คอลัมน์ : คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน โดย.. บอ.บู๋

ตอนจบของ เลสเตอร์

20/04/2017 0:33:46 น.


     เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมามีศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ให้เลือกชมกัน 2 คู่


        เลสเตอร์ - แอต.มาดริด กับ เรอัล มาดริด - บาเยิร์น มิวนิค


        ถ้าเปรียบเป็นภาพยนตร์ เกมระหว่าง "ราชันชุดขาว" กับ "เสือใต้" น่าจะเป็นหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ที่มีอัตราความเมามัน 80,000 ตีนถีบ แถมคับคั่งด้วยดาราดังระดับซูเปอร์สตาร์ประหนึ่ง Fast 8 ที่กำลังโกยรายได้มหาศาลอยู่ในตอนนี้ ขณะที่เกมระหว่าง เลสเตอร์ กับ แอต.มาดริด น่าจะเป็นเพียงหนังแอคชั่นฟอร์มเล็กๆ เกรด.บี เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ที่ไม่รู้ว่าดูแล้วจะสนุกหรือเปล่า?


        แน่นอนว่าท่านผู้ชมทางบ้านส่วนใหญ่คงจะเลือกชมเกมระดับ "Fast 8" ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค มากกว่า ด้วยคาดเดาได้ไม่ยากว่ามันน่าจะอุดมด้วยความสนุกสนานและตื่นเต้นมากกว่าเกมอีกคู่ เพราะต่างฝ่ายคงต่างเดินหน้าเต็มสปีดเข้าบดขยี้พลางกระหน่ำใส่กันด้วยอาวุธหนักนานาชนิดให้ตายหงส์ตายห่านไปข้าง


        ส่วนอีกคู่เป็นฟุตบอลสไตล์คล้ายๆ กันคือเน้นเกมรับเหนียวแน่น ก่อนหาจังหวะจู่โจมแบบลอบฆ่า ดูแล้วโอกาสที่เกมจะออกมาน่าเบื่อมีสูงกว่าความเมามัน


        ตัดสินใจเลือกไม่ยากเลยนะครับว่าควรจะดูคู่ไหนมากกว่ากัน?


        แม้แต่แฟนบอลของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีจำนวนมหาศาลเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก่อนลดลงอย่างฮวบฮาบในฤดูกาลนี้ยังน่าจะเลือกดูเกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค เลยครับ


        แต่ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมกลับตัดสินเลือกดูหนังเกรด บี.เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ทั้งที่มีแนวโน้มว่าน่าจะไม่สนุกซะอย่างนั้น!


        เหตุผลง่ายๆ เลยครับ


        เพราะผมเป็นคนไทย


        ผมเป็นคนไทยที่รักทุกอย่างที่มีความเป็นไทย โดยไม่เว้นแม้แต่สโมสรฟุตบอลในประเทศอังกฤษ


        ในเมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ มีเจ้าของเป็นคนไทย และผมก็เป็นคนไทยทั้งดุ้น นั่นหมายความว่าพวกเขาคือทีมของคนไทยทั้งประเทศ แล้วถ้าผมไม่เชียร์ทีมของคนไทย แล้วจะให้ผมไปเชียร์ทีมของชาวเมียนม่าร์เหรอครับคุณ


        ที่สำคัญคือเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พลพรรคจิ้งจอกสยามได้สร้างความสุขให้คนไทยทั้งประเทศด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเทพนิยายทุกเรื่องในเมืองมนุษย์ มิหนำพวกเขายังเอาโทรฟี่อันทรงเกียรติมาให้คนไทยชื่นชมอีกต่างหาก


        นี่คือแง่งามของความเป็นไทยที่มีบริบทมากกว่าการเป็นสโมสรฟุตบอลเพียงสโมสรหนึ่ง


        ฉะนั้น & ฉะนี้


        ถ้าคุณเกิดเป็นคนไทย คุณก็ต้องเชียร์ทีมของคนไทยจริงไหมครับ และเมื่อ เลสเตอร์ ได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คนไทยอย่างผมจึงต้องขอเชียร์ทีมของคนไทยอย่าง เลสเตอร์ แบบสุดใจขาดดิ้น


        ถุยยยยยย!!!!!


        อันนี้กูตอแหลครับ 5555


        คือคอลัมนิสต์ลูกหนังผู้มีอาการทางจิตเล็กน้อยอย่างผมมีความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนไทยส่วนใหญ่ชอบอ่านอะไรที่มันตอแหลๆ แบบนี้นะครับ ผมเลยลองเขียนอะไรที่มันดูดัดจริตๆ ปนน้ำเน่าแบบนี้ออกมา เผื่อผู้อ่านจะปลื้ม โดยเฉพาะผู้อ่านประเภทหญิง (อิอิอิ) 


        ความจริงเหตุผลที่ผมเลือกดูคู่นี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่อยากจะรู้ว่าแชมป์พรีเมียร์ลีก ตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากเมืองหลวงแห่งลูกหนังที่เหลืออยู่ในเส้นทางสายนี้จะไปไกลได้แค่ไหน แล้วมันเหมือนคำทำนายของท่านเจ้าคุณหรือเปล่า?


        อย่าลืมนะครับว่า เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่มี "พลังงานบางอย่าง" คอยช่วยเหลืออยู่ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว


        ยกตัวอย่างในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาอยู่ในกลุ่มที่ทีมอื่นเห็นแล้วอาจตาร้อนผะผ่าวจนผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยการเป็นทีมอันดับหนึ่งของกลุ่ม ช่วยให้รอดพ้นจากการเจอทีมระดับยักษ์ใหญ่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย


        การเอาชนะแชมป์ ยูโรปา ลีก อย่าง เซบีญ่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็แสดงให้เห็นว่าพลพรรคจิ้งจอกสยามนั้นไม่ธรรมดา อย่างน้อนก็พิสูจน์ความสามารถตัวเองได้ในระดับหนึ่ง


        กระทั่งในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ถูกจับมาชนกับทีมตราหมีที่ขนาด เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค ยังขยาด ผมอยากจะรู้เหลือเกินว่าไอ้พลังงานบางอย่างจะช่วยให้ เลสเตอร์ ผ่านไปได้อีกหรือเปล่า 


        เพราะ แอต.มาดริด นี่แหละคือ "ของจริง" ที่สุดของพวกเขาในเส้นทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้


        แม้จะพุ่งชนความปราชัยในเกมแรก โดยไม่ได้อะไรที่เรียกว่า "อะเวย์โกล" กลับออกมาด้วย แต่ก็เป็นการพ่ายแพ้แค่ประตูเดียว โอกาสยังเปิดกว้าง และอะไรก็เกิดขึ้นได้


        ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมว่า เลสเตอร์ ยังมี "พลังงานบางอย่าง"


        เมื่อเทียบกันตำแหน่งต่อตำแหน่ง ผู้เล่นของ แอต.มาดริด มีศักยภาพสูงกว่า การผ่านบอลจากเท้าสู้เท้าค่อนข้างแม่นยำกว่า ความสามารถเฉพาะตัวก็สูงกว่า แถมลูกทีมของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ยังเล่นกันบนความรัดกุมอีกต่างหาก เกมรับเหนียวแน่นมาก ช่วยกันรุม ช่วยกันซ้อนจนแทบหาจังหวะทำประตูไม่ได้


        แบบนี้น่าอึดอัดครับ เพราะผู้มาเยือนไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ใช้ความเร็วระดับทะลุนรกได้ตามถนัด แถมยังชิงจังหวะทำลายตาข่ายได้ก่อน ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เลสเตอร์ ต้องยิงคืนถึง 3 ดอก โดยห้ามเสียประตูเพิ่ม


        เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มันก็จำเป็นต้องแก้ไข


        จุดนี้ เคร็ก เช็คสเปียร์ กุนซือคนใหม่ของ เลสเตอร์ ที่โดนค่อนขอดมาตลอดว่าไม่ต้องใช้สมองอะไรมากมาย แค่ทำทุกอย่างเหมือนกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยทำเอาไว้ก็พอสามารถทำได้ไฉไลเอามากๆ นะครับ


        คุณพี่เขาแก้เกมด้วยการปรับระบบใหม่จาก 4-4-2 มาเป็น 3-5-2 โดยถอดเซ็นเตอร์ฯ ออกไปหนึ่งคนแล้วขยับฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างอย่าง แดนนี่ ซิมพ์สัน กับ คริสเตียน ฟุค เข้ามาเป็นปราการหลังตัวกลางขนาบ เวส มอร์แกน แล้วส่งตัวสำรองดาวรุ่งอย่าง เบน ชิลล์เวลล์ ลงมาเล่นเป็นวิงแบ็คด้านซ้ายพลางโยก มาร์ค อัลไบรท์ตัน มาเป็นวิงแบ็คด้านขวา


        นอกจากนี้ยังขยับ รียาด มาห์เรซ มาเป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกตรงกลาง แล้วส่งศูนย์หน้ารูปร่างสูงยาวเข่าดีกว่าอย่าง เลโอนาร์โด้ อูยัวร์ ลงมาเป็นหัวหอกแทน ชินจิ โอกาซากิ ที่มีแต่ลูกขยัน


        หลังจากเปลี่ยนตัวและปรับระบบการเล่นแล้ว รูปเกมของ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ดีขึ้นแบบทันตาเห็นพลางบุกกดดันรองแชมป์เก่า ด้วยวิธีการเล่นแบบบ้านๆ จนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น 


        วิธีการเล่นแบบบ้านๆ ของทีมจิ้งจอกสยามคือการวิ่ง-สู้-ฟัด กัดไม่ปล่อย แล้วเน้นการโจมตีด้วยลูกกลางอากาศแทบทุกรูปแบบตามสไตล์อังกฤษโบราณนั่นแหละครับ


        ใครบางคนบอกว่าวิธีการเล่นแบบนี้มันไร้ซึ่งจินตนาการพอๆ กับปราศจากความสร้างสรรค์ 


        พุทโธ่...ก็ศักยภาพผู้เล่นของ เลสเตอร์ มันก็จำกัดอยู่แค่นี้นี่หว่า มึงจะให้พวกเขาเล่นแบบ บาร์เซโลน่า ได้อย่างไร


        ด้วยวิธีการเล่นแบบบ้านๆ นี่แหละช่วยให้เจ้าบ้านตีเสมอได้อย่างรวดเร็วในช่วงต้นครึ่งหลัง เพียงมันไม่เพียงพอที่จะเอาชนะเกมรับอันหนักแน่นและแข็งแกร่งปานภูผาของ แอต.มาดริด เท่านั้นเอง


        แล้วไอ้พลังงานบางอย่างที่ว่าล่ะ มันโผล่ออกมาช่วยเหลือพวกเขาหรือเปล่า?


        ขอบอกว่าเกมนี้ เลสเตอร์ สำแดงอะไรที่เรียกว่า "พลังงานบางอย่าง" ออกมาให้เห็นแล้วนะครับ นั่นก็คือการเล่นบนความทุ่มเท และสู้ตายโดยไม่เกรงศักดิ์ศรีที่เหนือกว่าของคู่แข่ง 


        มิซ้ำยังเป็น แอต.มาดริด นี่แหละที่แสดงอาการปอดแหกออกมาให้เห็น


        เลสเตอร์ ซิตี้ ถือว่ามาไกลกว่าที่คาดแล้วนะครับ แถมยังเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากเมืองหลวงลูกหนังที่ทะลวงมาถึงรอบนี้อีกต่างหาก


        นี่คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และบางทีมันอาจเป็นครั้งสุดท้าย เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ พวกเขาจะมีโอกาสกลับมาเล่นในรายการนี้อีก


        แค่ครั้งแรกและอาจเป็นครั้งเดียวยังทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้วครับ


        อันนี้ขอชื่นชมจากใจจริง มิได้ตอแหลแต่อย่างใด อิอิอิ

 

"บอ.บู๋"
Bbmeetyou@yahoo.com

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : บอ.บู๋

จำนวนเรื่อง : 468
All post : 5,177
All view : 4,674,364
คอลัมน์ คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263