เทควันโด-แบดมินตันฟิตจัด ถึงขั้นลุ้นคว้าทองโอลิมปิก

หากจะพูดถึงกีฬาที่เป็นความหวังของ ''ทัพนักกีฬาไทย'' ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012 ''ลอนดอนเกมส์'' ที่ประเทศอังกฤษ ต้องบอกว่า แทบจะหากีฬาที่จะคว้าเหรียญทองได้ยากเต็มที
        ไม่ว่าจะเป็นมวยสากลสมัครเล่นที่คว้าเหรียญทองมาได้ทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 1996 ส่วนยกน้ำหนักที่คว้าเหรียญทองได้ 2 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่กีฬาโอลิมปิก 2004 ที่ประเทศกรีซ และกีฬาโอลิมปิก 2008 ที่ประเทศจีน 

        แต่ในกีฬาโอลิมปิก 2012 ที่จะเริ่มทำการชิงชัยระหว่างวันที่ 27 ก.ค.-12 ส.ค. นั้น กีฬาที่ดูจะเป็นความหวังของไทยมากที่สุดกลับกลายเป็นเทควันโด ซึ่งเมื่อปี 2004 "น้องวิว" เยาวภา บุรพลชัย คว้าเหรียญทองแดงกลับมาได้ จากนั้นปี 2008 "น้องสอง" บุตรี เผือดผ่อง คว้าเหรียญเงินมาได้         

        ซึ่งในครั้งนี้ "จอมเตะไทย" สามารถคว้าโควตาผ่านเข้าไปแข่งขันรอบสุดท้ายได้ 3 คน จาก "ไอร์" เป็นเอก การะเกตุ รุ่น 57 กก.ชาย, "เล็ก" ชนาธิป ซ้อนขำ รุ่น 59 กก.หญิง และ "จูน" รังสิยา นิสัยสม รุ่น 49 กก.หญิง ซึ่งแต่ละคนก็ทำผลงานได้โดดเด่น สามารถคว้าแชมป์ระดับนานาชาติมาได้แล้วทั้งนั้น จนทำให้ "บิ๊กเอ" พิมล ศรีวิกรม์ นายกสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย มั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมากว่า คราวนี้จะถึงทีที่ "จอมเตะไทย" สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองมาครองได้ ล่าสุด สมาคมเทควันโดได้ยกเลิกแผนที่จะส่งนักกีฬาทั้ง 3 คนไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่ฐานทัพเรือสัตหีบเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากส่งทีมงานไปตรวจสอบแล้วพบว่าสถานที่ฝึกซ้อม สถานที่พัก ไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่คิด จึงอาจจะส่งผลต่อสมาธิของนักกีฬา ดังนั้นจึงให้ "จอมเตะไทย" ทำการเก็บตัวฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกเทควันโดแห่งชาติต่อไป    

        พร้อมกับนักกีฬาทีมชาติคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เดินทางไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก รวมทั้งนักกีฬาเยาวชนกว่า 20 คน และให้ "โค้ชเช" เช ยอง ซอก หัวหน้าผู้ฝึกสอน นำเทปของคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น สเปน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, อิหร่าน และจีน มาวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละคน และหาทางทำแต้มเอาชนะให้ได้ ก่อนที่จะมุ่งไป "เมืองผู้ดี" ในวันที่ 28 ก.ค.
 



        โดยหากนักเทควันโดของไทยสามารถฟิตซ้อมร่างกายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายยังเชื่อมั่นว่าการบุก "ลอนดอนเกมส์" หนนี้นักกีฬาเทควันโดไทยจะต้องคว้าเหรียญทองมาให้คนไทยได้ชื่นใจกันอย่างแน่นอน

        ขณะที่ "นักตบลูกขนไก่ไทย" ก็เป็นอีก 1 ชนิดกีฬาที่เป็นความหวังของคนไทยทั้งชาติ หลังจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว "ซูเปอร์แมน" บุญศักดิ์ พลสนะ เกือบสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญได้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปี 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ได้เพียงแค่อันดับ 4 เท่านั้น          

        และในปีนี้ "นักแบดมินตันแดนสยาม" สามารถคว้าโควตาผ่านเข้าไปแข่งขันรอบสุดท้ายได้ 6 คน คือ บุญศักดิ์ พลสะ ในประเทศชายเดี่ยว มืออันดับ 21 ของโลก, "น้องเมย์" รัชนก อินทนนท์ ประเภทหญิงเดี่ยวมืออันดับ 10 ของโลก, "เต่า" สุดเขต ประภากมล /"ส้ม" สราลีย์ ทุ่งทองคำ ประเภทคู่ผสมมืออันดับ 6 ของโลก, "อาร์ท" บดินทร์ อิสระ /"เอ" มณีพงษ์ จงจิตร ประเภทชายคู่ มืออันดับ 18 ของโลก ซึ่งช่วงสุดท้ายก่อนที่ "นักตบลูกขนไก่" 6 คน จะออกเดินทางไปประเทศอังกฤษในวันที่ 24 ก.ค. ทุกคนได้ลงฝึกซ้อมกันอย่างหนัก โดยบุญศักดิ์ที่หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ และเพิ่งไปคว้าแชมป์ชายเดี่ยว "สิงคโปร์ โอเพ่น" มาครองได้ ได้เน้นเรื่องของพละกำลังที่ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อให้ตีกับคู่แข่งได้รอบ 3 เกม และการวิ่งขึ้นเล่นลูกหน้าเนต รวมทั้งการตบจากท้ายคอร์ตที่หนักหน่วง ส่วนรัชนกเน้นซ้อมเรื่องการเสิร์ฟลูก และการรับลูกเสิร์ฟของคู่แข่ง หากเปิดลูกได้ดีรับลูกได้ดีก็มีโอกาสทำแต้มได้มาก รวมทั้งเพิ่มเรื่องของพละกำลังให้แข็งแกร่ง เนื่องจากหลายรายการที่ต้องสู้กับคู่แข่งจนถึงเกมที่ 3  มักจะพลาดท่าพ่ายแพ้ เพราะไม่มีแรงและกำลังพอที่จะยืนสู้ให้ครบทั้ง 3 เกม แต่หลังจากที่เน้นเรื่องนี้ทุกอย่างก็ดีขึ้น     

        ขณะที่ สุดเขต กับ สราลีย์ ที่เพิ่งจะไปคว้าแชมป์คู่ผสม "อินโดนีเซีย โอเพ่น" เรื่องของฝีมือและประสบการณ์ถือว่าไม่เป็นรองใครเลย แค่ปรับเรื่องการเล่นหน้าเนตและการเล่นลูกฉาบฉวยให้รวดเร็ว จะตบหรือหยอดทำแต้มให้แม่นยำสำหรับ บดินทร์ กับ มณีพงษ์ ถือว่าเป็นคู่ดาวรุ่งที่มีจุดเด่นคือไม่กลัวใคร พร้อมจะสู้กับมือดังๆ เพื่อสร้างชื่อ แม้ประสบการณ์น้อยและกำลังขึ้นมาน่าจะสร้างสีสันในกีฬาโอลิมปิกได้มาก     

        ตอนนี้ทั้ง 6 คนก็รอเพียงแค่การจับสลากประกบคู่ในวันที่ 23 ก.ค. เท่านั้นว่าเส้นทางในรอบลึกๆ จะต้องเจอกับใคร แต่ไม่ว่าจะเจอกับคู่แข่งชาติไหน บอกได้คำเดียวว่า แบดมินตันไทยมีโอกาสคว้าเหรียญสูงและคงถึงเวลาแล้วที่จะสร้างประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ
Share :

Comment :