กระทิงป้องกันแชมป์!ขวิดเลี่ยนไม่ยั้ง4-0

ฟุตบอล ยูโร 2012 รอบชิงชนะเลิศ
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2555
สเปน 4 - 0 อิตาลี
สนาม : โอลิมปิก สเตเดี้ยม, เมืองเคียฟ ประเทศยูเครน ผู้ชม : 64,000 คน
คู่ชิงชนะเลิศ ยูโร 2012 ระหว่าง 'กระทิงดุ' สเปนแชมป์เก่ายูโร 2008 และแชมป์โลก 2010 เจอกับ 'อัซซูรี่' อิตาลี แชมป์โลกเมื่อปี 2006 ซึ่งทั้งคู่พบกันหนที่สองในทัวร์นาเมนต์นี้ หลังจากรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มซี ทั้งสองทีมเสมอกันมา 1-1 ตั้งแต่นัดแรก
สำหรับเกมนี้ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ เทรนเนอร์ทีมกระทิงดุจัดชุดใหญ่ลงสนาม อันเดรส อิเนียสต้า, เชส ฟาเบรกาส และดาบิด ซิลบา ยังเป็นสามประสานในเกมรุกโดยมี ชาบี เอร์นานเดซ และชาบี อลอนโซ่ คุมเกมตรงกลางสนาม
ขณะที่ เชซาเร่ ปรันเดลลี่ เทรนเนอร์ทีมอัซซูรี่ เกมนี้ได้ อิกนาซิโอ อบาเต้ แบ็กขวาหายเจ็บกลับมาช่วยทีม ขณะที่แนวรุกยังใช้ มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกตัวเก่งยืนคู่กับ อันโตนิโอ คาสซาโน่ และให้ ริคคาร์โด้ มอนโตลิโว่ ยืนเป็นหน้าต่ำ โดยมี อันเดรีย ปีร์โล่ คุมจังหวะเกมในแดนกลางร่วมกับ ดานิเอเล่ เด รอสซี่
<%
response.ContentType='text/html; charset=tis-620'%>
เปิดฉากครึ่งแรก สเปนเป็นฝ่ายเขี่ยลูกเริ่มเล่น และเป็นฝ่ายครองเกมรุกได้มากกว่า นาทีที่ 10 ก็ได้จังหวะลุ้นก่อน เมื่อ ชาบี เอร์นานเดซ เล่นชิงกับ เชส ฟาเบรกาส ก่อนที่ชาบี จะได้กดด้วยขวาเต็มๆ บริเวณเส้นเขตโทษ บอลข้ามคานไปนิดเดียว

และจากนั้นอีกเพียง 4 นาทีต่อมา ทัพกระทิงดุ ก็ทะยานออกนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ อันเดรส อิเนียสต้า แทงทะลุช่องให้เชส ฟาเบรกาส หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งขวา ก่อนที่เชส จะลากเข้าไปเปิดสุดเส้นหลัง และเป็น ดาบิด ซิลบา ที่เติมขึ้นมาโขกเข้าไปไม่เหลือ
ผ่านไป 21 นาที เป็นอิตาลี ที่ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็ว เมื่อ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ แบ็กซ้ายตัวเก่งมีอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหว ต้องส่ง เฟเดริโก้ บัลซาเร็ตติ ลงสนามมาแทน
ถึงนาทีที่ 25 สเปนก็มาโดนใบเหลืองคนแรกของเกม เมื่อเคราร์ด ปิเก้ ไปทำฟาวล์ใส่ อันโตนิโอ คาสซาโน่
ขุนพลอัซซูรี่ เริ่มทำเกมได้ดีขึ้น นาทีที่ 29 คาสซาโน่ ได้บอลในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนดึงหลอก อาร์เบลัว จนล้ม และหาจังหวะซัดด้วยขวา บอลลอดขา ปิเก้ แต่ไปตรงตัวกาซียาส รับเอาไว้ได้
อีก 3 นาที อิตาลีขึ้นเกมมาอีกครั้ง และเป็น คาสซาโน่ คนเดิม ได้ส่องไกลกว่า 25 หลา ร้อนถึง อีเกร์ กาซียาส ที่ต้องพุ่งเซฟสุดเหยียด

และแม้อิตาลี จะทำเกมรุกได้น่ากลัวขึ้น แต่กลับเป็น สเปน ที่มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 ในนาทีที่ 41 จากจังหวะที่ชาบี เอร์นานเดซ แทงทะลุช่องสุดสวยให้ จอร์ดี้ อัลบา แบ็กซ้ายที่เติมขึ้นมา หลุดกับดักล้ำหน้า ก่อนจะแปด้วยซ้ายสวนตัว จานลุยจิ บุฟฟ่อน เข้าไปตุงตาข่าย
จากนั้นอีก 2 นาที ทัพอัซซูรี่ ที่ต้องลุยสู้ ตอบโต้มาทันที คราวนี้เป็น ริคคาร์โด้ มอนโตลิโว่ ได้ยิงด้วยขวาตรงเส้นเขตโทษเต็มเท้า กาซียาส ต้องออกแรงชกออกไป
ท้ายครึ่งแรก นักเตะแดนมะกะโรนี มาโดนใบเหลืองคนแรกบ้าง เมื่อ อันเดรีย บาร์ซาญี่ เซ็นเตอร์แบ็คของทีม ไปเตะตัดเกมใส่ อันเดรส อิเนียสต้า
จากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่มเติมจบ 45 นาทีแรก สเปน นำ อิตาลี 2-0
และเริ่มมาได้ไม่นาน นาทีที่ 47 ทัพอัซซูรี่ ก็ได้เสียวทันที เมื่ออิกนาซิโอ อบาเต้ เติมเกมขึ้นมาเปิดจากขวา ถึงหัว อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่ ที่เพิ่งลงมาหมาดๆ โขกข้ามคานไปนิดเดียว
แต่สเปนก็ตอบโต้มาทันควันในนาทีต่อมา เมื่อ เชส ฟาเบรกาส พาบอลแหวกเข้าไปในเขตโทษทางขวาคนเดียว ก่อนได้จิ้มด้วยปลายสตั๊ด บุฟฟ่อน ล้มตัวบล็อกไว้ได้ ก่อนที่อบาเต้ จะเครียร์ทิ้งหวุดหวิด
เกมแลกกันอย่างสนุก นาทีที่ 51 คราวนี้เป็น อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่ อีกแล้ว ได้ซัดคนเดียวในกรอบเขตโทษไม่กี่หลา แต่เป็น อีเกร์ กาซียาส ที่ป้องกันได้อย่างเหนียวหนึบ
เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 61 สถานการณ์ของทัพอัซซูรี่ต้องแย่ลงอีก เมื่อ ติอาโก้ ม็อตต้า ที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงสนามไปได้เพียงไม่กี่นาที เกิดอาการบาดเจ็บเอง ต้องออกจากสนามไป และอิตาลี เปลี่ยนตัวครบไปแล้ว ต้องเล่นกันแค่ 10 คนเท่านั้นต่อจากนี้
หลังอิตาลีต้องเล่น 10 คน เป็นสเปน ที่ครองเกมไว้ได้หมด แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่จะแจ้งเท่าที่ควร

และนาทีที่ 84 สเปน ก็หนีไปไกลเป็น 3-0 เมื่อ เด รอสซี่ จ่ายบอลพลาด ชาบี เอร์นานเดซ ตัดได้ ก่อนแทงทะลุช่องเน้นๆให้ เฟร์นานโด ตอร์เรส หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาในกรอบเขตโทษ ผ่านบุฟฟ่อน ไม่เหลือ
นาทีที่ 87 เดล บอสเก้ เปลี่ยนคนสุดท้าย ส่งฆวน มาต้า ลงมาแทน อันเดรส อิเนียสต้า

![]()
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บออกไป 3 นาที ไม่มีประตูเพิ่มเติม จบ 90 นาที เป็น สเปน ถล่มเอาชนะ อิตาลี ไปอย่างขาดลอย 4-0 คว้าแชมป์ ยูโร 2012 ไปครอง นับเป็นการป้องกันแชมป์ได้สำเร็จเป็นทีมแรกในประวัติศาตร์ อีกทั้งยังคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ 3 รายการติดต่อกัน นับจาก ฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ และ ศึก ยูโร 2008 กับ 2012
พบกันใหม่อีก 4 ปีข้างหน้า ในฟุตบอล ยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส และ ทางยูฟ่า ออกโรงยืนยันจะเพิ่มจำนวนทีมจาก 16 ทีมเป็น 24 ทีม หรือเพิ่มขึ้นมาอีก 2 กลุ่ม อีกด้วย
รายชื่อ 11ผู้เล่นทั้งสองทีม

สำรองที่ไม่ได้ใช้ : บิคตอร์ บัลเดส (ผู้รักษาประตู), โฆเซ่ มานูเอล เรน่า (ผู้รักษาประตู), ราอูล อัลบิโอล, ฆาบี มาร์ติเนซ, ฆวนฟราน ตอร์เรส, เฟร์นานโด ตอร์เรส, อัลบาโร่ เนเกรโด้, เฟร์นานโด ยอเรนเต้, ซานติ กาซอร์ล่า, เฆซุส นาบาส
ใบเหลือง : เคราร์ด ปิเก้ น.24
ผู้จัดการทีม : บิเซนเต้ เดล บอสเก้

สำรองที่ไม่ได้ใช้ : ซัลวาตอเร่ ซิริกู (ผู้รักษาประตู), มอร์แกน เด ซานช์ติส (ผู้รักษาประตู), คริสเตียน มาจโจ้, อันเจโล อ็อกบอนน่า, ติอาโก้ ม็อตต้า, เฟเดริโก้ บัลซาเร็ตติ, เอมานูเอเล่ จัคเครินี่, ฟาบิโอ บอรินี่, เซบาสเตียน โจวินโก้, อเลสซานโดร เดียมานติ, อันโตนิโอ โนเชริโน่
ใบเหลือง : อันเดรีย บาร์ซายี่ น.43
ผู้จัดการทีม : เชซาเร่ ปรันเดลลี่
ผู้ช่วยผู้ตัดสิน : แบร์ติโน่ มิรานด้า (โปรตุเกส), ริคาร์โด้ ซานโต๊ส (โปรตุเกส)
ผู้ตัดสินที่ 4 : คูเนย์ต ซาคีร์ (ตุรกี)
แมน ออฟ เดอะ แมตซ์
อันเดรส อิเนียสต้า (สเปน)
ตำแหน่งดาวซัลโว ยูโร 2012
เฟร์นานโด ตอร์เรส (สเปน)
รายของ ตอร์เรส ได้ลงสนามมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 74 แทนที่ เชส ฟาเบรกาส ในนัดชิงชนะเลิศยูโร หนนี้ แต่สามารถพังประตูที่สามของตัวเองในทัวร์นาเม็นท์นี้ได้ในนาทีที่ 84 อีกทั้งยังจ่ายบอลให้กับ ฆวน มาต้า สกอร์ประตูที่สี่ให้ทีมเอาชนะ อิตาลี ไปได้ขาดลอย 4-0 ป้องกันแชมป์ยูโรได้สำเร็จ
จากกรณีนี้ทำให้ เฟร์นานโด ตอร์เรส ซัดได้ 3 ประตู เทียบเท่ากับ มาริโอ โกเมซ, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, มาริโอ บาโลเตลลี่, อลัน ซาโกเยฟ และ มาริโอ มานด์ซูคิช แต่ ตอร์เรส มีหนึ่งแอสซิสต์ (จ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูได้) และที่สำคัญในการตัดสินตำแหน่งดังกล่าวคือ ตอร์เรส ลงสนามน้อยที่สุดของฝู้เล่นที่ทำประตูเท่ากัน ทำให้ได้รางวัลดาวซัลโวสูงสุดของยูโร 2012 ไปครอง

ทำเนียบแชมป์ฟุตบอลยูโร
ปี แชมป์ รองแชมป์
1960 สหภาพโซเวียต ยูโกสลาเวีย
1964 สเปน สหภาพโซเวียต
1968 อิตาลี ยูโกสลาเวีย
1972 เยอรมันตะวันตก สหภาพโซเวียต
1976 เชโกสโลวาเกีย เยอรมันตะวันตก
1980 เยอรมันตะวันตก เบลเยียม
1984 ฝรั่งเศส สเปน
1988 ฮอลแลนด์ สหภาพโซเวียต
1992 เดนมาร์ก เยอรมนี
1996 เยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก
2000 ฝรั่งเศส อิตาลี
2004 กรีซ โปรตุเกส
2008 สเปน เยอรมนี
2012 สเปน อิตาลี
สถิติทีมที่คว้าแชมป์ยูโรมากที่สุด
ทีม แชมป์ รองแชมป์
เยอรมัน 3 (1972, 1980, 1996) 3 (1976, 1992, 2008)
สเปน 3 (1964, 2008, 2012) 1 (1984)
ฝรั่งเศส 2 (1984, 2000) -
สหภาพโซเวียต 1 (1960) 3 (1964, 1972, 1988)
สาธารณรัฐเช็ก 1 (1976) 1 (1996)
อิตาลี 1 (1968) 2 (2000, 2012)
ฮอลแลนด์ 1 (1988) -
เดนมาร์ก 1 (1992) -
กรีซ 1 (2004) -
ยูโกสลาเวีย - 2 (1960, 1968)
เบลเยี่ยม - 1 (1980)
โปรตุเกส - 1 (2004)
[ ไม่อนุญาตให้คัดลอกรูปภาพหรือนำไปเผยแพร่รูปภาพต่อไม่ว่าวิธีใดๆ ถ้าฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด ]
