คอลัมน์ : คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน โดย.. Jackie

แชมป์นัดไหน??? เชลซี

19/03/2017 22:43:24 น.


     เชลซีครอง ''จ่าฝูง'' ตั้งแต่ 5 พ.ย. จนถึงล่าสุดชนะสโตค ซิตี้ ดูแล้วถ้าจะหล่นจากจ่าฝูงพวกเขาต้องแพ้ติดต่อกัน 3 นัด...

 

        นั่นหมายความว่าพวกเขาจะยังคงครองจ่าฝูงต่อไปอีกจนถึงปลายเดือนเมษายนเป็นอย่างน้อย และในทางตรงกันข้ามทีมอย่างสเปอร์สและแมนฯซิตี้ต้องชนะรวดนับจากนี้จะหลุดแพ้กระทั่งเสมอยังไม่ได้เลยครับ


        แล้วถ้าแมนฯซิตี้แพ้ลิเวอร์พูลเมื่อคืนวันอาทิตย์...


        นั่นก็กาชื่อทิ้งไปได้หนึ่งทีมที่จะไล่เชลซีอย่างใกล้เคียง 


        เอาเป็นว่าแต้มที่นำ 13 หรืออาจจะเหลือ 10 หลังผ่าน 28 นัดในฤดูกาล และการแข่งขันเข้าถึงช่วงโค้งสุดท้ายเรียบร้อย 


        ทายกันว่าทีมไหนได้ที่ 2 หรือ เชลซี จะได้แชมป์นัดไหน....


        ง่ายกว่ามั้ยครับ


        ด้วยความเคารพสเปอร์สและแมนฯซิตี้ ชั่วโมงนี้ ณ จุดนี้ พวกเขาไม่น่าจะไล่ตามเชลซี ทัน ในทางปฏิบัติมันสื่ออกมาแบบนั้นในทางคณิตศาสตร์อีก 10 นัด 30 คะแนน เชลซีขอ 21 นับจากนี้ พวกเขาก็จะได้ 90 แต้ม 


        สเปอร์สกับแมนฯซิตี้ชนะรวดจากนี้ 33 คะแนนแต้มสูงสุดคือ 89 แต้ม  ดังนั้นความน่าจะเป็นสำหรับเชลซีในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี่จึงมีมากกว่าพลาดแชมป์  


        โอเคครับ...นั่นคือทฤษฏีเบื้องต้น แต่เอาเรื่องเชิงปฏิบัติในสนามฟุตบอล ผมเชื่อว่าเหตุผลนี้ทำให้เรามองไปทางเดียวกันว่าเชลซีมุ่งหน้าสู่การคว้าแชมป์?พรีเมียร์ลีก ยิ่งเล่น ยิ่งเวลาผ่านไป พวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรง


        นักข่าวฝรั่งบอก  look unstoppable หรือดูเหมือนยากแก่การหยุดเชลซี


        ควันหลงจากเกมล่าสุดยิ่งชัดเจน นี้คืออีกหนึ่งเกมที่เป็นเหตุผลสนับสนุนเรื่องการคว้าแชมป์ของเชลซี อย่างไม่มีทางเป็นอย่างอื่นๆ แม้สโตค ซิตี้ ของมาร์ค ฮิวจส์ พยายามทุกวิถีทาง ยกระดับเ้กมตัวเองขึ้นมา


        ทำให้เชลซี ไม่เหนือกว่ามากในเรื่องวิธีการเล่น ลดความเสี่ยงในการเสียประตูโดยเฉพาะเมื่อมี ไรอัน ชอว์ครอส กับ บรูโน มาร์ติน อินดี้ ยืนเข้าคู่กันในแผงหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เสียประตูมาสามในสี่เกมล่าสุด


        ดูแน่นขึ้น...


        อีกทั้งสถิติการมาเยือนเชลซีที่บ้านสโตคดูไม่ค่อยเป็นใจ ชนะ 2 จาก 7 เกมหลังสุดทุกรายการ บวกกับความมั่นใจกับเกมในบ้านที่ 8 นัดล่าสุดชนะ 4 เสมอ 4 ทำให้ทีมมาร์ค ฮิวจส์ มีโอกาสทำให้เชลซีหัวเสียได้


        ไม่ต้องชนะแค่ยันเสมอ แต้มหายไป 2 ก็ถือว่ามีผลบวกให้กับผู้ตามครับ


        จุดนี้แฟนเชลซีคงจำกันได้ย้อนหลังไปเมื่อปี 2012 พวกเขาบุกมาชนะสโตค ซิตี้ ในจังหวะที่สโตค ฟอร์มฮอตมากๆคือ 17 นัดในบ้านทุกรายการไม่แพ้ใครเลย เป็นตัวเลขที่สวยงามแต่สุดท้ายโดนเชลซี บุกมายัดเยียดความปราชัย 4-0


        ตัวเลขสโตค ในบ้านหยุดแค่นั้น...เที่ยวนี้ดันมาบังเอิญกันอีกครั้งหนึ่งครับ ไม่แพ้ใครในบ้าน 8 นัดติดต่อกันและผลงานในบ้านคือจุดแข๋งของสโตค ในฤดูกาลนี้ มันจึงได้สร้างความมั่นใจให้กับลูกทีม มาร์ค ฮิวจส์ ในการต่อกรกับเชลซี "ว่าที่แชมป์"


        ก่อนแข่งหนึ่งชั่วโมงข่าวไม่ดีจาก อันโตนีโอ คอนเต้ คือ เอแดน อาซาร์ หัวใจสำคัญในเกมรุกมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่ทราบว่าเกิดจากเกมเอฟเอ คัพ หรือไม่ เพราะเขาโดน ทั้ง ฟิล โจนส์ , เอร์เรรา มาร์กอส โรโฮ และบรรดาแนวรับแมนฯยูฯ ไล่เตะ


        ที่แน่ๆคือไม่มีชื่อบนม้านั่งสำรองด้วย


        คอนเต้ ต้องปรับแผนด่วนครับ....ปรับแผนที่สนามสโตค ซิตี้ ซึ่งจะว่าไปทีมของ คอนเต้ ใช้นักเตะ 21 คนสลับปรับเปลี่ยนหมุนเวียนลงสนาม แม้ว่ามี 11 คนแรก ขาประจำ แต่นักเตะหลายคนมีส่วนกับเกม จะเข้าๆออกๆ ช่วงไหนก็แล้วแต่


        รวมเกมล่าสุด...เขาเปลี่ยนตัวนักเตะ 3 คนครบทุกนัด


        มันมีนัยสำคัญอะไรกับการเปลี่ยนตัว...ครบ มันแสดงให้เห็นเชิงจิตวิทยาว่านักเตะทุกคนมีส่วนร่วมกับทีมอย่างน้อยนัดละ 14 คนแน่ๆ และหลายๆนัดการเปลี่ยนตัวนักเตะชุดสองลงมาก็สลับกันลงเล่น


        นั่นเท่ากับว่า...นักเตะได้คุ้นเคยกับระบบการเล่นของเขามาตั้งแต่นัดที่ 1 ของฤดูกาล 


        เชสก์ ฟาเบรกาส คือตัวสำรองเบอร์หนึ่งที่จะลงสนามมาเช่นเดียวกันกับ วิลเลียน เวลานี้ สองคนนี้สามารถเป็นตัวหลักได้ในยุค คอนเต้ เช่นเดียวกันกับ รูเบน ลอฟตัส ชีค, บาตชูอายี และช่วงหลังแนวรับมี คูร์ต ซูม่า ที่เริ่มฟิตเปรี๊ยะกลับมาเล่นได้แล้ว


        นี่คือหนึ่งในงานของ คอนเต้ ที่สร้างทีมสปิริตของเขากับนักเตะ 22-23 คนในทีม


        ดังนั้นนักเตะสำรองที่ลงมาในช่วงเวลา 20-30 นาทีของเกม มีประโยชน์และน่าจะเล่นได้ตามแผนการณ์ของเขา ผมว่าการเปลี่ยนตัวครบ 3 ตามโควต้า ไม่ใช่เรื่องทำไปงั้นๆ เปลี่ยนให้ครบๆ นักเตะจะได้ไม่น้อยใจ


        เปล่าเลย....มันมีเหตุผลเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ในทีมกับทั้งทีม ไม่ใช่แค่ 11 คนขาประจำ


        อย่าลืมนะครับว่านักเตะขาประจำ 11 คนแทบไม่เปลี่ยนตัวเลยใน 28 นัดนั้น เราเห็นกันอยู่แล้ว นั่นคือโครงสร้างของ คอนเต้ มีโครงไว้ อย่างน้อย 8-9 คน หรือจะยึดไว้ทั้ง11 แต่ตัวสำรองต้องลงมาแล้วใช้ประโยชน์ในทีมได้


        กูร์กตัวส์, อัสปิลิกวยต้า, เคฮิลล์, ลุยส์ วิงแบกสองข้าง โมเสส และ อลอนโซ กลางรับ กองเต้ กับ มาติช ข้างหน้าสามอาซาร์, เปโดร และ คอสต้า นี่คือชุดที่ลงตัวสุดของ คอนเต้ แต่ช่วงหลัง มาติช พัก เชสก์ ลงมา เช่นเดียวกันกับ วิลเลียน ที่สลับมาแทน เปโดร 


        เท่ากับเขามีทีมชุดแรก 13 คน ที่มีโอกาสลงสนามมากกว่าใคร ส่วนคนที่ลงมาช่วงหลังสัมผัสเกมเพื่อสปิริต เพื่อความเข้าใจในแทกติกของ คอนเต้ เมื่อถึงจุดหนึ่งต้องทำได้ เมื่อถึงจุดต้องเรียกใช้งานจากข้างสนาม


        ลงมาแล้วต้องทำได้ ไม่ใช่ลงมาแล้วเป็นอุปกรณ์สนาม กลายเป็นต่อให้คู่แข่งทันที


        โดยสรุปก่อนเกมนัดนี้เมื่อไม่มี อาซาร์ จึงไม่ใช่ปัญหาของ คอนเต้ อาจจะทำให้มาตรฐานเกมรุกดรอปลงกว่าเดิม แต่ไม่ใช่เป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช่แย่เลยเมื่อทีมขาด อาซาร์ ด้วยเพราะรูปแบบของเขาเอื้อต่อการไม่มีสตาร์ดังในทีม


        ทีมเล่นอย่างมีระบบ....สำคัญที่สุด 


        ดังนั้นเกมนี้...คอนเต้ จึงเดินเกมรุกด้วย วิลเลียน และ เปโดร โดยมี คอสต้า เป็นตัวป่วนแนวรับอันแข็งแกร่งของสโตค ซิตี้ 


        จะว่าไปเกมนั้นไม่ทันได้ตั้งหลักอะไรกันมากมายเชลซีก็ได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากฟรีคิกของ วิลเลียน ที่ยิงตกพื้นเข้าเสาแรก แบบ ลี แกรนต์ รับไม่ทัน บอลผลุบเข้าประตู นับว่าเป็นความผิดพลาดของ แกรนต์ ที่ง่ายๆไม่ ยากๆเซฟ


        จากนั้นเกมเริ่มทรงตัวตั้งหลัก สโตค ซิตี้ พยายาม และได้โอกาสจาก มาร์ติน อินดี โหม่งเข้าไป แต่ เบราอิโน ดันไปผลักผู้เล่นเชลซี ซะงั้น อดได้ประตูนี้เพราะผู้ช่วยผู้ตัดสินเห็น ช่วยในการตัดสิน


        แต่ก็นั่นแหละจังหวะต่อมาในครึ่งหลังการผลักผู้เล่นสโตค ของ เคฮิลล์ ในจังหวะที่ กูร์กตัวส์ คว้าบอลได้เหมือนไม่มีอะไร มันคือการฟาวล์แบบไม่ตั้งใจและไม่ใช่โอกาสที่สโตค ซิตี้ จะได้ประตู เลยทำให้เสียจุดโทษคืนไป


        วอลเตอร์ ยิงตีเสมอ 1-1 ทำให้โฉมหน้าของเกมเปลี่ยน ทีมคอนเต้ เจาะสโตค ซิตี้ ยากขึ้นกว่าเดิม และเกมออกเบียดเหมือนกันในหลายจังหวะ นั่นจึงทำให้ คอนเต้ ต้องปรับเปลี่ยนแทกติก เปลี่ยนนักเตะลงมา


        เปลี่ยน วิงแบก โมเสส ออก เพราะขึ้นบอลไม่ค่อยได้ครึ่งหลัง ส่ง ฟาเบรกาส ลงมาแล้ว ปรับมาเล่น 4-2-3-1 คือ อัสปิลิกวยต้า มายืนแบกขวา คู่เซนเตอร์ก็ ลุยส์ กับ เคฮิลล์ แบกซ้าย อลอนโซ กลางรับ มาติช กับ กองเต่ เหมือนเดิม แต่ เชสก์ ขึ้นไปทำเกมรุกกับ วิลเลียน และเปโดร โดย คอสต้า ค่ำข้างหน้า


        จากนั้นเปลี่ยน เอา รูเบน ลอฟตัส ชีค ลงมาแทน มาติช เพราะต้องการ ความสดในแดนหน้า ถอน เชสก์ มาต่ำ เล่นกับกองเต้ เหมือนมีตัวทำเกมรุกเพิ่ม 2 คนในสนาม การเปลียนคนที่สอง ทำให้ ลอฟตัส ชีค ไล่บอล เพรสซิง แดนหน้าจน ปีเตอร์ ส่งบอลคืนหลังพลาด บอลออกหลัง เชลซี ได้เตะมุม


        จุดนั้นเองพวกเขาได้ประตูชัยนาทีที่ 87 จากจังหวะเตะมุม ที่ ปีเตอร์ส เคลียร์บอลมาเข้าทาง เคฮิลล์ ที่ซัดเต็มแรง 2-1 เป็นปรีะตูที่สี่ในซีซั่นนี้และเป็นประตูที่สองในการยิงสโตค ซิตี้อีกต่างหาก 


        ถึงจุดนั้นก็ยากแล้วสำหรับสโตค ซิตี้ ที่จะตีเสมอ และโควต้าคนสุดท้ายของ คอนเต้ คือ ซูมา เป็นกองหลัง ทั้งเปลี่ยนเพื่อใช้เวลาและเปลี่ยนเพื่อเกมรับในช่วงสุดท้าย ก็ครบโควต้าสามคนของเขา


        ชนะสโตค ซิตี้ นัดนี้....สำคัญ เมื่อเหลืออีก 10 นัดมีอีก 30 คะแนน 


        อย่างที่ คอนเต้ ให้สัมภาษณ์หลังเกมขอ 21 แต้มพวกเขาก็แชมป์ และจากการนำ 10-13 แต้ม ทำให้พวกเขาผิดพลาดได้ 9 คะแนนเป็นอย่างมาก และเมื่อดูโปรแกรมที่เหลือ 10 นัดนะครับ จะมีนัดไหนบ้างที่พวกเขาแพ้ได้


        มีสามนัดที่พวกเขาจะต้องเจอทีมใหญ่ในกลุ่มเดียวกันและมีสิทธิ์แพ้ได้ครับ


        นั่นคือช่วงเดือนเมษายนทั้งสามเกมเลย หลังจากเปิดต้นเดือนกับ พาเลส พวกเขารับมือ แมนฯซิตี้ คั่นด้วยบอร์นมัธ พวกเขาจะบุกเยือน แมนฯยูไนเต็ด และสิ้นเดือนเมษายนเยือนเอฟเวอร์ตัน ที่ถึงตรงนั้นยังร้อนแรงต่อเนื่องมั้ย แต่เชื่อเถอะว่าไปเยือนบ้านทอฟฟี สถิติบอกไม่มีง่าย


        เจอแมนฯซิตี้, แมนฯยูฯ และ เอฟเวอร์ตัน ในความเป็นไปได้แพ้ 3 นัดนี้ได้ครับ


        ประเด็นคือว่า...เชลซี ปีนี้แพ้เฉพาะทีมใหญ่ คือแพ้อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และ สเปอร์ส ส่วนทีมตั้งแต่อันดับ 8 ลงไปพวกเขาเก็บคะแนนได้มากนี่ก็ชนะ 22 ใน 28 นัดที่ลงสนาม โดยสัดส่วนพวกเขาชนะทีมอันดับต่ำกว่าทอปซิกส์ แน่ๆ แทบไม่มีหลุดเลย


        10 นัดที่เหลือเจอทีมกลุ่มนำแบบงานยากๆแค่ 3นัด อีก 7 เจองานที่พวกเขาคุ้นเคยคือไล่อัดทีมที่ชอบเล่นเกมรับ ทีมที่เล่นแบบใช้ร่างกายปะทะเหมือน สโตค ซิตี้ ล่าสุด พวกเขาเอาตัวรอดกับทีมเหล่านี้ได้ไม่ยาก


        พลิกสถานะการณ์ชนะเก็บแต้มได้


        ถ้าหลุด 3 หรือ 4 นัดทีมใหญ่ แต่เก็บแต้มทีมเล็กแบบนี้ โอกาสของพวกเขาในการมุ่งหน้าเข้าหาแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 5 หรือแชมป์ลีกสูงสุดสมัย 6 มีความเป็นจริงมากขึ้นในทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป


        ถ้ามองถึงความเก๋าเกมของ คอนเต้ ในการเป็นผจก.ทีมฟุตบอล เขาผ่านการคว้าแชมป์ ผ่านความล้มเหลวของทีมที่ทำแต้มนำ 10-11 แต้ม สมัยเป็นนักเตะแล้วไม่ได้แชมป์ ตกม้าตายช่วงโค้งสุดท้าย


        ผมเชื่อว่า...คอนเต้ มีวิธีการรับมือกับความกดดัน ด้วยช่องว่างที่ห่างเป็นต้นทุน ด้วยประสบการณ์ของเขาในการวางแผนแบบนัดต่อนัด เน้นผลแข่งขันเพื่อเป็นใจกับทีมของตัวเอง ตรงนี้มันพลาดยาก


        อย่างสามสี่แมตช์ที่เจอทีมในกลุ่มเดียวกัน...ไม่ต้องบู๊ ไม่ต้องลุยแหลกเพื่อหวังชนะ เล่นตามเกม แค่เสมอพวกเขาก็ตัดแต้มทีมเหล่านี้ออกไปทั้ง แมนฯซิตี้ และ สเปอร์ส รวมทั้งเกมใหญ่กับแมนฯยูไนเต็ดด้วย


        เสมอก็พอ...ท่องไว้


        แล้วไปไล่ตบทีมเล็ก


        นั่นคือทฤษฏีครับ...แต่ปฏิบัตินักเตะเชลซีชุดนี้ มีทั้งทีมเวิร์ค รูปแบบ วินัย สปิริต บวกกับความมั่นใจในทีมและตัวโค้ช


        ตรงนี้สำคัญกว่าแผนการเล่นซะอีก 


        ถามว่าแชมป์นัดไหน...มันคงตอบยาก มันเป็นเพียงสถานะการณ์ที่เรามองกันว่าพวกเขานั้นแชมป์แน่ๆ จะตัดสินกันสัปดาห์ไหนเท่านั้น คงไม่น่ามีเหตุการณ์ลอคถล่มทลาย แบบปาฏิหารย์ แบบว่า สเปอร์ส หรือแมนฯซิตี้ พรวดแซงเข้าป้ายคว้าแชมป์


        ถ้าคิดเรื่องปาฏิหารย์แบบนั้น เราคิดถึงความเป็นจริง ความเป็นไปได้ในมุมที่ว่า....


        เชลซี จะคว้าแชมป์นัดไหน....แบบนี้ง่ายกว่าครับ


Jackie

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment

อดิสรณ์ พึ่งยา
นามปากกา : Jackie

จำนวนเรื่อง : 980
All post : 6,718
All view : 4,385,325
คอลัมน์ คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263