สเปน

อิตาลี


  ทีมแห่งตำนาน

Espana 4 Italia 0, Gracias Gracias Gracias สเปน 4 อิตาลี 0, ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ Espana ya tiene su triple corona สเปน ครองมงกุฎใบที่ 3 ของพวกเขาแล้ว ! Historico Tricampenoes ! ทริปเปิลแชมป์แห่งประวัติศาสตร์ Reyes del futbol,rey de europa ราชันแห่งฟุตบอล ราชันแห่งยุโรป


             เหล่านี้คือข้อความบางส่วนจากสื่อต่างๆ ในสเปนที่ออกมายกย่องทัพนักเตะกระทิงดุผู้เถลิงแชมป์ยูโร 2012 ได้สำเร็จซึ่งนั่นทำให้พวกเขากลายเป็นทีมแรกของโลกที่สร้างประวัติศาสตร์คว้า 3 แชมป์ติดต่อกัน
 สำหรับชาวสเปนและคอบอลผู้ชื่นชอบสไตล์การเล่นของพวกเขาแล้วเกมนัดชิงกับ อิตาลี ช่างเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบเหลือเกิน ทัพนักเตะ ''กระทิงดุ'' เริ่มต้นได้อย่างกระตือรือร้น มุ่งมั่นในการเล่นและเฉียบขาดในจังหวะสังหาร

         ประตูแรกของ ดาบิด ซิลบา นอกจากจะถีบส่งให้สถานการณ์ของสเปนได้เปรียบสุด แล้วยังเป็นการตอกหน้าพวกปากหอยปากปูที่บ่นอู้อี้กับระบบ 4-6-0 อีกต่างหาก

         ฟาเบรกาส คล่องแคล่วและชาญฉลาดในจังหวะการเล่นนั้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าหากบอลอยู่กับผู้เล่นอย่าง ตอร์เรส หรือ เนเกรโด้ มันจะถูกส่งผ่านไปยังหัวของ ซิลบา และจบลงที่ก้นตาข่ายหรือไม่ 

         เช่นเดียวกันที่ต้องยกย่องก็คือ จอร์ดี้ อัลบา แข้งใหม่ป้ายแดงของ บาร์เซโลน่า ที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นทั้งรุกและรับโดยเฉพาะกับจังหวะสอดขึ้นไปกดประตูที่สองให้กับทีม 

         ส่วนตรงกลางนั้นก็ทำได้อย่างไหลลื่นเหมือนที่เคยเป็นมา ชาบี เอร์นานเดซ กลับมาสู่ฟอร์มสุดยอดของตัวเองอีกครั้งหลังหลุดไปพอควรในนัดชนะจุดโทษโปรตุเกส 

         อันเดรส อิเนียสต้า ทะลุทะลวงและสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับอิตาเลียนแทบตลอดเวลาหากจะบกพร่องไปนิดก็ตรงที่ว่าเขายิงประตูไม่ได้ก็แค่นั้น 

         บุสเก็ตส์ และ อลอนโซ่ เหนียวแน่นและวิ่งเป็นม้าทำให้เกมเกิดความสมดุลอย่างที่สุด  

         แต่ที่ขาดไปเสียไม่ได้ก็คือแนวหลังที่เหลืออีก 4 คนอย่าง เคราร์ด, ปิเก้, เซร์คิโอ รามอส และ นายทวาร อีเกร์ กาซียาส เพราะในขณะที่แฟนบอลเพลิดเพลินไปกับเกมรุกที่สวยงามอยู่นั้นทั้ง 4 คนนี้ทำงานกันอย่างหนักและช่วยให้สเปนเสียเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นในทัวร์นาเมนต์นี้ 

         ทั้งนี้จะว่าไปสไตล์การเล่นของสเปนที่เรียกกันสั้นๆ ในคำจำกัดความว่า ''ติกิ-ตากะ'' อันแฝงซ้อนไว้ด้วยแท็กติก ''ฟัลโซ่ น้วยเบ'' เหมือนกับการเปิดโลกทรรศน์ใหม่ให้กับวงการฟุตบอลหรืออาจเรียกอีกอย่างได้ว่า ''ฉีกกรอบ'' ซึ่งสะกิดเตือนให้ทั้งโลกได้รู้ถึงวิธีการเล่นอีกหนึ่งรูปแบบที่แปลกตาและที่สำคัญมันได้ผลเลิศไม่แพ้ระบบใดๆ

         แต่ก็นั่นแหละครับวิธีการเล่นแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียวหากแต่ต้องอาศัยความทุ่มเททำงานร่วมกันมาเป็นเวลาแรมปี

         ที่ผ่านมา สเปน ทุ่มเทเป็นอย่างมากในการฝึกฝนนักเตะเยาวชนให้เกิดทักษะการเล่นที่สอดคล้องกับปรัชญาของตัวเองนั่นคือ ''ผู้ใดที่ครอบครองเกมผู้นั้นคือผู้ชนะ'' 

         หลายครั้งพวกเขาต้องเจ็บปวดกับความล้มเหลวและคำค่อนขอดว่า ''หมูสนามจริงสิงห์สนามซ้อม'' หากแต่ก็ไม่เคยหวั่นไหวต่อทัศนคติและความเชื่อของตัวเอง พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างมันอย่างสุดความสามารถ

         ''ปลูกถั่วก็ได้ถั่ว ปลูกงาก็ต้องออกงา'' ฉันใดก็ฉันนั้นเมื่อความมุ่งมั่นทุ่มเทถูกถ่ายทอดลงบนเส้นทางที่ถูกต้องจนเมื่อถึงเวลาสุกงอมทุกอย่างจึงเกิดผลสำเร็จสูงสุดอย่างที่เราท่านเห็นกันในยุคนี้ ซึ่งนับจากนี้เป็นต้นไปก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นทีมอื่นๆ หยิบยืมรูปแบบการเล่นนี้หรือนำมาประยุกต์ใช้ก็เป็นได้ 

         อย่างไรก็ดีกับเกมนัดชิงที่กรุงเคียฟนั้นใช่ว่า สเปน จะสร้างทุกอย่างขึ้นด้วยฝีเท้าตัวเองไปเสียทั้งหมดเพราะเครดิตส่วนนึงก็ต้องยกให้กับความโชคดีของตัวเองและความโชคร้ายของ อิตาลี ด้วย

         หมากตัวสุดท้ายของ เชซาเร่ ปรันเดลี่ ที่หวังจะส่งลงไปเปลี่ยนเกมอย่าง ติอาโก้ ม็อตต้า เกิดกล้ามเนื้อกระตุกจนเล่นต่อไม่ไหวทำให้พวกเขาต้องเล่น 10 คนอย่างช่วยไม่ได้

         ผู้เล่นน้อยกว่าแถมสกอร์ตามหลังถึงสองลูกเป็นใครก็คัมแบ็กกลับมาลำบากยิ่งคู่ต่อสู้ดันเกิดท็อปฟอร์มขึ้นมาพอดีก็เป็นอันจบข่าว ไม่ต้องสืบสาวหาความกันล่ะ

         ตามความเห็นส่วนตัวแล้วสกอร์ 4-0 ดูโหดร้ายไปครับสำหรับแข้ง ''อัซซูรี่'' พวกเขาไม่สมควรพ่ายแพ้อย่างย่อยยับถึงขนาดนี้และด้วยความเคารพอย่างสูงผมเองรู้สึกชื่นชมผลงานหัวจิตหัวใจของนักเตะอิตาเลียนทุกคนที่ฝ่าฟันมาจนรอบชิงจนได้ทั้งๆ ที่เกิดเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์พวกเขาต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ อย่างคดีล้มบอล

         กระนั้นในวิถีของฟุตบอลเมื่อลงแข่งก็ต้องมีชนะ-แพ้ เพียงแค่วันนี้เป็น อิตาลี ที่ต้องเผชิญกับด้านลบของเกมอันแสนคลาสสิกนี้

         ด้าน สเปน ผู้ชนะ แน่นอนว่าทุกอย่างสวยสดงดงามไปหมด ไล่เรียงตั้งแต่ตัวกุนซืออย่าง บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ที่สามารถพิสูจน์ตัวเอง (อีกครั้ง) พร้อมกลายเป็นเทรนเนอร์คนแรกที่พาทีมคว้า 3 แชมป์ติดต่อกัน

         กุนซือประวัติศาสตร์กล่าวหลังจบเกมว่า ''ประตูแรกของเรากัดกร่อนกำลังใจของพวกเขา ส่วนลูกที่สองนั้นก็เหมือนเป็นการตัดสินแพ้ชนะ และวันนี้เราได้มอบช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับชาวสเปนทุกคนแล้ว'' 

         ใช่แล้วเวลานี้ทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วของสเปนตลบอบอวลไปด้วยความรู้สึกนี้ ซึ่งผมเองสัมผัสกับมันมาแบบเต็มๆ ตอนเดินออกจากบาร์หลังจบเกม

         ทันทีที่เกมจบลง เสียงแตรรถ เสียงร้องเพลง เสียงเฮ ดังก้องไปทั่วนครมาดริด ผู้คนหลั่งไหลออกมาจากทั่วทุกสารทิศ 

         แม้ผมเองจะเคยมีประสบการณ์ฉลองแชมป์ต่างๆ มาหลายคราทั้ง แชมป์โลกสมัยแรก, แชมป์ยูโรปา ลีก ของ แอต.มาดริด, แชมป์ ลา ลีกา ของ เรอัล มาดริด จนมาถึงล่าสุด กับแชมป์โกปา เดล เรย์ ของ บาร์ซ่า ก็ยังอดขนลุกไม่ได้ 

         ผู้คนนับหมื่นนับพันออกจากบ้านมาดื่มฉลองจนทุกบาร์ในย่านกลางเมืองแน่นขนัด มันเป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจจนยากจะลืมเลือนแต่ขณะเดียวกันมันก็น่าเหลือเชื่อเสียจริงที่ตัวเองมีโอกาสได้เห็นคืนวันแห่งประวัตศาสตร์นี้ด้วยตาของตัวเอง

         จะว่าไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการลูกหนังสเปนในยุคนี้มันยิ่งกว่าจินตนาการอีกครับขนาด อีเกร์ กาซียาส กัปตันของทีมยังบอกหลังจบเกมเลยว่า ''ถ้าใครมาบอกกับผมเมื่อ 4 ปีก่อนว่าเราจะคว้าแชมป์ยูโรสองสมัยติดผมคงจะไม่เชื่อ นี่มันช่างเป็นช่วงเวลาที่สวยงามจริงๆ สำหรับประวัติศาสตร์ของพวกเรา'' 

         ทันทีที่ ''ซานอีเกร์'' (เทพอีเกร์) พูดจบคุณพี่ก็เข้าสวมกอดกับ ซาร่า กาโบเนโร่ แฟนสาวนักข่าวจากช่องเตเล ซิงโก (ช่อง 5) ผู้ตามติดไปทำข่าวยูโรหนนี้ด้วย

         วินาทีนั้นหลายๆ คนลุ้นว่านายทวารเรอัล มาดริด จะคว้าสาวซาร่ามาประกบปากแบบดูดดื่มเหมือนเมื่อครั้งคว้าแชมป์โลกหรือไม่แต่แล้วทุกคนก็ต้องผิดหวังเล็กๆ เมื่อทั้งคู่แค่หอมแก้มซ้าย-ขวา เท่านั้น... เฮ้อ 

         อย่างไรก็ดีนั่นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเท่ากับสิ่งที่ กาซียาส และผองเพื่อนเลือดกระทิงได้สร้างเอาไว้ซึ่งจากนี้มันจะกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบไปตราบนานเท่านาน

         ! Que grande la roja ! ลา โรฆา ผู้ยิ่งใหญ่











              เจมส์ ลา ลีกา