"พนิดา คำศรี"ยกเหล็กสู้ชีวิต

ที่สุดความภาคภูมิใจ'พ่อวีร์'



          บ้านเลขที่ 42 บ.ตราด ม.2 ต.คอโค อ.เมือง จ.สุรินทร์ ในห้วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาถูกปล่อยให้ตั้งตระหง่านผ่านฝน หนาว ร้อน ไปแบบตามยถากรรม โดยเฉพาะตัวบ้านชั้น 2 ประตูถูกปิดตายไร้ซึ่งผู้คนขึ้นไปเหยียบย่าง และดูแลเหมือนเช่นบ้านคนอื่นทั่วไป


          หลังจากที่นางสุพิณ คำศรี ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคหอบ เมื่อ 1 มีนาคม 2547 หรือเมื่อ 8 ปีก่อน ทิ้งลูกสาว 3 ใบเถาวัยเยาว์ให้อยู่กับพ่ออย่างโดดเดี่ยว


          แต่ในวันนี้ 28 ก.ค. 2555 บ้านไม้ 2 ชั้นที่แม้จะทรุดโทรมไปตามกาลเวลากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง...


          เมื่อมีผู้คนมากมายจากหลากหลายสารทิศแวะเวียนเข้ามาเพื่อที่จะร่วมส่งกำลังใจไปถึงลูกสาวคนกลางของบ้าน "น้องฟ้า" นพิดา คำศรี "นักกีฬายกน้ำหนักสาวทีมชาติไทย ที่จะขึ้นเวทียกเหล็กล่า "เหรียญทอง" โอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ


          "นายวีร์ คำศรี" บิดาของ "น้องฟ้า" เล่าว่า ดีใจที่วันนี้ฟ้าทำให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพราะหลังจากที่แม่เขาตายไปบ้านหลังนี้ก็เงียบ ไร้เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของคนในบ้านมานานแล้ว เพราะลูกสาวคนโต (ฝน-ปนัดดา) ที่เรียนจบแค่ชั้นป.6 ก็ได้เดินทางไปทำงานกับน้าที่กรุงเทพฯ เพราะตนไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนต่อ ต้องรับจ้างทำไร่ทำนาหาเงินเลี้ยงลูกไปวันๆ 


          "ส่วนน้องฟ้าก็กลายเป็นคนเงียบขรึม และคนเล็ก (ทรามวัย-รจนี) ก็ยังเด็กมาก ตอนนั้นถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่ลําบาก ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงลูกยังไง ช่วงนั้นจะว่าบ้านแตกเลยก็คงไม่ผิดนัก เพราะลำพังผมก็รับจ้างทำไร่ทำนาได้เงินวันละ 100-200 บาท ต้องเลี้ยงลูก 3 คน โชคดีที่ฟ้าเล่นกีฬาแล้วเขาได้รับทุนเรียนทำให้ได้เรียนต่อสูงๆ ส่วนฝนลูกสาวคนโตผมไม่มีเงินจะส่ง จบ ป.6 ก็ต้องไปทำงานแล้ว ตอนนี้ก็เหลือ รจนี ที่ผมยังห่วงอยู่เพราะเขาไม่มีแม่ดูแลตั้งแต่เล็กก็จะออกดื้อๆ นิดหน่อย"


          นายวีร์ เล่าอีกว่า ชีวิตของฟ้านับตั้งแต่ลืมตาดูโลก วันแรกที่คลอดออกมาเป็นช่วงกลางดึกซึ่งมีฝนตกหนักท้องฟ้าร้องเสียงดังสนั่น ทันทีที่ลูกสาวคนกลางคลอดออกมาเขาได้นึกขึ้นเลยว่าลูกคนนี้ต้องชื่อว่า "ฟ้า" แม้ลูกคนนี้จะเป็น "ลูกสาว" ไม่ใช่ "ลูกชาย" อย่างที่ใจหวัง แต่สิ่งที่ชายสูงวัยที่มีใบหน้ากร้านแดด และค่อนข้างเจียมตัวผู้นี้รู้สึก "ดีใจ" และ "ภูมิใจ" ในตัวลูกคนนี้นั่นคือ...


          "ฟ้าแม้จะเป็นผู้หญิงแต่เขาเป็นคนที่มีความแข็งแรง มีนิสัยคล้ายๆ กับผม เป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใครมาก แต่เป็นคนที่มีน้ำใจ กลับจากโรงเรียนเขาก็จะมาถามผมว่าจะให้ช่วยอะไรมั้ย ไม่เคยงอแง ร้องขออะไร เขาจะรู้ว่าครอบครัวเรายากจน แต่ผมก็ไม่เคยให้ลูกอด มีน้อยก็กินกันน้อยมีเยอะผมก็ให้ลูกกินเต็มที่"


          แน่นอนในชีวิตของพ่อคนหนึ่งย่อมอยากเห็นอนาคตลูกได้สุขสบาย ในวันที่ "ฟ้า" เดินกลับบ้านมาบอกพ่อว่า อ.อำพล จาก ร.ร.มหิธร ชวนให้ไปเรียนต่อชั้น ป.5 ที่โรงเรียนแห่งนี้และเล่นกีฬายกน้ำหนัก ซึ่งจะดีกว่าการเป็นนักกรีฑาอยู่ที่ ร.ร.บ้านคอโค 


          วินาทีนั้นเขาได้บอกปฏิเสธลูกสาวแบบไม่ต้องคิด...


          หลังจากนั้นอีก 3 เดือนลูกสาวคนนี้ก็ได้เดินมาบอกพ่ออีกครั้งถึงความตั้งใจ และสนใจที่จะไปเล่นกีฬายกน้ำหนักตามคำชวนของ อ.อำพล ซึ่งครั้งนี้ นายวีร์ ผู้เป็นพ่อต้องยอมฝืนความรู้สึก ฝืนใจตัวเองอนุญาตให้ลูกได้ทำตามในสิ่งที่ต้องการ


         "ตอนนั้นฟ้าได้พยายามมาอ้อนวอนผม และพยายามบอกว่าเขาอยากเล่นกีฬา ชอบกีฬามาก ผมเองอีกใจก็ไม่อยากให้เล่นเพราะรู้ว่ากีฬายกน้ำหนักมันหนักมาก กลัวลูกจะเจ็บ แต่ผมเองก็คิดแล้วว่าถ้าลูกไม่เล่นกีฬาลูกก็คงจะเป็นเหมือนพี่สาวคนโต คือจบแค่ ป.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะผมคงไม่มีเงินส่งเรียนแน่ ก็เลยต้องยอมให้ฟ้าไปเล่นกีฬานี้"


          การเป็นแค่คนรับจ้างทำนา หาเงินเข้าบ้านแค่วันละ 100-200 บาท ทำให้ นายวีร์ รู้ว่าชีวิตการเป็นคนไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้ นั้นมันทุกข์ทรมานแค่ไหน แต่เขาก็ยังดีใจที่การตัดสินใจให้ "ฟ้า" ไปเล่นกีฬายกน้ำหนักในครั้งนั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ "ถูกต้อง" ที่สุดในชีวิต


          เพราะหลังก้าวมาเป็นนักกีฬายกน้ำหนัก "ฟ้า" ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนในบ้าน เป็นเสมือน "เสาหลัก" ของบ้านที่นำสิ่งดีๆ มาเผื่อแผ่ พ่อ พี่ และน้องอยู่เสมอ


          นายวีร์ เล่าว่า วันที่ฟ้าได้เงินรางวัลจากการเล่นกีฬายกน้ำหนักเมื่อครั้งยังเด็ก ฟ้าจะเอาเงินมาให้พ่อ แม้จะไม่มากมายนักแต่น้ำตาของลูกผู้ชายคนนี้ก็คลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจเป็นที่สุด และเมื่อยังเรียนระดับมัธยมฟ้าเองก็ต้องใช้เวลาว่างรับจ้างซักผ้าให้อาจารย์ก็เอาเงินมาให้ตนเพราะรู้ว่าพ่อเองก็ลำบาก


          "ผมเองเป็นคนต่างถิ่นมาแต่งงานกับแม่ฟ้า ไม่มีสมบัติติดตัวมากต้องรับจ้างเขาไปวันๆ ฟ้าเองก็รู้ดี เมื่อต้นปี 2554 ฟ้าเขาหอบเงิน 40,000 บาทมาซื้อที่น่า 1 ไร่ให้ผมปลูกข้าวเอง โดยไม่ต้องไปรับจ้างใคร นอกจากนี้ยังซื้อทีวีสี 21 นิ้วมาให้น้องสาวที่อยู่บ้านหลังนี้ และซื้อเครื่องซักผ้า ซื้อเตาแก๊สมาไว้ที่บ้าน แม้ตัวเขาจะไม่มีโอกาสได้กลับบ้านมากนัก นานๆ มาที แต่ผมก็ภูมิใจที่ไม่ว่าฟ้าจะมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหนเขาก็ไม่ลืมบ้าน ไม่ลืมพ่อ พี่และน้อง"


          แม้ในวันนี้ นายวีร์ จะทำให้สิ่งที่ "ฟ้า" สั่งนักสั่งหนาว่าไม่อยากให้พ่อทำก็คือ การแต่งงานใหม่ และเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกสาวต้องเอ่ยปากบอกว่า "เกลียดพ่อ" มาแล้ว แต่สิ่งที่เขาเชื่อมั่นในตัวลูกสาวคนนี้คือ "ความเป็นคนดี" คนที่แม้ปากจะบอกว่า "เกลียด" แต่ลึกๆ ในใจนั้น "ห่วง" และ "รักพ่อ" เป็นที่สุด


          "แม้เราจะไม่ค่อยได้เจอหน้ากันแต่ผมกับฟ้าก็คุยกันทางโทรศัพท์ตลอด ผมไปส่งฟ้าขึ้นเครื่องบินไปอังกฤษ โทร.หาเขาทุกวัน เขาก็จะย้ำเสมอว่าให้ผมดูแลตัวเอง ไม่ให้คิดมาก แค่นี้ผมก็รู้สึกดีใจ และเชื่อว่าการที่ผมแต่งงานใหม่นั้นฟ้าคงจะเข้าใจได้ในสักวันหนึ่ง"


          ไม่ว่าคืนวันที่ 28 ก.ค.55 "ฟ้า-พนิดา" ลูกสาวคนกลางของบ้าน "คำศรี" จะประสบความสำเร็จสู่จุดสูงสุดในการเป็นนักกีฬาทีมชาติ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ได้หรือไม่


          แต่การก้าวมาได้ไกลเกินกว่าที่ พ่อวีร์ จะนึกฝันไว้นับเป็นความภาคภูมิใจหาที่สุดไม่ได้อีกแล้วในชีวิตของชาวนาบ้านนอกอย่างเขา...อีกแล้ว












                 ชะญาณิษฐ์ ธีร์สุดาบัณฑิต

Share :

Comment :