบนั้น
 
        นอกจากนี้ความเป็นที่ปิดประเทศมานานเพิ่งมาเปลี่ยนแปลงยี่สิบกว่าปีเองจึงทำให้ผู้คนเกินครึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ยกเว้นคนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจโลกมากกว่าเก่าเท่านั้น
 
        เปรียบไปพวกเขาก็คือบ้านนอกของชาวยุโรปนั่นเอง
 
        ด้วยสายตาของพวกตะวันตกแล้วจึงมองพวกเขาไม่ต่างจากอีกชนชั้นเนื่องจากถือว่ากำลังพยายามยกระดับขึ้นมาให้ทัดเทียมในหลายๆเรื่องซึ่งรถไฟใต้ดินมีสายเดียวทั้งหมด 21 ป้ายจึงทำให้ชั่วโมงเร่งด่วนจะแน่นเป็นพิเศษขณะที่รถเมลหรือรถรางบางทีก็มีปัญหาตรงการจราจร
 
        มาโปแลนด์คราวนี้ได้อะไรกลับไปเยอะครับ
 
        มันเหมือนมาศึกษาวัฒนธรรมอีกแขนงที่แตกต่างออกไป เรื่องฟุตบอลในสนามนั่นก็อีกเรื่องซึ่งความจริงคือไม่ได้แตกต่างจากที่เราเคยดูหรอก มีตามเป้าและมีพลิกล็อกหากตรงสิ่งรอบตัวต่างหากที่มันเหมือนเอาหนังสือเล่มโตๆมาให้อ่านด้วยการเพิ่มพูนประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ
 
        ฝรั่งเป็นนักอนุรักษ์ตัวยงนะครับ น่านับถือตรงนี้
 
        พวกเขาชอบเก็บประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังรับทราบเช่นเดียวกับที่นี่จะมีคราบน้ำตาเต็มไปหมดจนบางทีรู้สึกสะเทือนใจแทนเหลือเกิน
 
        อย่างไรก็ตามน่าทึ่งที่วันนี้พวกเขายังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยลำแข้งตัวเองอีกทั้งถือเป็นหนึ่งในชาติที่ได้รับการจับตามองอย่างมากจากการพัฒนาพรวดพราดภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น
 
        คิดเหมือนกันมั๊ยครับว่าเราสามารถเอามาโยงกับเรื่องอะไรก็ได้ในโลกนี้
 
        จะการงาน
 
        จะความรัก
 
        จะการใช้ชีวิต
 
        ฯลฯ
 
        หากเราไม่ท้อเสียก่อนสักวันต้องเป็นวันของเรา....ประเทศโปแลนด์สอนพวกเรานะครับเช่นกันกับฟุตบอลและหวังว่าฮอลแลนด์คงจะเอาบทเรียนราคาแพงอีกครั้งไปแก้ไข