สเปน

อิตาลี


  ''โกเมซ'' เบิ้ลอินทรีเหล็กทุบดัตช์ ''วาเลร่า'' ฮีโร่ฝอยทองเฉือนโคนม

มาริโอ โกเมซ ยอดดาวยิงทีมชาติเยอรมัน เหมาซัดคนเดียวสองประตูช่วยให้ทีม ''อินทรีเหล็ก'' เฉือนเอาชนะ ฮอลแลนด์ ไปแบบหวุดหวิด 2-1 พร้อมกับเก็บ 6 คะแนนเต็มโอกาสเข้ารอบสดใสทีเดียว ขณะที่อีกคู่ โปรตุเกส จัดการเฉือนเอาชนะ เดนมาร์ก ไปแบบสุดระทึก 3-2 และต้องไปชี้ชะตาเข้ารอบในนัดสุดท้าย

 
        เกมที่ เมตาลิสต์ สเตเดี้ยม ในกรุงคาร์คิฟ เป็นศึกบิ๊กแมตช์ระดับห้าดาวเลยก็ว่าได้เมื่อเป็นการพบกันระหว่าง เยอรมัน อดีตแชมป์ 3 สมัยพบกับ ฮอลแลนด์ ดีกรีเจ้าของแชมป์ 1 สมัย
 
        เยอรมัน ที่เฉือนเอาชนะ โปรตุเกส มา 1-0 ในนัดแรกต้องการ 3 แต้มเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศให้สดใสมากขึ้นไปอีก ขณะที่ ฮอลแลนด์ ที่พ่ายแบบช็อกโลกต่อ เดนมาร์ก 0-1 อยู่ในสถานการณ์หลังผิงฝาต้องคว้าชัยให้ได้สถานเดียวหากไม่อยากให้ตัวเองตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการตกรอบแรก
 
        ไฮไลต์ที่สำคัญในเกมนี้นอกเหนือจากการเจอกันของสองมหาอำนาจลูกหนังของยุโรปแล้วยังเป็นการวัดกันว่า มาริโอ โกเมซ เจ้าของตำแหน่งรองดาวซัลโวบุนเดสลีกา 26 ประตู กับ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 30 ประตู ใครจะนำพาชาติบ้านเกิดทำผลงานได้ดีกว่ากันหลังจากมักจะโดนสื่อเล่นงานอยู่บ่อยครั้งกับผลงานในการลงสนามรับใช้ชาติที่มักไม่เปรี้ยงปร้างเฉกเช่นยามที่ลงเล่นให้สโมสร
 
        แม้ว่ารูปเกมในช่วงแรกจะเป็น ฮอลแลนด์ ที่เป็นฝ่ายเดินเกมรุกเข้าใส่แต่ปัญหาของพวกเขาในทัวร์นาเมนต์นี้ก็คือความสัมพันธ์ภายในทีมที่ดูเหมือนจะยังไม่ลงล็อกเท่าที่ควรไม่ว่าจะเป็นการต่อบอลทำเกมรวมถึงการจบสกอร์ที่ดูจะยังขาดๆ เกินๆ ทั้งที่พวกเขาคือทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดในรอบคัดเลือกด้วยจำนวน 37 ประตู
 
        ขณะที่ เยอรมัน อาศัยการเล่นตามจังหวะของเกมก่อนจะมาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนถึงสองลูกจากการประสานงานอันยอดเยี่ยมของสองคู่ดูโอจาก บาเยิร์น มิวนิค อย่าง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ที่ไหลให้ มาริโอ โกเมซ ทำคนเดียวสองประตูในนาที 24 และ 38 พร้อมกับก้าวขึ้นไปรั้งดาวซัลโวร่วมกับ อลัน ซาโกเยฟ ดาวยิงของรัสเซีย เป็นที่เรียบร้อย
 
        หลังจากเยอรมันได้ประตูขึ้นนำดูเหมือนว่าเกมของ ฮอลแลนด์ จะช็อตลงไปดื้อๆ และโดน เยอรมัน เป็นฝ่ายขึงเกมรุกเข้าใส่โดยอาศัยการเจาะพื้นที่แนวรับทางฝั่งซ้ายที่ เยโทร วิลเล่มส์ แบ็กดาวรุ่งจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เจ้าของสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในศึกยูโรรอบสุดท้ายเปรียบเสมือนบ่อน้ำมันอย่างชัดเจน
 
        ฮอลแลนด์ นั้นมีปัญหาในตำแหน่งแบ็กซ้ายมาแต่ไหนแต่ไรนับตั้งแต่ โจวานนี่ ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ ประกาศเลิกเล่นทีมชาติหลังจบศึกเวิลด์ คัพ 2010 พวกเขาพยายามทดลองนักเตะหลายคนรวมถึง เอริค ปีเตอร์ส ที่ดูจะลงตัวมากที่สุดแต่ก็มีอันต้องโชคร้ายได้รับบาดเจ็บและต้องถอนตัวออกจากทีมก่อนหน้าทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น
 
        นอกจากนี้ปัญหาอีกจุดหนึ่งของ ฮอลแลนด์ ก็เห็นทีจะหนีไม่พ้นการที่สตาร์ดังหลายคนนัดกันฟอร์มตกโดยเฉพาะ อาร์เยน ร็อบเบน ที่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นแค่นักเตะระดับดาดๆ คนหนึ่งในศึกยูโรครั้งนี้
 
        แม้ว่า ฮอลแลนด์ จะได้ประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 อันเป็นทีมสุดท้ายที่ยิงประตูได้ในศึกยูโรครั้งนี้และเป็นประตูแรกของทีม ''อัศวินสีส้ม'' ที่กว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็นแต่สุดท้ายก็มิอาจฉุดให้พวกเขาพ้นจากความปราชัยได้
 
        ความพ่ายแพ้ในเกมนี้แม้ว่า ฮอลแลนด์ จะยังไม่ตกรอบแบบสนิทแต่พวกเขาก็ต้องเอาชนะ โปรตุเกส ให้ได้สองประตูพร้อมกับลุ้นให้ เยอรมัน เอาชนะ เดนมาร์ก ให้ได้พวกเขาก็มีสิทธิ์สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นทีมแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการออกสตาร์ตพ่ายแพ้ทั้งสองนัด
 
        หลังเกมการแข่งขัน โยอัคคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมัน ออกมาเปิดเผยด้วยความปลาบปลื้มกับผลงานของลูกทีมว่า ''ตอนนี้ประตูสู่รอบก่อนรองชนะเลิศมันเปิดกว้างสำหรับเราแล้ว เราต้องการที่จะก้าวไปอีกก้าวในวันนี้ และมันเป็นสิ่งสำคัญมากที่เก็บชัยชนะในเกมที่ 2 มันยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่หากได้แชมป์กลุ่ม เพื่อที่จะอยู่ในเมืองกดังส์ (ประเทศโปแลนด์) ซึ่งคงมีประโยชน์อย่างมากในการเล่นรอบก่อนรองชนะเลิศ ฮอลแลนด์ สร้างโอกาสได้ 2-3 ครั้ง ซึ่งเกมรับของเราจัดการได้หมด แต่ผมรู้สึกว่า ฮอลแลนด์ หมดแรง หลังเกมผ่านไป 60 นาที''
 
        ขณะที่ เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ กุนซือทีมชาติฮอลแลนด์ ออกมากล่าวว่า ''เราแพ้ให้กับทีมที่ดีมากๆ ถ้าคุณต้องการเอาชนะทีมอย่าง เยอรมนี ทีมคุณจำเป็นต้องเล่นให้ดีสุดๆ เลย ทั้งในการเล่นเป็นทีม และรายบุคคล ซึ่งเราทำไม่ได้ในวันนี้ เพราะนักเตะของเราหลายคนไม่ได้อยู่ในสภาพที่ฟิตเต็มร้อย ช่วงต้นเกมถือว่าโอเคเลย แต่หลังจากนั้นเกมรับของเราดันพลาด''
  
        ''เรายังคงมีโอกาสเข้ารอบ เราต้องมีความเชื่อมั่น แฟนๆ ของเราหลายพันคนเดินทางมาที่นี่ เพราะฉะนั้น เราต้องทำผลงานให้ดีเพื่อพวกเขา เราต้องเอาชนะ โปรตุเกส ให้ได้ เพื่อมีโอกาสผ่านเข้ารอบ''

        ''โกเมซ'' ยอดคนแสนคม
        พิสูจน์ตัวเองได้อย่างสมราคาเต็ง 1 ดาวซัลโวในทัวร์นาเมนต์นี้หลังจากเหมาซัดคนเดียวสองตุงช่วยให้ เยอรมัน คว้าชัยเหนือฮอลแลนด์ได้สำเร็จ
 
        ตลอดทั้งเกม ''ซูเปอร์มาริโอ'' มีโอกาสสับไก 3 ครั้งและเป็น 2 ประตูแสดงให้เห็นถึงจังหวะการจบสกอร์ที่เฉียบขาดอย่างมากพร้อมกับก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับ อลัน ซาโกเยฟ ที่จำนวน 3 ประตูเป็นที่เรียบร้อย

 


        ฝอยทองคืนฟอร์ม ''วาเลร่า'' ฮีโร่
        โปรตุเกส อาศัยชั้นเชิงและประสบการณ์ที่เหนือกว่าจัดการเฉือนเอาชนะ เดนมาร์ก ไปแบบสุดระทึก 3-2 คว้าสามแต้มแรกในทัวร์นาเมนต์ได้สำเร็จ
 
        แม้จะสร้างผลงานด้วยการออกนำไปก่อนถึง 2-0 จากผลงานของ เปเป้ และ เอลแดร์ ปอสติก้า ในนาทีที่ 24 กับ 36 นาทีนั้นดูเหมือนว่าขุนพล ''ฝอยทอง'' จะคว้าชัยชนะได้แบบหอมหวาน
 
        ทว่า นิคลาส เบนท์เนอร์ หัวหอกทีมชาติเดนมาร์ก ก็จัดการทำให้เรื่องที่น่าเหลือเชื่อกลายเป็นจริงขึ้นมาได้เมื่อตัวเขาฉลองการลงเล่นนัดที่ 50 ด้วยการโหม่งสองประตูช่วยให้ทีม ''โคนม'' พลิกสถานการณ์ตามตีเสมอได้สำเร็จ
 
        อย่างไรก็ตาม ซิลเวสเตร วาเลร่า ดาวยิงวัยรุ่นจากเอฟซี ปอร์โต้ ที่ทำพลาดอย่างมหันต์ในเกมนัดแรกที่พ่าย เยอรมัน หลังจากยิงจ่อๆ ไปติดเซฟ มานูเอล นอยเออร์ ก็แก้ตัวได้สำเร็จด้วยการรับบทซูเปอร์ซับลงมาเป็นตัวสำรองพร้อมกับซัดประตูชัยให้ โปรตุเกส เฉือนเอาชนะไปแบบสุดระทึกก่อนหมดเวลา 3 นาที
 
        ชัยชนะในเกมนี้ทำให้โอกาสในการเข้ารอบของโปรตุเกส สดใสขึ้นมาทันทีและถือเป็นการแก้แค้น เดนมาร์ก ได้อย่างทันท่วงทีหลังจากก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยพบกันมาแล้วในรอบคัดเลือกและเป็นทีม ''โคนม'' ที่ทุบเอาชนะไปในเกมชี้ชะตานัดสุดท้ายผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้อย่างหวุดหวิดพร้อมกับถีบให้ทีม ''ฝอยทอง'' ต้องไปเหนื่อยต่อในรอบเพลย์ออฟ
 
        หลังจบเกม เปาโล เบนโต้ เทรนเนอร์ทีมชาติโปรตุเกส ออกมาเปิดเผยว่า ''เราสมควรได้รับชัยชนะแล้ว แต่เราก็ต้องยอมรับว่ามันยากลำบากพอสมควร เมื่อมองดูความยอดเยี่ยมที่เราทำไว้ในช่วงครึ่งแรก เราเล่นเกมรับได้เยี่ยมในครึ่งแรก เราได้แสดงให้เห็นถึงการประสานงานที่ดี และก็มีโอกาสดีๆ ที่จะทำประตูถึงสองครั้งด้วย แต่ เดนมาร์ก มีโอกาสเพียงครั้งเดียว และก็ทำได้เลย''
  
        ''ช่วงครึ่งหลัง แผนการของเราคือ ขึ้นนำเป็น 3-1 ให้ได้ และหนึ่งนาทีก่อนที่ เดนมาร์ก ได้ประตูตีเสมอ เราน่าจะปิดเกมนี้ได้ด้วยซ้ำหลังจาก โรนัลโด้ หลุดไปยิงหลุดกรอบ แต่หลังจากนั้นนักเตะของเราก็เล่นได้ดี พวกเขาทำงานกันได้เยี่ยมจริงๆ''
 
        ขณะที่ มอร์เตน โอลเซ่น ผู้จัดการทีมชาติเดนมาร์ก ยอมรับว่า ''แน่นอน มันเป็นความรู้สึกที่ย่ำแย่มากๆ ที่ต้องแพ้ในช่วงท้ายเกมแบบนี้ พวกเขาเล่นได้ดีกว่าเรานิดหน่อย เราปล่อยให้พวกเขาวิ่งอย่างมีอิสระ ซึ่งนั่นคือความผิดพลาดของเรา มันยากมากที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งบางครั้งคุณก็โชคดี แต่วันนี้ผมคิดว่า เราโชคร้าย เรามีนักเตะบาดเจ็บบางคน แต่เราก็จะกลับมาให้ได้ก่อนเกมกับ เยอรมนี''

        ''เบนท์เนอร์'' ดาวยิงเจ้าเวหา
        หัวหอกผู้ที่แฟนบอลอาร์เซน่อล ไม่ค่อยปลื้มซักเท่าไรนักทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมนี้เมื่อเจ้าตัวโหม่งคนเดียวสองประตูทีแม้ว่าจะไม่อาจช่วยให้ทีมเดนมาร์ก รอดพ้นจากความปราชัยได้แต่เขาคือนักเตะของทีม ''โคนม'' ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในเกมนี้
 
        ตลอดทั้งเกมด้วยรูปร่างอันสูงใหญ่ของดาวยิงวัย 24 ปีรายนี้ตลอดจนการเคลื่อนที่สามารถสร้างปัญหาให้ เปเป้ และ บรูโน่ อัลเวส คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟของโปรตุเกส ได้อย่างมากนอกจากนี้จังหวะทำประตูสองครั้งในเกมนี้กลายเป็นสองประตูจากลูกโหม่งที่เขาทำได้และยังมีเปอร์เซ็นต์การผ่านบอลสำเร็จถึง 73% ซึ่งเป็นผู้เล่นในแนวรุกที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของทีม ''โคนม''  










ลิ้ม ทรนง