คอลัมน์ : คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน โดย.. บอ.บู๋

เรื่องยังไม่จบง่ายๆ

06/01/2017 3:03:17 น.


     ซีรีส์ ''เร็ว-แรง ทะลุนรก'' กะซวกทุกอย่างที่ขวางหน้าของ เชลซี สิ้นสุดซีซั่นแรกที่ 13 ตอนนะครับ


        พลพรรค "สิงห์บลูส์" เกือบจะสถาปนาตัวเองเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่พุ่งเข้าชนชัยชนะ 14 นัดติดต่อกันในฤดูกาลเดียว หากไม่ต้องบุกไปเยือน ไวท์ ฮาร์ท เลน เสียก่อน


        บันทึกว่าก่อนหน้านี้มีหลายทีมที่ชนะติดต่อกันมากกว่า 10 นัดในฤดูกาลเดียว


        เจ้าของสถิติเดิมคือ อาร์เซน่อล


        ทีมสีหนาถปืนใหญ่ทำสถิติชนะ 13 นัดติดต่อกันใน 13 นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2001-02 ที่ปาดหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด พุ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งแบบหยุดไม่อยู่


        เจ้าพ่อพรีเมียร์ลีกอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เคยทำสถิติชนะ 11 นัดติดต่อกันเอาไว้ในฤดูกาล 1999-2000 ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็ทำได้ 11 นัดเช่นกันในฤดูกาล 2013-14


        ส่วน เชลซี เองก็เคยทำได้ในยุคแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ โดยพวกเขาชนะ 10 นัดติดต่อกันในฤดูกาล 2005-06


        สังเกตได้ว่าสถิติชนะติดต่อกันของแต่ละทีมจะหยุดประมาณนี้แหละ คือหลังจากผ่านเกมที่ 10 แล้วมักจะไปต่อได้อีก 1 นัด 2 นัด หรือ 3 นัดเป็นอย่างมาก


        แถวบ้านเรียก "ถึงเวลา"


        จุดที่น่าสังเกตอีกอย่าง คือทีมใดก็ตามที่ชนะติดต่อกันในฤดูกาลเดียวทะลุ 10 เกม ทีมนั้นมักจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ


        ยกเว้นทีมเดียวคือ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2013-14 ซึ่งพวกเขาก็เป็นทีมเดียวอีกเช่นกันในรอบ 7 ปีล่าสุดที่อุตส่าห์นำเป็นจ่าฝูงในช่วงคริสต์มาสแล้วไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในตอนจบ


        บางที "พระเจ้า" ก็ไม่ค่อยยุติธรรมกับ "หงส์แดง" สักเท่าไหร่


        หรือไม่ก็คงมี "อคติ" อะไรบางอย่างกับพวกเขา


        อืมมมมมมม...หรือ...หรือ...หรือ...หรือท่านคงอยากให้โลกของเราเกิดความสงบสุข อันนี้ก็ไม่รู้สินะ อิอิอิ


        ที่แน่ๆ คือโอกาสในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ยังคงเปิดกว้างสำหรับทีมที่สมัครเข้าร่วมชิงชัย


        ลองคิดดูนะครับว่าถ้าลูกทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ บุกไปยัดเยียดความปราชัยให้คลับไก่ถึงถิ่นแล้วจะเป็นเช่นไร


        อันดับแรก เชลซี จะทิ้งห่างทีมรองจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล ถึง 8 แต้ม


        สเปอร์ส จะโดนทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นถึง 13 แต้ม


        แมนฯ ซิตี้ กับ อาร์เซน่อล จะถูกหนีออกไปเป็น 10 แต้ม และ 11 แต้ม


        ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังจะตามหลังจ่าฝูงอยู่ถึง 13 แต้มเท่าเดิม


        กลับกันเมื่อ สเปอร์ส สามารถหยุดความเร็ว-แรง ทะลุนรกของ เชลซี ได้สำเร็จ


        แต้มมันพลิกผันแบบไป-กลับเลยนะครับ-ขอบอก


        ตอนนี้ "รองจ่าฝูง" อย่าง "หงส์แดง" ตามอยู่แค่ 5 แต้ม ซึ่งถือว่าไม่มากจนเกินไปนัก - คลับไก่ทะยานขึ้นอันดับ 3 ของตาราง โดยตามอยู่ 7 แต้ม เช่นเดียวกับ แมนฯ ซิตี้


        อาร์เซน่อล ตามอยู่ 8 แต้ม ขณะที่ทีมอันดับ 6 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ไล่มาเหลือ 10 แต้ม


        10 แต้มที่พลพรรคปีศาจแดงห่างจากจ่าฝูง สำหรับผมมองว่ายังห่างกันมากเกินไปกว่าจะทะลึ่งคิดเรื่องลุ้นแชมป์


        แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เสนอหน้ามาลุ้นแชมป์นี่แหละครับอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้


        คิดง่ายๆ โปรแกรมพรีเมียร์ลีกนัดถัดไปที่จะมีศึกแดงเดือดในโรงละครแห่งความฝัน


        ถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะ ลิเวอร์พูล ขณะที่ เชลซี บุกไปกำราบ เลสเตอร์ ความห่างจะถูกถ่างออกไปเป็น 8 แต้มทันที


        กลับกันหากลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ บุกมาปักธงชัยที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้สำเร็จ ขณะเดียวกับที่ เชลซี ไม่ชนะแชมป์เก่าที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ความห่างจะย่นเข้ามาเหลือแค่ 2 หรือ 3 แต้มเลยทีเดียว


        เท่านั้นไม่พอ


        การศึกระดับอภิพญามหายุทธ์ ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เชลซี ก็กำลังจะอุบัติขึ้นในเร็วๆ นี้ - วันอังคารที่ 31 มกราคม 2017


        เพราะฉะนั้นทุกนัดต่อไปนี้ช่างอุดมด้วยความหมาย


        ย้อนกลับไปที่ความปราชัยของ เชลซี เมื่อคืนวันพุธอีกครั้ง


        จัดเป็นอีกนัดในฤดูกาลนี้ที่นักเตะสายพันธุ์ระกาโชว์ฟอร์มได้สะเด่าเข้าไส้ถึงใจไปเลยคุณพี่จนสมควรเป็นผู้ชนะแบบเป็นเอกฉันท์


        คนแรกที่ต้องยกความดีความชอบให้คือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือหนุ่มเดือยทองของทีมตราไก่ที่วางแผนถลกหนังหัวสิงโตน้ำเงินได้อย่างยอดเยี่ยมมาก


        เฉพาะอย่างยิ่งหมากหนามยอกเอาหนามบ่ง


        เมื่อ เชลซี มาในระบบ 3-4-3 ที่กำลังสมดุล ผู้จัดการทีมที่ชมรมคนรักน้องไก่เรียกสั้นๆ ว่า "พอช" ก็ติดตั้งระบบ 3-4-3 ให้ลูกทีมเป็นกรณีพิเศษบ้าง


        เรียกว่าพลิงแพลงไปตามสถานการณ์


        เชลซี มี "วิง-แบ็ก" ทั้ง 2 ข้างที่เติมเกมรุกได้ดุดันอย่าง มาร์กอส อลอนโซ่ กับ วิคเตอร์ โมเสส


        เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ แก้ลำด้วยการเอา "วิง-แบ็ค" ที่เติมเกมรุกได้ดุดันกว่าอย่าง แดนนี่ โรส กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ ไปกดเอาไว้จนอยู่หมัด


        มิซ้ำยังส่งดาวเตะประเภทโคถึกคึกพิโรธอย่าง วิคเตอร์ วานยาม่า กับ มูซ่า เดมเบเล่ ไปอัดกับ เนมานย่า มาติช กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ในแดนกลางอีกต่างหาก


        นี่คือ 2 จุดสำคัญในการขับเคลื่อนเกม ซึ่งผลปรากฏว่า สเปอร์ส เป็นฝ่ายชนะทั้ง 2 จุดจนทีมจ่าฝูงที่ชนะมา 13 นัดติดต่อกันทำอะไรไม่ได้เลย


        ทันใด เดเล่ อัลลี่ ก็โผล่ขึ้นมาเป็นตัวทีเด็ด!


        จุดเด่นของดาวรุ่งพุ่งกระฉูดผู้นี้คือจังหวะสอดขึ้นมาทำประตูนี่แหละ


        เท่าที่ติดตามดูฟอร์มการเล่นของ เดเล่ อัลลี มาตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว ผมพบว่าเขาไม่ใช่ผู้เล่นประเภท "เพลย์เมกเกอร์" ไม่ถึงกับคล่องแคล่วและเลี้ยงกินตัวคู่แข่งเก่งอะไร - จังหวะเปิดบอลหรือจ่ายบอลก็ไม่ได้เตะตามากนัก แต่มักจะพาตัวเองไปอยู่ถูกที่และถูกเวลาเสมอ ก่อนจะหาจังหวะทำลายตาข่ายได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งการทำประตูนี่แหละ คือเป้าหมายสูงสุดของเกมลูกหนัง


        เกมล่าสุดก็เช่นกันครับ ที่อยู่ดีๆ พี่แกก็โผล่ออกมาโขก 2 ประตูให้ สเปอร์ส ในลักษณะเดิมๆ ซะอย่างนั้น!


        นับตั้งแต่พลาดท่าพ่ายแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด - คลับไก่ก็พลิกสถานการณ์กลับมากะซวกชัยชนะได้ถึง 5 นัดติดต่อกัน และที่สำคัญคือยิงกระจาย


        พวกเขาถล่ม ฮัลล์ 3-0 ก่อนจะเฉือน เบิร์นลี่ย์ ที่เจตนามาอุดประตู ด้วยสกอร์ 2-1 หลังจากนั้นก็บุกไปถล่ม เซาธ์แฮมป์ตัน กับ วัตฟอร์ด ด้วยสกอร์เดียวกันคือ 4-1 ตามมาด้วยการหยุดความแรงของ เชลซี


        5 นัดล่าสุดทำได้ 15 ประตู เฉลี่ยเกมละ 3 ประตู แสดงให้เห็นถึงเกมรุกที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ขณะที่เกมรับเสียน้อยที่สุดแค่ 14 ประตูเท่านั้น


        ฤดูกาลนี้ สเปอร์ส เพิ่งจะเสียหลักพุ่งชนความปราชัยเพียงแค่ 2 นัด คือแพ้ เชลซี 2-1 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และแพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งความพ่ายแพ้ทั้ง 2 นัด ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดอะไร ถือว่าแพ้ตามเชิงซะมากกว่า


        ปัญหาที่ทำให้พวกเขาตามหลังจ่าฝูงถึง 7 แต้ม ก็คือปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นตอนตัวเองเบียดแย่งแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว คือยังไม่นิ่งพอจนทำแต้มหล่นหายในหลายเกมที่ต้องชนะเท่านั้น


        เกมต่อไปของ สเปอร์ส ในพรีเมียร์ลีก คือการเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ เวสต์บรอมวิช ก่อนจะบุกไปฆ่ากันเองกับ แมนฯ ซิตี้ ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม


        อย่างที่เรียนเอาไว้นั่นแหละครับว่า นับตั้งแต่ เชลซี พ่ายแพ้เหมือนถูกด่านสกัดเอาไว้ไม่ให้ควบตะบึงไปข้างหน้าด้วยความเร็วมากเกินไป - ความเข้มข้นและความเมามันของพรีเมียร์ลีกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง


        ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า ฤดูกาลนี้คนเขียนบทให้พรีเมียร์ลีกวาง "ดราม่า" ซ่อนเอาไว้เป็นระยะ


        เรื่องจึงยังไม่น่าจะจบเพียงแค่วางให้ เชลซี นำเป็นจ่าฝูงแล้วพุ่งเข้าเส้นชัยแบบม้วนเดียว


        แบบนั้นมันจบง่ายไปหน่อยครับ


บอ.บู๋
Bbmeetyou@yahoo.com

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : บอ.บู๋

จำนวนเรื่อง : 435
All post : 5,177
All view : 3,758,434
คอลัมน์ คอลัมนิสต์เขียนให้คุณอ่าน
ฤดูกาลคืนกำไร
ต.โต้ง
ฤดูกาลคืนกำไร

View : 465 Post : 0
เจ๊ไม่ซื้อ
ซันเดย์
เจ๊ไม่ซื้อ

View : 3 Post : 0
ปัญหาผู้ตัดสิน
ไก่ป่า
ปัญหาผู้ตัดสิน

View : 7,547 Post : 0
ผิดแผน!
มอนตี้
ผิดแผน!

View : 10,092 Post : 0

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263