|
"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ร่วงตกรอบฟุตบอลเอฟเอ คัพ อย่างเหลือเชื่อ หลังจากที่พ่าย เร้ดดิ้ง คาบ้านในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-2 หลังจากที่เสมอในเวลา 1-1 ในขณะที่ นิวคาสเซิ่ล เปิดรังไล่ถล่ม พลีมัธ 3-0 ศึกฟุตบอลเอฟเอคัพรอบสามนัดรีเพลย์ เมื่อคืนที่ผ่านมา
เอฟเอคัพรอบสามนัดรีเพลย์ ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก) 1 - 1 เร้ดดิ้ง (แชมเปี้ยนชิพ) (ต่อเวลาพิเศษ เรดดิ้ง ชนะ 2-1)
สนาม : แอนฟิลด์
ลิเวอร์พูลเปลี่ยนทีมสี่ตำแหน่งจากนัดแรกที่เจ๊ากันมา 1-1 โดยเลือกใช้งานนายทวารดีเอโก้ คาวาเลียรี่ , ฟิลิป เดเก้น , ดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ และอัลแบร์โต้ อาควิลานี่ลงบู๊ ขณะที่เร้ดดิ้งจัดทีมชุดเดิมทั้งหมดที่สามารถยันเสมอเร้ด แมชีนได้สำเร็จ
หงส์แดงเปิดฉากกดดันใส่ทีมเยือนทันทีตั้งแต่เกมเริ่มออกสตาร์ต และในนาทีที่ 4 เจมส์ คาราชานของอาคันตุกะก็ได้ใบเหลืองเป็นประเดิมเมื่อเข้าเสียบสตีเว่น เจอร์ราร์ดแบบไม่มีเบรก
กระนั้นถึงนาทีที่ 10 เร้ดดิ้งก็มาได้ลูกฟรีคิกริมเขตโทษกราบซ้าย กิลฟี่ ซิเกิร์ดสสันจึงยิงยัดใส่เสาแรก แต่ถูกคาวาเลียรี่ปัดทิ้งได้
นาทีต่อมา โจบี้ แม็คคานัฟฟ์ก็ได้โอกาสซัลโวระยะ 16 หลา แต่น้ำหนักเบาเกินไป ทำให้คาวาเลียรี่รับได้ไม่ยาก
แม้จะบุกหนักกว่า แต่เจ้าบ้านเกือบเสียท่าให้เดอะ รอยัลส์อีกหนในนาทีที่ 22 จากลูกโต้กลับขึ้นทางขวาที่ไซม่อน เชิร์ชไหลบอลไปเสาไกลแล้วเจมี่ คาร์ราเกอร์เคลียร์วืดง่ายๆ แต่เกอร์เซกอร์ซ เรเซี๊ยกก็พลาดตามเข้าฮอสเผาขนหลุดกรอบไม่น่าเชื่อ
จากนั้นอีกสี่นาที เร้ดดิ้งก็ได้โต้ขึ้นทางขวาอีกรอบ คราวนี้เป็นแม็คคานัฟฟ์ที่ลุยขึ้นไปสาดบอลเข้าหาปากประตู ทว่าเชิร์ชโถมโขกไม่โดน บอลจึงลอยผ่านออกไปอย่างน่าเสียวไส้
ถึงนาทีที่ 30 ลิเวอร์พูลตัดสินใจเปลี่ยนเฟร์นานโด ตอร์เรสออกทันทีหลังหอกตัวเก่งเริ่มมีอาการบาดเจ็บรบกวนเล็กน้อยโดยปล่อยดาวิด เอ็นก๊อกลงไปแทน
ล่วงมาถึงนาทีที่ 40 เจ้าบ้านจึงเริ่มหาโอกาสคลำเป้าได้เมื่อยอสซี่ เบนายูนได้ยิงลูกปั่นโค้งจากริมเขตโทษฝั่งซ้าย แต่บอลเฉี่ยวสามเหลี่ยมเสาไกลออกไป
นาทีต่อมา ก็เป็นทีของเอ็นก๊อกที่ได้ง้างไกจากระยะ 18 หลา แต่ไม่เหนือบ่ากว่าแรงสำหรับอดัม เฟเดริซี่ที่จะเซฟเข้าซอง
ช่วงท้าย เครื่องจักรสีแดงพยายามโหม และนาทีที่ 45 แม็ตธิว มิลลส์ก็ได้ใบเหลืองโทษฐานรวบใส่เบนายูน
จากนั้นในช่วงทดเวลาเจ็บ เจ้าบ้านก็ได้เตะมุมด้านขวาแล้วมีจังหวะขลุกขลิกในกรอบเขตโทษก่อนที่อีวาร์ อิงกิมาร์สสันจะก่อความผิดพลาดสกัดลูกผ่านยัดมาหน้าประตูของสตีเว่น เจอร์ราร์ดหลุดเข้าสู่ตาข่ายตัวเองสงเคราะห์ให้เจ้าบ้านนำ 1-0 ก่อนที่เกมในครึ่งแรกจะยุติ
ครึ่งหลัง หงส์แดงเปลี่ยนผู้เล่นอีกรายโดยใช้งานไรอัน บาเบิ้ลแทนที่เจอร์ราร์ดซึ่งน่าจะมีปัญหาบริเวณเอ็นหลังเข่า
กระนั้นเจ้าถิ่นยังคงบุกต่อเนื่อง แต่ในนาทีที่ 53 เดเก้นก็ต้องรับใบเหลืองเมื่อโดนแย่งบอลแล้วดึงไรอัน เบอร์ทรานด์เอาไว้
โม่เกือกกันมาครบหนึ่งชั่วโมงเต็ม เดอะ รอยัลส์ก็เปลี่ยนคาลิฟา ซิสเซ่ออกโดยส่งไบรอัน ฮาเวิร์ดลงสนาม
จากนั้นในนาทีที่ 65 ทีมเยือนก็ปล่อยจิมมี่ เคเบ้ลงไปแทนเรเซี๊ยก พร้อมทั้งพยายามเดินเกมรุกเต็มที่
นาทีที่ 80 ทีมเยือนเกือบได้ประตูตีเสมออย่างที่สุด เมื่อ โจบี้ แม็คอนัฟฟ์ กระชากบอลจากกลางสนามแหวกผู้เล่นของ ลิเวอร์พูล ก่อนได้ยิงในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเรีดหลุดเสาขวามือไปแบบได้ลุ้น
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บทีมเยือนมาได้ประตูตีเสมอในที่สุด จากจังหวะชุลมุนในเขตโทษ ยอสซี่ เบนายูน ไปทำฟาล์วผู้เล่นทีมเยือน ผู้ตัดสินเป่าเป็นลูกจุดโทษทันที และก็เป็น กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน สังหารเข้าไปไม่พลาด ทีมเยือนตีเสมอเป็น 1-1 และจบเกมไปด้วยสกอร์นี้ ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ อีก 30 นาที
ช่วงต่อเวลาพิเศษ หงส์แดงส่ง มาร์ติน สเคอร์เทล ลงไปแทน เดเก้น และได้เสียวในนาทีที่ 96 จากจังหวะกระทุ้งของบาเบิ้ลที่ระยะ 18 หลา แต่บอลพุ่งเรียดไปให้เฟเดริซี่ทิ้งตัวเซฟไว้ได้
นาทีที่ 99 เดอะ ค็อป ก็ต้องเงียบกริบเมื่อ บรินยาร์ กุนนาร์สสัน เจาะขึ้นมาทางขวาก่อนพลิกหนี เบนายูน และแตะบอลลอดหว่างขา เอมิลิอาโน่ อินซัว ก่อนผ่านบอลไปที่เสาแรกให้ ลอง โขกจากระยะหกหลาไม่เหลือเป็นประตูที่พาทีมเยือนแซงนำ 2-1
เริ่มเขี่ยบอลกันใหม่อึดใจเดียว อิงกิมาร์สสันก็โดนจดชื่อในจังหวะทำฟาวล์บาเบิ้ล และในนาทีที่ 105 เจ้าบ้านก็ทิ้งโอกาสทองอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อ อาควิลานี่ เปิดบอลจากแดนกลางให้ เบนายูน หลุดเดี่ยวไม่ล้ำหน้า ทว่ากลับซัดไปติดเซฟของ เฟเดริซี่ จบครึ่งแรกเรดดิ้งจึงยังนำหน้า 2-1
กลับมาเล่นกันต่อในครึ่งหลัง เจ้าถิ่นบุกอย่างหนัก นาทีที่ 111 เดิร์ค เค้าท์ แตะบอลให้ ลูคัส เลว่า หลุดเข้าไปทางกรอบเขตโทษด้วยขวาก่อนจ่ายเข้ากลางให้ ดาวิด เอ็นก็อก ยิงหลุดกรอบแบบไม่ได้ลุ้น
ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นพยายามบุกอย่างหนักแต่ก็ไม่สามารถทำประตูตีเสมอได้ จบเกม ลิเวอร์พูล พลิกพ่าย เร้ดดิ้ง 2-1
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
ลิเวอร์พูล : ดิเอโก้ คาวาเลียรี่, ฟิลิปป์ เดเก้น, เจมี่ คาร์ราเกอร์, ดาเนี่ยล แอ็กเกอร์, เอมิเลียโน่ อินชัว, ลูคัส เลว่า, อัลแบร์โต้ อควิลานี่, เดิร์ค เค้าท์, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ยอสซี่ เบนายูน, เฟร์นานโด ตอร์เรส สำรอง : ปีเตอร์ กูลักซี่, ฟาบิโอ ออเรลิโอ, มาร์ติน สเคอร์เทล, เจย์ สเปียริ่ง, ไรอัน บาเบล, ดาเนี่ยล ปาเชโก้, ดาวิด เอ็นก็อก
เร้ดดิ้ง : อดัม เฟเดริชี่, บรินยาร์ กุนนาร์สสัน, แม็ทธิว มิลล์ส, อิวาร์ อิงกิมาร์สสัน, ไรอัน เบอร์ทรานด์, โจบี้ แม็คอนัฟฟ์, คาลิฟา ซิสเซ่, เจม คาราแกน, กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน, ไซม่อน เชิร์ช, เกอร์เซกอร์ซ ราเซียค สำรอง : เบน ฮาเมอร์, เจย์ แทบบ์, มาเร็ค มาเตยอฟสกี้, จิมมี่ เกเบ้, อเล็กซ์ เพียร์ซ, ไบรอัน ฮาวเวิร์ด, เชน ลอง
ผู้ตัดสิน : ฟิล ดาวด์
นิวคาสเซิ่ล (แชมเปี้ยนชิพ) 3 - 0 พลีมัธ (แชมเปี้ยนชิพ)
สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค
เกมรีเพลย์ที่บ้าน นิวคาสเซิ่ล หลังจากเสมอกันมา 0-0 เจ้าถิ่นซึ่งเป็นจ่าฝูงแชมเปี้ยนชิพ ปรับแนวรุกส่ง แอนดรูว์ แคร์โรลล์ คู่ ปีเตอร์ โลเวนครานด์ ส่วน เควิน โนแลน กับ โฮนาส กูเตียร์เรซ ก็ได้ลงทำเกมแดนกลางด้วย
ขณะที่ทีมเยือนซึ่งอยู่ท้ายตารางแชมเปี้ยนชิพ ไม่มี เจมี่ แม็คกี กองหน้าตัวเก่งที่ป่วย ทำให้ แอชลี่ย์ บาร์นส์ ได้รับโอกาสแทน ขณะที่แนวรับมีข่าวดี คารี่ อาร์นาสัน เซนเตอร์ฮาล์ฟ ผ่านการทดสอบความฟิตลงสนาม
เริ่มเกมขึ้นมา 10 นาที นิวคาสเซิ่ล มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 เมื่อ โฮนาส กูเตียร์เรซ กระชากบอลขึ้นทางกราบซ้าย ก่อนเปิดไปหน้าประตูให้ ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส แปด้วยซ้ายเสียบมุมบนเข้าไปไม่เหลือ
เจ้าถิ่นยังทำเกมรุกได้จัดจ้านกว่า นาทีที่ 16 ฟาบริซ ป็องกร้าต ขึ้นเกมทางกราบขวาก่อนผ่านให้ แอนดรูว์ แคร์โรล์ ตวัดยิงด้วยขวาถากเสาสองออกไป
นาทีที่ 33 สาลิกาดง น่าได้ประตูที่สองหนีห่าง จากจังหวะที่ แอนดรูว์ แคร์โรลล์ หลุดเข้าเขตโทษแล้ว แต่ยิงไปติดเซฟ โรแม็ง ลาร์ริเยอ
นิวคาสเซิ่ล มาได้ประตูหนีห่าง 2-0 จนได้ในนาทีที่ 40 หลังจากบุกมากกว่าอยู่นาน โฮนาส กูเตียร์เรซ ขึ้นเกมกราบซ้ายอีกครั้ง คราวนี้เปิดเหมาะเจาะเข้าศีรษะ ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส คนเดิม โหม่งเสยเพดานตาข่ายไม่พลาด จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล นำ 2-0
ครึ่งหลัง นิวคาสเซิ่ล ยังเกือบได้ลูกสามตั้งแต่นาทีที่ 46 โฆเซ่ เอ็นริเก้ โยนบอลจากกราบซ้ายให้ แอนดรูว์ แคร์โรลล์ ขึ้นโหม่งหลุดเสาออกไป
นาทีที่ 59 พลีมัธ ต้องแก้เกมด้วยการเปลี่ยนสองคนรวด ชิลเลี่ยน เชอริแดน กับ แบร๊ดลี่ย์ ไรท์-ฟิลลิปส์ ถูกส่งลงมาเล่นเกมรุกแทน อลัน จัดจ์ กับ แอชลี่ย์ บาร์นส์
สุดท้ายเป็น นิวคาสเซิ่ล ที่ได้ประตูปิดท้ายเป็น 3-0 ในนาทีที่ 72 เควิน โนแลน เปิดบอลให้ ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส ยิงแฮตทริกให้ตัวเองในเกมนี้
จบเกม นิวคาสเซิ่ล ไล่ถล่ม พลีมัธ ยับเยิน 3-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ต่อไป
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
นิวคาสเซิ่ล : ทิม ครุล, ไรอัน เทย์เลอร์, สตีเว่น เทย์เลอร์, ฟาบริซิโอ โกลอชชินี่, โฆเซ่ เอ็นริเก้, ฟาบริซ ป็องกร้าต (แดนนี่ กัธรี่ น.70), เควิน โนแลน, นิคกี้ บัตต์ (นีล เรนเจอร์ น.75), โฮนาส กูเตียร์เรซ, ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส (ไรอัน โดนัลด์สัน น.88), แอนดรูว์ แคร์โรลล์
สำรองไม่ได้ใช้ : สตีฟ ฮาร์เปอร์, เบน โทเซอร์, เชน เฟอร์กูสัน, โชล่า อเมโอบี้
พลีมัธ : โรแม็ง ลาร์ริเยอ, คาร์ล ดูกิด, คารี่ อาร์นาสัน, คริส บาร์เกอร์ (เดวิด แม็คนามี่ น.76), แกรี่ ซอว์เยอร์, อลัน จัดจ์ (ชิลเลี่ยน เชอริแดน น.59), คาร์ล เฟล็ทเชอร์, ลุค ซัมเมอร์ฟิลด์, คริส คล้าร์ก, รอรี่ ฟัลลอน, แอชลี่ย์ บาร์นส์ (แบร๊ดลี่ย์ ไรท์-ฟิลลิปส์ น.59)
สำรองไม่ได้ใช้ : ลอยด์ แซ็กซ์ตัน, โยอันน์ โฟลลี่, เคร็ก นูน, อลัน กาว
ผู้ตัดสิน : แอนดี้ เดอร์โซ่
สรุปผลการจับสลากประกบคู่เอฟเอคัพรอบ 4 เซาแฮมป์ตัน (ลีกวัน) - อิปสวิช (แชมเปี้ยนชิพ) เรดดิ้ง (แชมเปี้ยนชิพ) - เบิร์นลี่ย์ (พรีเมียร์ลีก) ดาร์บี้ (แชมเปี้ยนชิพ) - เบรนท์ฟอร์ด (ลีกวัน) หรือ ดอนคาสเตอร์ (แชมเปี้ยนชิพ) บริสตอล ซิตี้ (แชมเปี้ยนชิพ) หรือ คาร์ดิ๊ฟฟ์ (แชมเปี้ยนชิพ) - เลสเตอร์ (แชมเปี้ยนชิพ) สโต๊ค ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก) - อาร์เซน่อล (พรีเมียร์ลีก) น็อตต์ส เคาน์ตี้ (ลีกทู) หรือ ฟอเรสต์ กรีน (นอกลีก) - วีแกน (พรีเมียร์ลีก) เวสต์บรอมวิช (แชมเปี้ยนชิพ) - นิวคาสเซิ่ล (แชมเปี้ยนชิพ) สคันธอร์ป (แชมเปี้ยนชิพ) - แมนฯ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก) เอฟเวอร์ตัน (พรีเมียร์ลีก) - เบอร์มิ่งแฮม (พรีเมียร์ลีก) แอ็คคริงตัน (ลีกทู) หรือ จิลลิ่งแฮม (ลีกวัน) - ฟูแล่ม (พรีเมียร์ลีก) โบลตัน (พรีเมียร์ลีก) - เชฟฯ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ) พอร์ทสมัธ (พรีเมียร์ลีก) - ซันเดอร์แลนด์ (พรีเมียร์ลีก) เปรสตัน (แชมเปี้ยนชิพ) - เชลซี (พรีเมียร์ลีก) แอสตัน วิลล่า (พรีเมียร์ลีก) - ไบรท์ตัน (ลีกวัน) วูล์ฟส์ (พรีเมียร์ลีก) - คริสตัล พาเลซ (แชมเปี้ยนชิพ) สเปอร์ส (พรีเมียร์ลีก) - ลีดส์ ยูไนเต็ด (ลีกวัน)
หมายเหตุ : กำหนดการฟาดแข้งจะมีขึ้นในวันที่ 23-24 ม.ค.53
|
|
|
|
|