คอลัมน์ : แจ๊คกี้เขียนถึงลูกหนังไทย โดย.. Jackie

ไม่มีใครชนะตลอดไป

27/09/2013 8:31:30 น.

วันนี้มีสองประเด็นมาคุยกันครับ ประเด็นแรกควันหลงจากศึกมูลนิธิไทยคมเอฟเอ คัพ และประเด็นที่สองเรื่องทีมชาติไทยทั้งสองชุด




        ฟุตบอลถ้วยน็อกเอาต์ของไทยได้คู่ชิงชนะเลิศเป็น บางกอกกล๊าส เอฟซี กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และหนึ่งในโควตาเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ผ่านมาทางแชมป์บอลถ้วยนั้นดูเหมือนว่าสิทธิ์นี้อาจพอมองเห็นรางๆ แล้วว่าเป็นทีมไหน ถ้าเราดูจากผลงานที่เกิดขึ้นในซีซั่นนี้




        ผมเองได้มีโอกาสนั่งชมเกมรอบรองชนะเลิศระหว่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งแม้ว่าจะมีเพียงประตูเดียวเกิดขึ้นในเกมแต่ความสนุก ความมันไม่ต่างจากเกมที่ บีจี ถล่ม อินทรีเพื่อนตำรวจ 5-2 แน่นอนครับว่าสกอร์ที่เกิดขึ้นทำให้ภาพของเกมดูสนุก เพราะยิงกันเยอะ แต่หลายเกมนั้นพบว่าบางที 0-0 ก็สนุก และตื่นเต้นจากรูปเกมที่บุกเข้าหากัน สร้างโอกาสยิงประตูตลอดเวลา




        เหมือนคู่ "กิเลน" กับ "ปราสาทสายฟ้า" ที่มี 1-0 แต่จังหวะได้ประตูทั้งสองทีมนั้นมีเพียบครับ จะว่าไปเกมนัดนี้ถูกมองว่าเป็นเกมอาถรรพ์ของเหล่าสาวกกิเลนผยองที่ยังไม่เคยเอาชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้เลยนับจากบุรีรัมย์ซื้อทีมมาจากการไฟฟ้า ทั้งในบ้าน, นอกบ้านและสนามเป็นกลาง นี่จึงเป็นเหมือนเสี้ยนที่ตำอยู่ในอก บ่งเท่าไหร่ก็ยังเอามันไม่ออกซะที




        พอมาถึงเกมนี้จัดว่านี่คือโอกาสสำคัญที่นอกจากจะล้างตา ล้างอาถรรพ์แล้วยังมีเป็นหนึ่งช่องทางที่เพิ่มขึ้นในการไปเตะฟุตบอลสโมสรเอเชียของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ถ้าหากหลุดเข้าไปชิงแล้วมีโอกาสได้แชมป์ เช่นเดียวกันกับช่องทางที่ลุ้นแชมป์ไทยลีกกับบุรีรัมย์




        คือเส้นทางแชมป์เอฟเอ คัพ นั้นมันใกล้กว่า เพราะเล่นแค่สองนัดรวมรอบรองชนะเลิศด้วย แต่เส้นทางไทยลีกนอกจากช่องว่างที่ห่าง 5 แต้ม แล้วยังเหลืออีกหลายนัดกว่าจะถึงตรงนั้นและนอกจากจะพึ่งตัวเองแล้วยังต้องลุ้นคู่แข่งให้พลาด นี่คือความยากที่มีมากกว่า ดังนั้นลุ้นเส้นทางเอฟเอ คัพ เป็นโอกาสที่ดีของทีมด้วย




        อย่างไรก็ตาม...จากผลแข่งขันที่ออกมากลายเป็นว่าบทสรุปมันเหมือนเดิมคือ "กิเลนผยอง" ไม่สามารถล้างอาถรรพ์ร้ายที่ต้องพบกับบุรีรัมย์และยังไม่ชนะต่อไป เรียกว่าเพิ่มสถิติให้มันกลายเป็นทีมที่แพ้ทางกันไปแล้ว




        ในมุมของกีฬา..แพ้เกมนี้..ในเกมต่อไปที่จะต้องเจอกันมันก็เป็นเรื่องท้าทายที่จะต้องกลับมาชนะให้ได้ เชื่อเถอะครับว่าในโลกของฟุตบอลนั้นไม่มีใครชนะตลอดไปและไม่มีใครแพ้ตลอดไป เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า มันเป็นเรื่องสัจธรรม เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง




        ถ้าวัดกันถึงรูปเกม กิเลนผยองก็มีโอกาสได้รับชัยชนะด้วยเหมือนกันจากโอกาสที่สร้างขึ้นมา แต่เป็นเพราะความเด็ดขาดเมื่อถึงจังหวะต้องยิงประตูนั้นทำไม่ได้ พอทำไม่ได้แล้วมันก็คือการหยิบยื่นโอกาสนั้นให้ "ปราสาทสายฟ้า" และทีม "จ่าฝูง" ก็ไม่พลาดเมื่อมีโอกาส




        โดยเฉพาะทีเด็ดที่ พวกเขามีคือเซตพีซเตะมุมและฟรีคิกหวังผลได้เสมอไม่ว่าจะมาจากเท้าของ จิรวัฒน์ มัครมย์ และ ธีราทร บุญมาทัน ผมดูบุรีรัมย์เล่นบอลทั้งบรรยายในแชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยและในไทยลีกด้วย ข้อต้องห้ามในการเล่นกับบุรีรัมย์ คือ อย่าเสียฟรีคิกในพื้นที่ใกล้ๆ กรอบเขตโทษหรือถ้าจำเป็นจริงๆ การป้องกันต้องรัดกุม และเอาให้อยู่ สุดท้ายลูกฟรีคิกนำบุรีรัมย์มาได้ประตูจนได้ และมันเป็นความผิดพลาดในการจัดเกมรับป้องกันของแนวรับกิเลนผยอง




        จากนั้นความพยายามในการบุกเพื่อตีเสมอก็เกือบเป็นผลหลายครั้ง แต่จวนเจียนไปมา..ส่วนจังหวะที่บุรีรัมย์ ได้เพิ่มประตูที่ 2 นั้นมันเป็นไปตามเกม เพราะเอสซีจี เมืองทองต้องบุกล่ะครับ พอบุกมันก็ต้องเปิดพื้นที่เป็นธรรมชาติการโดนสวนกลับ แต่ละลูกลุ้นเสียประตูตลอด มันไม่มีทางเลือกเป็นแบบอื่นๆ ชัยชนะของบุรีรัมย์ทำให้พวกเขาลุ้น 3 แชมป์อีกครั้งหนึ่ง ดูแล้วก็มีโอกาสพอๆกันทั้งสามรายการ ถ้าหากไม่หมดพลังไปซะก่อน




        ส่วนเรื่องบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่ประกาศตัวนักเตะลุยศึกเอเชียน คัพ คัดเลือก 2015 นัดเยือนอิหร่านวันที่ 15 ต.ค. นี้ มีกระแสวิจารณ์ว่ารายชื่อชุดนี้ไม่มีนักเตะชุดซีเกมส์อย่าง ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์,ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และอีกหลายคนที่พร้อมก้าวมาเล่นทีมชาติชุดใหญ่ทั้งที่คุณ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กับ คุณสุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ก็เล่นฟุตบอลร่วมความสำเร็จมาด้วยกัน ขอกันไม่ได้หรอกหรือ




        ข้อนี้ในมุมมองของคนทำงานนะครับ...ทุกคนล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายใหญ่เพื่อความสำเร็จของทีมชาติไทยไม่ว่าจะชุดซีเกมส์หรือชุดใหญ่ที่เตะบอลชิงแชมป์ระดับทวีป ซึ่งสถานการณ์ของเราย่ำแย่ไม่มีแต้มในสองเกมแรกและหากแพ้อิหร่านนัดนี้คงต้องบอกว่าเส้นทางที่เหลือแทบจะแข่งให้ครบโปรแกรมเท่านั้น




        ผมเชื่อว่าโค้ชสองคนนี้คงคุยกันแล้วว่าจะจัดการอย่างไรดีกับการเตรียมทีม ดังนั้นการประกาศรายชื่อออกมาน่าจะเป็นบทสรุปของการทำงานว่าจะเป็นไปแบบไหน




        ผมมองแบบนี้ครับ..เราคงต้องเลิกใช้ระบบการใช้นักเตะทับซ้อนกันในสองชุด แยกกันไปเลยเพราะอย่างทีมซีเกมส์นั้นอีกไม่นานก็ต้องเล่นทีมชาติชุดใหญ่อยู่แล้ว เหมือนบอลระบบสากลที่สร้างเด็กแต่ละชุดขึ้นมาเพื่อป้อนให้ชุดใหญ่ในท้ายที่สุด มันเป็นรูปแบบนี้ ถ้าทีมซีเกมส์เน้นเตรียมทีมเพื่อเด็กชุดนี้ลุยเมียนมาร์ มันก็โอเคตามนั้น เพราะเหรียญทองบอลไทยก็สำคัญมันคือการเรียกศรัทธาทีมชาติกลับมาด้วย




        อีกปัญหาหนึ่งที่ต้องระวังคือว่า ถ้านำนักเตะชุดซีเกมส์มาใช้งานแล้วเกิดพลาดพลั้งเจ็บขึ้นมา..นี่แหละปัญหาใหญ่ กลายเป็นเสียสองเด้งเลย ในเมื่อเวลานี้เรามีลีกไทยมา 4-5 ปี แล้วเริ่มสร้างตัวเลือกได้มากขึ้น การแยกชุดแบบนี้มันก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทั้งสองฝ่ายและดีที่สุดของทีมชาติไทย




        อีกทั้งทีมชุดใหญ่เราก็มีตัวเลือกจากไทยพรีเมียร์ลีกมากมายหลายคนที่พร้อมเล่นให้ทีมชาติไทย รายชื่อที่ประกาศออกมาก็ล้วนแล้วแต่เคยผ่านทีมชาติมาทั้งสิ้น



        ดังนั้นทั้งสองชุดแยกกันทำงานตามขั้นตอนและกลไกของมันแบบนี้น่าจะโอเค...อย่าไปวิจารณ์ว่า โค้ชเลือกนักเตะที่ตัวเองสนิทหรือรู้จักทำไมไม่เลือกชุดซีเกมส์ที่เด่นๆ มาหลายแถมยังได้ประสบการณ์ ผมเชื่อว่าโค้ชสองคนเขาคงคุยกันแล้ว ปรึกษากันแล้วจะทำอะไรเพื่อประโยชน์สูงสุดและแนวทางที่เกิดขึ้นมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆนะครับ..อย่าไปคิดเยอะคิดมากกันเกินพอดีนะครับ



                                                                          แจ๊คกี้
        

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment

อดิสรณ์ พึ่งยา
นามปากกา : Jackie

จำนวนเรื่อง : 344
All post : 6,718
All view : 5,500,468
คอลัมน์ แจ๊คกี้เขียนถึงลูกหนังไทย

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263