คอลัมน์ : สปอร์ตเวิลด์ โดย.. -
จูนินโญ่
27/03/2013 12:58:12 น.

จากจอมทัพสู่ผู้บริหาร



        ในวัย 40 ปี จูนินโญ่ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลของทีมสิงห์แดง มิดเดิ้ลสโบรช์ ได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางสายใหม่ให้กับตัวเอง ในฐานะผู้บริหารของทีมเล็กๆ ในบ้านเกิด พร้อมกับยังควบตำแหน่งผู้เล่นไปด้วยในตัว
 

        หลังจากที่สร้างชื่อโด่งดังกับมิดเดิ้ลสโบรช์ในอังกฤษ รวมไปถึงเซา เปาโลในบ้านเกิด และยังเคยผ่านการค้าแข้งในลีกต่างๆ มาถึง 5 ชาติ ทำให้จูนินโญ่เลือกที่จะนำประสบการณ์อันโชกโชนของเขา มาสร้างประโยชน์ให้กับทีมในบ้านเกิดอย่างอิตัวโน่
 

        อดีตมิดฟิลด์จอมเทคนิค เข้ามารับงานในฐานะของบอร์ดบริหาร พ่วงด้วยตำแหน่งนักเตะของอิตัวโน่ตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งในครั้งนี้เจ้าตัวจะมาเปิดเผยบทบาทใหม่ของเขาให้เราได้ฟัง รวมไปถึงทัศนะเกี่ยวกับความเป็นไปของวงการฟุตบอล รวมทั้งความหวังของบราซิลในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2014



        คุณมีความคิดที่จะหันมาจับงานด้านบริหารทีมฟุตบอลตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วคุณต้องเข้ามาดูแลในเรื่องอะไรบ้าง?


         ''ความคิดที่จะทำงานด้านบริหาร หรือว่าการทำงานเป็นโค้ชของผมให้กับสโมสร เกิดขึ้นมาตั้งแต่ที่ผมยังเล่นฟุตบอลอยู่ เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ หลังจากที่ผมแขวนสตั๊ด''


         ''สาเหตุที่ผมตัดสินใจเลือกงานแบบนี้ เป็นเพราะว่าจะทำให้ผมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองมากนัก  เพราะงานนี้ยังทำให้ผมได้มีงานทำ และได้เดินทางอยู่เหมือนเดิมอย่างต่อเนื่อง''

 
        ''และผมก็คิดด้วยว่า คงจะเป็นการดีกว่าที่ผมจะเริ่มงานกับทีมเล็กๆ ก่อน เพราะจะทำให้ผมสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวของผมเอง''
 

        แล้วตอนนี้งานของคุณไปได้ไกลขนาดไหนแล้ว?


         ''กำลังไปได้สวยทีเดียว ซึ่งหลังจากได้เข้ามาอยู่ที่นี่ ทำให้ผมได้รับรู้ว่าสโมสรยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่ผมยังเล่นอยู่ในบ้านเกิด''


         ''สโมสรของเรายังคงขาดแคลนอยู่อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสนามฝึกซ้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ''


         ''แต่ว่าตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยตอนนี้เรามีสนามฝึกซ้อมถึงสามสนาม และกำลังจะดำเนินการสร้างสนามซ้อมให้กับทีมระดับเยาวชนด้วย''


         ''ตอนที่ผมเข้ามาที่นี่ครั้งแรก ทีมเยาวชนของเรายังไม่มีสถานที่ให้ได้ใช้อย่างเป็นหลักแหล่ง แต่ว่าตอนนี้พวกเขามีระบบการจัดการที่ดีขึ้น โดยมีการแบ่งออกเป็นแต่ละระดับ ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับสโมสรของเรา''
 

        ''สำหรับสนามของเราก็กำลังได้รับการปรับปรุงใหม่ เนื่องจากในช่วงฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย อาจจะมีถึงสามชาติที่จะต้องมาใช้สนามของเราเป็นสถานที่ฝึกซ้อม ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมสถานที่เอาไว้ให้พร้อมที่สุด''



                                                                      จูนินโญ่ (ซ้าย) ในชุดของเซลติก



        ด้วยผลงานที่คุณได้สร้างเอาไว้ที่มิดเดิ้ลสโบรช์ และการทำงานกับอิตัวโน่ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองสโมสรเป็นไปอย่างยอดเยี่ยมเลยใช่ไหม?

 
        ''ตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย กำลังไปได้สวยเลยทีเดียว''

 

        ''ในช่วงที่เรากำลังจะสร้างระบบทีมเยาวชนของเราขึ้นมาใหม่ ทางมิดเดิ้ลสโบรช์ก็กำลังมีความคิดแบบเดียวกันกับเราขึ้นมาพอดี เพราะว่าคงจะเป็นการยากที่เราจะเข้าไปต่อสู้ในตลาดซื้อขายนักเตะ เพื่อแย่งกันซื้อนักเตะที่พร้อมใช้งานแล้วกับกับสโมสรอื่นๆ''


         ''ดังนั้นการที่ทั้งสองสโมสรเข้ามาจับมือเป็นพันธมิตรกัน จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงไปได้มาก เพราะถ้าหากสโมสรให้ความสนใจในตัวของนักเตะคนไหน พวกเขาเพียงแค่ขอตัวดาวรุ่งรายนั้น เพื่อไปทำการปลุกปั้นต่อ ซึ่งวิธีนี้จะใช้งบประมาณไม่มาก''
 

        ''นอกจากนั้นถ้าหากว่าทางอังกฤษเกิดสนใจที่จะให้เด็กของเขามาหาประสบการณ์ หรือว่าทดลองฝึกซ้อมกับพวกเรา พวกเขาก็สามารถส่งตัวเด็กมาพักอยู่กับเราที่บราซิลได้เช่นกัน''


        ถ้าให้ลองเปรียบเทียบกันดู จูนินโญ่เป็นที่รู้จักที่ไหนมากกว่ากัน ระหว่างที่มิดเดิ้ลสโบรช์ กับอิตัวโน่?


         ''ผมคิดว่าน่าจะเป็นที่มิดเดิ้ลสโบรช์มากกว่านะ''


         ''เพราะที่อิตัวโน่ ผมก็เพิ่งจะเข้ามาเป็นผู้บริหาร และก็ยังจะต้องเล่นฟุตบอลควบคู่กันไปด้วย ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ ผมก็เคยเห็นมีแต่เมื่อครั้งที่ ไบรอัน ร็อบสัน ร่วมงานกับมิดเดิ้ลสโบรช์ และริวัลโด้ร่วมงานกับโมกิ มิริมเท่านั้น''


        คุณย้ายไปเล่นที่อังกฤษครั้งแรกเมื่อปี 1995 และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานกว่า 10 ปี คุณคิดว่าพรีเมียร์ลีกเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เทียบกับในเวลานี้?


         ''ผมคิดว่าเปลี่ยนไปมากทีเดียว สาเหตุที่ผมสามารถปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้ เป็นเพราะว่า ไบรอัน ร็อบสัน พยายามปรับเปลี่ยนให้ทีมของเขาเน้นในเรื่องของเทคนิคการเล่นกันมากยิ่งขึ้น''


         ''ก่อนที่ผมจะตัดสินใจย้ายไปเล่นที่นั้น เรามีการพูดคุยกันก่อนพักใหญ่ และพวกเขาก็ได้ส่งเทปวิดีโอการเล่นของมิดเดิ้ลสโบรช์บางนัดมาให้ผมได้ดู ซึ่งหลังจากที่ผมได้เห็นแล้ว ผมถึงกลับตกใจ แล้วคิดไปว่า ''พระเจ้า ผมจะต้องไปเล่นฟุตบอลที่นั่นจริงๆ หรือนี่?''''


         ''เพราะที่ผมเห็น ลูกบอลจะถูกเตะโด่งต่อไปให้กับอีกคนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหลังจากนั้นร็อบสันก็ได้โทร.คุยกับผมว่า ''จริงอยู่ที่การเล่นของทีมเราเป็นแบบที่คุณได้เห็นอยู่ในวิดีโอ แต่นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงอยากได้ตัวคุณมาร่วมทีม เราจะมาช่วยกันเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้กัน''''


         ''เขาต้องการคนที่มีเทคนิคการเล่น, มีทักษะเข้ามาช่วยทีม เขาต้องการคนที่จะมาเอาบอลลงมาเล่นบนพื้น และเมื่อตอนที่ผมไปถึงที่นั่นใหม่ๆ เรามีผู้เล่นที่มีทักษะดีๆ อยู่เพียงแค่คนหรือว่าสองคนเท่านั้นเอง''

 

        ''แต่ว่าหลังจากที่ผมได้กลับไปที่นั่นอีกครั้งในปี 2004 ผมได้เห็นความแตกต่างในเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพราะลีกของที่นั่นเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะเป็นลีกชั้นนำของโลกอยู่ในเวลานี้''


        ในอดีตผู้เล่นบราซิลมักจะมีปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลลีกของอังกฤษมาโดยตลอด ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากสรีระที่เล็กและบางของพวกคุณ แล้วคุณมีปัญหากับเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า?


         ''ผมเป็นคนหนึ่งที่มีร่างกายเล็กและบาง แต่เมื่อลงไปเล่นอยู่ในสนามแล้ว ผมคิดว่าสไตล์การเล่นของผม สามารถเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เป็นอย่างดี''


         ''ผมรู้ว่าจะสามารถหาพื้นที่ว่างให้กับตัวเองได้อย่างไร และผมก็จะใช้ความเร็วที่ถือเป็นจุดได้เปรียบของผมไปยังพื้นที่ส่วนนั้น''


         ''แต่ก็ต้องยอมรับว่าผมมีปัญหาเช่นกัน เมื่อตอนที่ผมเริ่มเล่นฟุตบอลใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับในช่วงที่ผมจะก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะอาชีพ สาเหตุเพราะว่าตอนนั้นไม่มีใครเชื่อว่า นักเตะตัวเล็กๆ อย่างผมจะสามารถทำได้''


         ''แต่เมื่อคุณตัวเล็ก คุณก็จะต้องพยายามทำให้กล้ามเนื้อของคุณมีความแข็งแรงมากกว่าคนอื่นๆ และห้ามมีกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงโดยเด็ดขาด''


         ''คุณลองดูบรรดานักเตะตัวเล็กๆ อย่าง เมสซี่, ชาบี หรือ อิเนียสต้า ซึ่งคุณจะเห็นว่านักเตะเหล่านี้แข็งแรงมาก และแทบจะไม่มีปัญหากับอาการบาดเจ็บเลย''


        พูดถึงยอดนักเตะตัวเล็กทั้งสามคนดังกล่าว คุณคิดว่าการที่บาร์เซโลน่าประสบความสำเร็จอย่างมากมายในยุคนี้ เป็นเพราะว่าพวกเขาใช้นักเตะตัวเล็กที่มีความสูงแค่ระดับ 170 เซนติเมตรใช่หรือไม่? และจะส่งผลต่อวงการฟุตบอลของโลกอย่างไร?


         ''ผมคิดว่าฟุตบอลของยุโรป จะเป็นตัวกำหนดทิศทางฟุตบอลของโลก รวมไปถึงที่บราซิลด้วย''


         ''ในช่วงก่อนหน้านี้ แม้แต่ที่บราซิลของเราเอง ก็เริ่มจะหันมาให้ความสำคัญในเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกายกันมากกว่าเรื่องของทักษะเสียแล้ว ตั้งแต่ในระดับเยาวชนรุ่นยู-15 หรือว่ายู-17 กันเลย เนื่องจากใครๆ ก็มุ่งไปที่ผลของการแข่งขันมากกว่าอย่างอื่น''


         ''แต่ว่าในวันนี้ผลงานของสเปน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของยุคนี้ ทำให้ใครๆ ก็หันมาใส่ใจกับเรื่องของเทคนิคกันมากกว่า เพราะพวกเขาเริ่มรู้แล้วว่า ถ้าหากขาดเรื่องของเทคนิคไป ผู้เล่นก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้อีก''


         ''ยกตัวอย่างเช่นเยอรมัน ที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ เพราะพวกเขามีนักเตะที่มีพละกำลังที่แข็งแกร่ง อย่างผู้เล่นในตำแหน่งแบ็กของพวกเขา ซึ่งสามารถเติมเกมขึ้น-ลงได้แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่กลับไม่รู้ว่าจะเปิดบอลเข้ากลางอย่างไร ถึงจะทำทีมทำประตูได้''


         ''หรืออย่างผู้เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาร์ฟ ที่ไม่รู้วิธีการบังบอลที่ได้เปรียบ และไม่รู้วิธีการตัดบอล ส่วนมิดฟิลด์ตัวรับก็ปล่อยให้บอลหลุดจากเท้าอยู่ตลอดเวลา''


         ''ดังนั้นเมื่อทิศทางในการเล่นของฟุตบอลในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไป ผู้เล่นก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองตามไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็กำลังจะเกิดขึ้นกับระบบทีมเยาวชนในบราซิล แต่ผมเชื่อว่าทักษะจะยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของเกมลูกหนัง''


        คุณเคยอยู่ภายใต้การคุมทีมของโค้ชชื่อดังทั้ง เทเล่ ซานตาน่า และ เฟลิเป้ สโคลารี่ ซึ่งถือว่าเป็นผู้รอบรู้และผู้ชำนาญเรื่องการจัดการ คุณช่วยเปรียบเทียบทั้งสองคนให้ฟังหน่อยได้ไหม?
 

        ''ได้ซิ เทเล่เป็นคนที่มีมุมมองที่เยี่ยมยอดมาก เขาจะมองเห็นในความสามารถซึ่งซ่อนอยู่ในตัวของผู้เล่น''


         ''ความสามารถพิเศษในส่วนนี้ของเขา สามารถช่วยผลักดันให้ผู้เล่นแสดงความเก่งออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้งคู่ ก็มีความสามารถพิเศษในส่วนนี้ที่ใกล้เคียงกัน''


         ''ในฟุตบอลโลกปี 2002 เฟลิเป้เป็นคนดูแลพวกเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหรือว่าสตาฟฟ์โค้ช เขาทำให้พวกเราทั้งหมดมีความรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญต่อทีมเหมือนกันหมด ไล่มาตั้งแต่โรนัลโด้ไปจนถึงผู้รักษาประตูมือสาม''


         ''เขาดูแลพวกเราทุกคนในระดับเดียวกันหมด ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมทีมของเราถึงมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จึงสามารถพูดได้ว่าเฟลิเป้เป็นคนที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เก่งมาก''
 

        ''ถ้าผมจำไม่ผิด ตอนนั้นเขาเข้ามาคุมทีมในช่วงปี 2001 ซึ่งเรายังเหลือการแข่งขันอีกถึง 10 นัด ก่อนที่จะถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และในช่วงเวลานั้นริวัลโด้กำลังมีปัญหา ซึ่งเฟลิเป้ได้เรียกเขาเข้ามาคุย แล้วพูดว่า ''คุณจะได้เป็นตัวจริงของผมทุกนัด''''


         ''หลังจากนั้นความมั่นใจของเขาก็กลับคืนมา และได้ลงเล่นให้กับทีมครบทุกนัด และเราก็ได้ไปฟุตบอลโลก ซึ่งความสำเร็จของพวกเราในครั้งนั้น เป็นผลมาจากความยอดเยี่ยมในสิ่งนี้ของเขา''
 

        คุณคิดว่าเฟลิเป้จะนำสิ่งดีๆ แบบนั้นกลับมาให้กับบราซิลได้อีกหรือไม่ ในฟุตบอลโลก 2014?
 

        ''ผมว่าคงจะเป็นเรื่องยาก เพราะว่าตอนนี้ทีมชาติบราซิลกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่พอดี''


         ''ผู้เล่นที่เคยประสบความสำเร็จ และผ่านประสบการณ์มาแล้วอย่างโชกโชนกำลังที่จะเลิกลาไป และเราก็ยังมองไม่ออกว่าจะมีนักเตะสายเลือดใหม่รายใดที่จะก้าวขึ้นมาทดแทนพวกเขาได้''


         ''และที่สำคัญผู้เล่นเหล่านี้จะต้องมาทนรับกับความกดดันแบบสุดๆ ซึ่งพวกเขาก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์อย่างที่ว่านั้นมาแล้ว เมื่อตอนที่ มาโน่ เมเนเซส คุมทีม ซึ่งผมก็เกรงว่าเหตุการณ์แบบนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้อีก''


         ''แต่ที่สำคัญคือตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่า รูปร่างหน้าตาของทีมที่จะลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของเราจะเป็นเช่นไร ทำให้เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า พวกเขาจะรับมือกับการลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ในฐานะของการเป็นเจ้าภาพได้ดีขนาดไหน''


         ''และนี่คืองานที่ท้าทายความสามารถของเฟลิเป้เอามากๆ อีกครั้งหนึ่ง''

คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : -

จำนวนเรื่อง : 40
All post : 8
All view : 56,421
คอลัมน์ สปอร์ตเวิลด์

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263