สเปน

อิตาลี


  ยอดทีมลูกหนังโลกแห่งประวัติศาสตร์ ''กระทิงดุ''ขวิด''อัซซูรี่''ทะยานแชมป์ยูโร 2012

คงไม่มีคำใดที่จะบรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของสเปนได้อีกแล้วที่จัดการสร้างประวัติศาสตร์ชนิดที่ทีมใดในโลกยากจะเทียบเคียงเมื่อผงาดคว้าแชมป์ยูโร 2012 ด้วยการไล่ถลุงอิตาลีไปด้วยสกอร์ขาดลอยเหลือเชื่อ 4-0 นอกจากป้องกันแชมป์ยุโรปได้เป็นทีมแรกแล้ว ยังสร้างสถิติด้วยการพุ่งชนความสำเร็จในรายการระดับเมเจอร์ 3 รายการติดอีกด้วย


        เกมที่โอลิมปิก สเตเดี้ยม กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ท่ามกลางแฟนบอลที่แห่เข้ามาชมเกมกว่า 63,170 คนและอีกหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่ร่วมเป็นสักขีพยานในเกมชิงเจ้ายุโรประหว่าง สเปนกับอิตาลี
 
        บิเซนเต้ เดล บอสเก้ เทรนเนอร์หนวดงามของทัพ ''กระทิงดุ'' ยังคงจัดทัพตามโผที่คาดการณ์กันเอาไว้เมื่อ เชส ฟาเบรกาส ได้ลงมายืนเป็นหัวหอกตัวเป้าเฉพาะกิจอีกครั้งตามสูตรการเล่น 4-6-0 ที่นิยมชมชอบเหลือเกินในศึกยูโร 2012 ครั้งนี้และยังเป็นแผนเดิมจากนัดแรกที่พบกับอิตาลีในรอบแบ่งกลุ่มด้วย
 
        ขณะที่ เชซาเร่ ปรันเดลลี่ กุนซือทีมชาติอิตาลีปรับฟอร์แมตจาก 3-5-2 จากที่เจอกันนัดแรกมาเป็น 4-1-3-2 ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ทีมกำลังทำผลงานได้อย่างติดลมบนอยู่ในเวลานี้
 
        การเจอกันครั้งนี้แทบไม่ต่างอะไรกับการเผชิญหน้ากันของสองทีมสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรป เมื่อสเปนใช้บริการแข้งจากบาร์เซโลน่าเป็นแกนหลักถึง 5 ราย ขณะที่ อิตาลีใช้นักเตะจากยูเวนตุสทั้งสิ้น 6 รายด้วยกันในการลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมนี้
 
        อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการคาดการณ์ของสื่อในเรื่องของรูปเกมที่ต่างฝ่ายต่างน่าจะเล่นแบบรอจังหวะของตัวเอง ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อสเปนกลับเลือกใช้ยุทธวิธีในการโจมตีเร็วโดยอาศัยการจ่ายบอลสั้นแม่นยำเพื่อให้เข้าถึงพื้นที่สุดท้ายของ อิตาลีให้เร็วที่สุดทำเอานักเตะ ''อัซซูรี่'' เกิดความปั่นป่วนอย่างหนักและตั้งตัวไม่ติดจนนำมาสู่การเสียประตูถึง 2 ลูกใน 45 นาทีแรกจากการโหม่งของ ดาบิด ซิลบา ที่ทำประตูที่สองของตัวเองในศึกยูโร 2012 ครั้งนี้ ต่อด้วยการจ่ายบอลทะลุช่องของ ชาบี เอร์นานเดซ ที่ทำให้ จอร์ดี้ อัลบา หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดประตูแรกในนามทีมชาติของตัวเองได้สำเร็จ
 
        ซ้ำร้ายไปกว่านั้นลางร้ายยังมาเยือนอิตาลีแบบกลายๆ หลังจากการได้รับบาดเจ็บของ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ที่เล่นต่อไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนเอา เฟเดริโก้ บัลซาเร็ตติ ลงมาเล่นแทนจากในช่วงครึ่งเวลา ติอาโก้ ม็อตต้า ที่ถูกเปลี่ยนลงมาหวังพลิกเกมแต่กลับกลายเป็นเดี้ยงไปอีกรายทำให้ทีม ''อัซซูรี่'' ต้องเล่นด้วยตัวผู้เล่นที่น้อยกว่าในช่วงอีกครึ่งชั่วโมงที่เหลือของเกม เนื่องจากใช้โควตาเปลี่ยนตัวครบแล้ว
 
        เมื่อเป็นเช่นนี้มันกลับกลายเป็นบอลคนละชั้นไปเลยก็ว่าได้และใครที่อยากจะเห็นการห้ำหั่นในแดนกลางระหว่าง ชาบี เอร์นานเดซ กับ อันเดรีย ปีร์โล่ เลยกลายเป็นโชว์ขนาดย่อมๆ ของทางฝั่งห้องเครื่องจากบาร์เซโลน่าแต่เพียงผู้เดียวเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะจ่ายบอลให้อัลบาหลุดเข้าไปทำประตู 2-0 แล้วยังไหลบอลให้ เฟร์นานโด ตอร์เรส หลุดเข้าไปกระทุ้งประตู 3-0 อีกด้วยและเป็นประตูที่สามของตัวเองที่ช่วยให้ดาวยิงจากเชลซีคว้ารางวัลดาวซัลโวยูโร 2012 ไปครองแบบพลิกโผอีกต่างหาก
 
        อิตาลีจากเดิมที่ 11 คนเท่ากันรูปเกมก็เป็นรองสุดกู่อยู่แล้วและเมื่อเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่าสภาพจึงเละเทะอย่างที่เห็นเมื่อต้องมาสังเวยประตูที่สี่ให้อีกจากการประสานงานของสองดาวเตะเชลซีชนิดไม่ต้องมองตาก็รู้ใจเมื่อตอร์เรสไหลบอลให้ ฆวน มาต้า ซัดประตูที่สี่ปิดท้ายอย่างเยี่ยมยอดและเป็นสกอร์นัดชิงชนะเลิศยูโรที่ขาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย
 
        ชัยชนะในเกมนี้ทำให้ขุนพล ''กระทิงดุ'' ป้องกันแชมป์ยูโรได้สำเร็จเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พร้อมกับก้าวขึ้นทำสถิติเทียบเท่าเยอรมัน 3 สมัยและยังเป็นทีมลูกหนังชาติแรกในโลกที่ผงาดคว้าถ้วยใหญ่ในระดับเมเจอร์ 3 รายการติดต่อกันไล่ตั้งแต่ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 ต่อด้วยยูโร 2012
 
        นอกจากนั้น สเปนยังทำสถิติเสียประตูเพียงลูกเดียวเท่านั้นในทัวร์นาเมนต์นี้และทำสถิติไม่เสียประตูเลยในรอบน็อกเอาต์ในการลงเล่น 3 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่หลังสุดไล่ตั้งแต่ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 ต่อด้วยยูโร 2012
 
        ขณะเดียวกันนอกเหนือจากการที่ อีเกร์ กาซียาส นายทวารจอมหนึบของสเปนจะได้ชื่อว่าเป็นกัปตันทีมคนแรกที่ได้ชูถ้วยยูโร 2 สมัยติดแล้ว บิเซนเต้ เดล บอลเก้ กุนซือคนเก่งยังสร้างสถิติเป็นโค้ชคนที่ 2 ต่อจาก เฮลมุต โชน เทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันตะวันตกที่นำทีมคว้าแชมป์โลกต่อด้วยแชมป์ยุโรปได้อีกด้วย
 
        หลังเกมการแข่งขัน บิเซนเต้ เดล บอสเก้ เทรนเนอร์หนวดงามทีมชาติสเปนออกมากล่าวสดุดีฟอร์มการเล่นของลูกทีมว่า ''หลังจากที่เราได้ประตูแรก อิตาลีก็เริ่มอันตรายขึ้น แต่เราก็สามารถตอบโต้ได้เป็นอย่างดี เราเป็นฝ่ายครองบอลได้หมด เรากดดันพวกเขานี่เป็นเกมที่สุดยอดมากๆ สำหรับลูกทีมของผม ดังนั้นเรามีความสุขมากๆ นี่เป็นความสำเร็จของวงการฟุตบอลสเปนที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมา และตอนนี้เราต้องมองไปที่อนาคต รวมทั้งผ่านรอบคัดเลือก เพื่อไปเล่นฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ให้ได้''
 
        ขณะที่ เชซาเร่ ปรันเดลลี่ กุนซือทีมชาติอิตาลีออกมายอมรับความพ่ายแพ้ว่า ''เกมนี้คุณจะเห็นได้ชัดว่าสภาพร่างกายของเราสู้สเปนไม่ได้ พวกเขามีสภาพร่างกายสดกว่า เราใช้พลังไปมากในสัปดาห์นี้ และไม่มีเวลาที่จะพักฟื้นเพียงพอมันน่าผิดหวังมาก''
 
        ''เราต้องสู้กับทีมชั้นยอด พวกเขาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแถวเรายังต้องเล่นด้วยตัวผู้เล่นที่น้อยกว่าจากอุบัติเหตุที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และเมื่อเป็นแบบนั้นโอกาสพลิกเกมก็แทบจะเป็นศูนย์ทันที แต่โดยรวมมันก็เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ยอดเยี่ยม และผมขอยกย่องบรรดาลูกทีมของผม สำหรับความพยายามของพวกเขาตลอดศึกยูโร 2012''

 

        ''รามอส'' ปราการเหล็กผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
        แม้ว่าตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้จะตกเป็นของ อันเดรส อิเนียสต้า และรางวัลดาวซัลโวจะตกเป็นของ เฟร์นานโด ตอร์เรส และผู้คนต่างมัวแต่จับตามองการเล่นของ ชาบี เอร์นานเดซ กับ อันเดรีย ปีร์โล่ ทว่าในแง่ของประสิทธิภาพในการเล่นแล้ว เซร์คิโอ รามอส คือนักเตะที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในสนาม
 
        หลายเกมที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้จะยืนคู่กับ เคราร์ด ปิเก้ ได้อย่างแข็งแกร่งจนช่วยกันพาทีมทำสถิติเสียแค่ประตูเดียวในศึกยูโร 2012 ครั้งนี้ แต่ผลงานโดยรวมรามอส ทำได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
 
        นักเตะแข้งดังอย่าง คาริม เบนเซม่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ รวมถึง มาริโอ บาโลเตลลี่ ล้วนไม่มีใครเอาชนะรามอสได้เลย นอกจากจะมีเกมรับที่แข็งแกร่งแล้วยังช่วยเติมเกมขึ้นไปลุ้นทำประตูได้บ่อยครั้งด้วย










ลิ้ม ทรนง