คอลัมน์ : รายงานพิเศษ โดย.. ไม่ระบุ
จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี 8ปีกับเบื้องหลังกีฬาคนพิการ
08/09/2012 4:12:12 น.

หากเอ่ยชื่อถึง ''นิดหน่อย'' จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ไม่มีใครไม่รู้จัก เขาคือผู้บริหารระดับสูงของ บ.บุญรอดบริวเวอรี่ จก. เจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยี่ห้อดัง ''สิงห์'' ที่วันนี้ไม่เพียงครองตลาดในเมืองไทย แต่ยังโลดแล่นอยู่ในเวทีระดับโลก แต่อีกบทบาทที่น้อยคนจะรู้ เขาคือประธานมูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ผู้ที่มีบทบาทอย่างมากกับการทำงานให้กับคนพิการ และพยายามยกระดับทั้งชีวิต ความเป็นอยู่ และการยอมรับของสังคมไทยให้กับผู้พิการ

        โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จุตินันท์แทบกลายเป็นกำลังใจสำคัญที่เกื้อหนุนแก่เหล่านักกีฬาคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมกีฬาใด เข้าพูดคุยกับนักกีฬาไทยคนไหน ภาพที่เห็นคือความสนิทสนม และใกล้ชิดกับนักกีฬาอย่างยิ่ง นักกีฬาหลายคนถึงกับโผกอด บางคนมีรอยยิ้มพร้อมดวงตาเปล่งประกาย มันคงไม่ใช่ภาพที่สามารถเสแสร้ง หรือสร้างภาพขึ้นได้ แต่มันมาจากความรู้สึกล้วนๆ ระหว่างนักกีฬาและผู้ชายคนนี้

        จุตินันท์ บิ๊กแห่งเครื่องดื่มสิงห์คนนี้มิใช่ทำงานกับกีฬาคนพิการแบบฉาบฉวย แต่ใครจะรู้ว่าเขาร่วมงานและสนับสนุนกีฬาคนพิการมานานถึง 8 ปีเต็ม เป็น 8 ปีที่ทำให้เขาและนักกีฬาเกิดความผูกพันจนทำให้เห็นภาพของความสนิทสนมเช่นที่เป็นอยู่

        ''นิดหน่อย'' เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการได้สัมผัสกับนักกีฬาอีกรูปแบบที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ ซึ่งมาจากคำชักชวนของ พล.ต.โอสภ ภาวิไล นายกสมาคมนักกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมฯ ยุคนั้นยังไม่มีใครให้การสนับสนุนนักกีฬาคนพิการ ทาง บ.บุญรอดฯ จึงช่วยสนับสนุน

        ''จุดเริ่มต้นเพียงแค่ พล.ต.โอสภ มาชวนให้เข้าไปช่วยสนับสนุน ตอนนั้นยังไม่มีใครดูแลเราเลยเข้าไปช่วย แต่ตอนนั้นปี 2549 เข้าไปเป็นผู้จัดการทีมอาเซียนพาราเกมส์ ที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเข้าไปวันแรกก็ประทับใจเลย เพราะช่วงที่เดินทางไปให้กำลังใจนักกีฬา ไปดูการแข่งขันเทเบิลเทนนิส นักกีฬาไทยทำคะแนนตามอยู่ 1-2 ซึ่งระหว่างพักเราก็ไปแนะนำนักกีฬา ปรากฏว่าเขาสามารถกลับมาเอาชนะไป ซึ่งนักกีฬาคนนั้นคือ รุ่งโรจน์ ไทยนิยม ที่ได้เหรียญทองในพาราลิมปิกเกมส์ ที่กรุงลอนดอนครั้งนี้'' จุตินันท์ เล่าถึงความประทับใจครั้งแรก

        หลังจากนั้นจึงเริ่มผูกพัน จากผู้จัดการทีมอาเซียนพาราเกมส์ ก็มาเป็นที่ปรึกษาสมาคม ก่อนเป็นผู้จัดการทีมแบดมินตัน และยิงธนูชิงแชมป์โลก และมารับงานใหญ่กลายเป็นผู้จัดการทีมพาราลิมปิกเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จนปี 2552 ก็ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

        ''ช่วงเริ่มทำงานก็บอก พล.ต.โอสถ ว่าเราไม่มีความรู้เรื่องกีฬาคนพิการ แต่อาศัยที่เราเป็นนักกีฬาพอจะเข้าใจตัวตนของนักกีฬาได้ และจะพยายามช่วยเหลือเต็มความสามารถ และเมื่อได้ทำงานมันก็ค่อยๆ เกิดความผูกพันกับนักกีฬา บางครั้งถ้ามีเวลาก็จะไปดูนักกีฬาฝึกซ้อมด้วย''

        ขณะเดียวกัน เขายังช่วยเหลือหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะงบประมาณ แม้จะไม่ใช่ผู้จ่ายทั้งหมด แต่เขาเป็นคนกลางคอยเชื่อมให้หลายๆ ส่วน เข้ามาสนับสนุนนักกีฬาเหล่านี้

        ''ผมอยากให้แยกภาพของผมกับ บ.บุญรอดฯ ออกจากกัน ที่เราทำงานตรงนี้เพราะอยากทำจริงๆ ไม่เกี่ยวกับงาน ส่วนเรื่องเงินก็จ่ายส่วนหนึ่ง นอกจากนี้เราก็เป็นคนกลางคอยเชื่อม อาศัยศักยภาพที่มีชักชวนเพื่อนๆ ให้เขาได้สัมผัสกับกีฬาคนพิการ ซึ่งหลายๆ คนได้สัมผัสแล้วสนใจอยากช่วยจริงๆ อย่างช่วงก่อนแข่งพาราลิมปิกเกมส์ ที่ปักกิ่ง เช็กดูแล้วเรื่องอุปกรณ์ของนักกีฬาที่ขาดอยู่ต้องใช้เงินถึง 8 ล้านบาท เลยปรึกษากับเพื่อนๆ จัดงานให้เขา และนักกีฬาได้รู้จักกัน ปรากฏว่าเพื่อนๆ ช่วยกันหาเงินได้ถึง 5 ล้านบาท ซึ่งคนเหล่านี้เขาพร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้ว่ามีนักกีฬาคนพิการที่ยังขาดแคลนหลายๆ สิ่ง ซึ่งทำแล้วทุกคนแฮปปี้''

        ขณะเดียวกัน จุตินันท์ยังมองการทำงานการพัฒนากีฬาคนพิการด้วยว่า อยากเห็นความต่อเนื่องมากกว่าทุ่มงบทีเดียวแล้วเงียบหาย อย่างน้อยต้องสนับสนุนยาว 5-8 ปี ส่วนใครที่จะมาแบบฉาบฉวย หรือมองว่ามาทำบุญคงไม่ใช่ เพราะนักกีฬาคนพิการไม่ได้มาขอส่วนบุญใคร เขาเพียงแค่ต้องการการยอมรับเท่านั้น และการอยู่ร่วมกับนักกีฬาคนพิการเช่นนี้ เขาบอกว่ามิใช่เป็นเพียงผู้ให้แต่ฝ่ายเดียว แต่บ่อยครั้งที่ได้รับกลับมา โดยเฉพาะแรงบันดาลใจที่ผู้คนทั่วไปน่าเก็บไปเป็นแบบอย่าง

        ''ผมอยู่กับนักกีฬาไม่ใช่ให้เขาแต่ฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน ผมก็ได้อะไรกลับมาหลายอย่าง โดยเฉพาะกำลังใจที่ได้เห็นการต่อสู้ของนักกีฬาหลายๆ คน เราได้เห็นมุมของความเป็นคน มีน้ำใจให้แก่กันและกัน มีความภาคภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งโลกเราทุกวันนี้ไม่ค่อยได้เห็น แต่อยู่กับพวกเขาได้เห็นสิ่งเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีกับตัวเราเอง และอยากให้สัมคมได้เห็น''

        โดยเฉพาะมุมมองคุณค่าของการต่อสู้จากเหล่านักกีฬาคนพิการน่าเป็นแรงบัลดาลใจชั้นดี มิใช่แค่คนปกติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนพิการอีกมากมายที่มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง

        ''อยากให้คนปกติทั่วไปได้เห็นคุณค่าของการต่อสู้ของเหล่านักกีฬาคนพิการ เพราะขนาดร่างกายเขาไม่สมบูรณ์ยังสู้มาถึงขนาดนี้ แล้วคนปกติที่มีปัญหาจะไม่สู้ จะท้อแท้ไปทำไม ขณะเดียวกัน อยากให้คนพิการทั่วไปได้เห็นนักกีฬาเหล่านี้เป็นแบบอย่าง เพื่อลุกขึ้นมาอยู่ในสังคมอีกครั้ง และที่สำคัญอยากให้สังคมไทยยอมรับนักกีฬาคนพิการ คนเหล่านี้ไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป ขอเพียงให้เขาได้มีโอกาสแสดงเท่านั้นเอง''

        ส่วน 8 ปี ของการทำงานกับนักกีฬาคนพิการ จุตินันท์ บอกว่า ดีใจที่การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ทีมงานยอดเยี่ยม เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เราแค่ใช้ศักยภาพที่มีทำให้คนทั่วไปได้เข้าถึงนักกีฬาคนพิการ ซึ่งปัจจุบันก็น่ายินดีที่มีคนเห็นความสำคัญของกีฬาคนพิการเพิ่มมากขึ้น ส่วนอนาคตก็ยังอยากอยู่ช่วยงานตรงนี้ต่อไป แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับนักกีฬาคนพิการทุกคนด้วยว่าอยากให้อยู่ทำงานต่อหรือเปล่า เพราะหากมีคนที่มีความสามารถมากกว่า หรือนักกีฬาไม่ต้องการก็พร้อมจะลีกทางให้

        ขณะเดียวกัน เขามองว่าการทำงานตลอด 8 ปี งานไม่เคยจบ เพราะงานพัฒนานักกีฬาคนพิการไม่เคยหยุดนิ่ง และมีอะไรให้ต้องทำอยู่เสมอ

        ''อย่างที่เห็นการแข่งขันที่ผ่านมา มีการทำลายสถิติเดิมตลอด นั่นแสดงให้เห็นว่าทุกชาติพัฒนาขึ้น นักกีฬาไทยเองก็หยุดนิ่งไม่ได้ เราต้องทำงานหนัก และทำงานเพื่ออนาคต'' จุตินันท์ บอกมา

        แน่นอนการแข่งขันเพื่อชัยชนะ และเหรียญรางวัล เป็นเพียงภาพแห่งสัญลักษณ์ของการต่อสู้เท่านั้น แต่เหนือกว่านั้นคือหัวใจที่ไม่เคยย่อท้อ และการเอาชนะตัวเองต่างหากที่เขาเห็นว่าคือสิ่งสำคัญ เป็นความสำคัญที่ได้แสดงหัวใจสู้เยี่ยงคนหัวใจสิงห์ ที่ไม่เคยหยุดนิ่งกับอุปสรรคใดๆ แม้แต่ความพิการ
คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : ไม่ระบุ

จำนวนเรื่อง : 891
All post : 155
All view : 1,043,324
คอลัมน์ รายงานพิเศษ

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263