| 07/09/2012 17:46:28 น. |

นานมาแล้ว เบลเยียม คือทีมชั้นแนวหน้าของวงการลูกหนัง ปี 1980 พวกเขาเป็นรองแชมป์ยุโรป (ตำแหน่งที่ยักษ์ใหญ่บางชาติไม่เคยได้สัมผัส) และอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 1986 ไม่นับว่าเคยซิวเหรียญทอง โอลิมปิก 1920 แม้สโมสรจากประเทศแห่งนี้จะคว้าแชมป์ระดับทวีปเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ คือ ยูฟ่า คัพ 1983 (อันเดอร์เลชท์ ชนะ เบนฟิก้า ด้วยประตูรวม 2-1) คลับ บรูช อาจเคยเข้าชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ 1978 แต่แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 อันเดอร์เลชท์ เข้าชิง ยูฟ่า คัพ 1984 ก็พ่าย ท็อตต์แน่ม ฮ็อตสเปอร์ จากการดวลจุดโทษ 3-4 หลังเสมอ 1-1 ทั้ง 2 นัดเหย้า-เยือน
เอริก เกเร็ตส์ หนึ่งในดาราของทีมชาติ เบลเยียม ช่วงยุคทศวรรษที่ 80
ดาวดังสมัยนั้นคือ เอริก เกเร็ตส์, แยน เกอเลม็องส์, ฌอง-มารี พัฟฟ์, ฟรังซัวส์ ฟาน เดอร์ เอลส์ท และ เรเน่ ฟานเดอเร็คเค่น ปลายยุค 1980 ก็มีดาวรุ่งอย่าง เอ็นโซ ชีโฟ่, มาร์ค วิลม็อตส์, ฟิลิปป์ อัลแบร์, มาร์ค เดอกรีส กับ มาร์ค เอ็มเมอร์ส แต่พวกเขากลับรักษามาตรฐานการเล่นไม่ได้ โดยเฉพาะศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งนับจากปี 1984 ก็ไม่เคยเข้ารอบสุดท้ายอีกเลย ยกเว้น ยูโร 2000 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วมกับ ฮอลแลนด์ ส่วนฟุตบอลโลก ถัดจากปี 1986 ก็เข้ารอบสุดท้าย 4 ครั้ง แต่ไปไกลสุดแค่รอบ 2 ยุคสุดท้ายที่ไปเล่น คือตอนเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จัดร่วมกันในปี 2002 ตอนนั้นมีนักเตะอย่าง เวสลี่ย์ ซงค์, แบร์นด์ ไธจ์ส, เอมิล เอ็มเพนซ่า, ดาเนี่ยล ฟาน บุยเต็น รวมถึง บาร์ท กูร์ แต่พอหมดรุ่นนี้แล้ว เบลเยียมก็ตกต่ำมาตลอด แม้จะจ้าง ดิ๊ค อัดโวคาต กุนซือชาวดัตช์ เข้ามาช่วย (2009-10) แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
เอแดน อาซาร์ ดาวเด่นของ เบลเยียม ยุคปัจจุบัน
ฟุตบอลโลก 2014 จะเป็นเวทีพิสูจน์ฝีเท้าของพวกเขา ว่าจะสามารถกลับมาทำผลงานให้ดีอีกครั้งได้หรือไม่ เพราะยุคนี้พวกเขาเต็มไปด้วยดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายราย เช่น เอแดน อาซาร์ ผู้ครองตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 และ 2010 ของลีก เอิง ฝรั่งเศส แถมยังซิวดับเบิ้ลแชมป์ (ลีก เอิง และ เฟร้นช์ คัพ) กับ ลีลล์ มิดฟิลด์อีกรายอย่าง อักเซิ่ล วิตเซล ก็เพิ่งย้ายจาก เบนฟิก้า มาอยู่ เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร เควิน มิรัลลาส เป็นกองหน้าที่ช่วย โอลิมเปียกอส ซิวแชมป์ลีกกรีซ 2 สมัยซ้อน ก่อนเข้าสังกัด เอฟเวอร์ตัน ขณะ โรเมลู ลูกากู หัวหอกร่างโย่งวัย 19 ปี ไปเป็นความหวังในสโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน เรียบร้อยแล้ว เกอว็อง เดอ บรุน กำลังจะแจ้งเกิดกับ แวร์เดอร์ เบรเมน หลังย้ายออกจาก เชลซี เช่นกัน ส่วน ซิมง มินโญเล่ต์ คือผู้รักษาประตูมือหนึ่งซึ่งสามารถเบียด เคร็ก กอร์ดอน ออกไปจากค่าย ซันเดอร์แลนด์ ได้สำเร็จ
จากนักเตะทีมชาติ ล่าสุด มาร์ค วิลม็อตส์ ก็ได้มากุมบังเหียนทัพดังกล่าว
ไม่นับว่า เบลเยียม ยังมีตัวเก๋าอีกเพียบ ทั้ง แว็งซ็องต์ ก็องปานี กัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก, ฟาน บุยเต็น ของ เอฟเซ บาเยิร์น มิวนิค รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, โธมัส แฟร์มาเล่น กองหลัง อาร์เซน่อล, มุสตาฟา แดมเบเล่ จอมทัพที่เพิ่งย้ายมาอยู่ สเปอร์ พร้อมกับ แยน แฟร์ตองเก้น ทางด้าน โทบี้ อันแดร์ไวเรลด์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), ทิมมี่ ซิมงส์ (1. เอฟเซ เนิร์นแบร์ก), มารูยาน เฟลไลนี่ (เอฟเวอร์ตัน), สตีเว่น เดอฟูร์ (เอฟซี ปอร์โต้), อิกอร์ เด คามาร์โก้ (โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค) และ ดรีส แมร์เตนส์ (พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น) ต่างเป็นขุนพลคนสำคัญของต้นสังกัดตัวเองทั้งสิ้น ทำให้นี่คือกองกำลัง เบลเยียม ซึ่งดีสุดในรอบหลายปี ครบเครื่องทั้งดาวรุ่ง ตัวเก๋า พวกคล่องแคล่ว รวดเร็ว เทคนิคสูง หรือรูปร่างสูงใหญ่ สามารถเล่นได้หลากรูปแบบ ตามแต่ วิลม็อตส์ (ซึ่งกลับมาเป็นกุนซือทีมชาติ) จะวางแผนตอนลงสนาม
โรเมลู ลูกากู กองหน้าผู้เป็นอนาคตของ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป"
ความโชคร้ายอย่างเดียวของ เบลเยียม คือฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก พวกเขาอยู่กลุ่ม เอ ร่วมกับ โครเอเชีย, สกอตแลนด์, เซอร์เบีย, มาซิโดเนีย และ เวลส์ ซึ่งมีลุ้นด้วยกันทั้งสิ้น แถมต่างเป็นตัวแปรที่พร้อมส่งผลต่อการเข้ารอบของทีมอื่นๆด้วย อย่างไรก็ตาม ช่วง 2 ปีหลังพลพพรค "ปีศาจแดงยุโรป" พ่ายแค่ 2 หนเท่านั้น ตอนเตะ ยูโร 2012 รอบคัดเลือก กับ เยอรมัน (1-3 เมื่อ 11 ตุลาคม 2011) และอุ่นเครื่องกับ อังกฤษ (0-1 เมื่อ 2 มิถุนายน 2012) ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถสู้ได้ทุกทีม เบลเยียม ยุคปัจจุบัน ไม่ใช่คู่แข่งจอมแจกแต้มเหมือนหลายปีที่ผ่านมาอีกแล้ว 2 เกมซึ่งต้องเยือน เวลส์ (7 ก.ย.) กับ เปิดบ้านเจอ โครเอเชีย (11 ก.ย.) จะเป็นตัวบ่งบอกในขั้นต้นว่า เบลเยียม พร้อมกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่หรือไม่ หลังจากห่างหายจากเวทีรายการใหญ่ไปนานหลายปี
แว็งซ็องต์ ก็องปานี กัปตันทีมชาติ เบลเยียม ผู้ผ่านการคว้าแชมป์ลีกอังกฤษมาแล้ว
"ผมภูมิใจในตัวผู้เล่นทุกคน ตัวเลือกของเรามากเสียจนนึกชื่อเกือบไม่หมดแล้ว ตอนนี้มีนักเตะเบลเยียมในพรีเมียร์ลีกเยอะแยะ ตอนย้ายมาที่นี่เมื่อ 4 ปีก่อน ผมยังเป็นคนเดียวอยู่เลย ก่อนตามมาด้วย เฟลไลนี่ และ แฟร์มาเล่น นับตั้งแต่นั้นพวกเราก็แข่งกันสร้างชื่อเสียงกันอย่างสนุก ไม่เพียงแต่แสดงความสามารถในพรีเมียร์ลีก แต่ผมหวังว่าคงจะรวมถึงระดับนานาชาติด้วยเช่นกัน เบลเยียม ยังมีอีกหลายสิ่งที่ยอดเยี่ยม ไม่ใช่แค่ช็อคโกแลต หรือวัฟเฟิ่ลเท่านั้น ในระดับนานาชาติทีมที่มีผลงานดี ต้องเล่นด้วยระเบียบวินัย และอาศัยประสบการณ์ จึงเป็นเรื่องยากมากสำหรับพวกเราที่ยังเด็กมาก แต่ปัจจุบันพวกเรามีการพัฒนาฝีเท้าที่ดี หลายคนลงเล่นอยู่ในลีกสูงสุด และช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ได้มากขึ้น ตอนนี้ เบลเยียม มีทีมที่สมควรได้รับความสำเร็จ ไม่เพียงเพราะคุณภาพของผู้เล่น แต่รวมถึงความหลากหลายของแต่ละคนด้วย" ก็องปานี กล่าว
แต่ของดีจริงต้องพิสูจน์ให้เห็นในสนาม และเราทุกคนคงได้เห็นกัน...

| Recommend on Google |