คอลัมน์ : จากปากกายอดทอง โดย.. ยอดทอง
วิบากกรรมของนายกสมาคมฟุตบอลฯ (1)
05/09/2012 14:30:05 น.

เมื่อสมัยที่ผมยังเป็นนักข่าวกีฬาใหม่ๆ เมื่อเกือบสามสิบกว่าปีก่อน ยังทันยุค พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยมนาค เป็นนายกสมาคมฟุตบอลฯ


        ''ลุงต่อ'' ของพวกเราชาวข่าวกีฬา เป็นที่เคารพนับถือในสังคมกีฬา ท่านเป็นเสาหลักในภาพลักษณ์ศักดิ์ศรีของฟุตบอลไทย พล.อ.(พิเศษ) อนุ รมยานนท์ ''เสธ.อนุ'' เลขาธิการ เป็นผู้ที่ ''ลุงต่อ'' ใช้ในการบริหารจัดการฟุตบอลในประเทศ ในยุคนั้น อำนาจบริหารจัดการกีฬาแทบทุกสมาคมกีฬา มีลูกน้องทั้งสายทหารทั้งสายกรมพลศึกษาอยู่ในร่มเงา จนเป็นแคลนรากเหง้าไม่ต่ำกว่าสองสามทศวรรษที่ผ่านมา


        สมัยโน้นวงการข่าวกีฬาสากลไม่มีใครไม่รู้จัก เจเนอรัลต่อศักดิ์ ถ้าจำไม่ผิด ลุงต่อเป็นเอเชียคนแรกๆ ที่มีตำแหน่งในบอร์ดฟีฟ่า เซอร์ สแตนลี่ย์ เราส์ ประธานฟีฟ่าชาวอังกฤษก็เป็นเพื่อนกับลุงต่อมานาน 

        ผมเคยเห็นลุงต่อเศร้ามากๆ อยู่สองครั้ง ครั้งหนึ่งก็ตอนที่  เซอร์ สแตนลี่ย์ เราส์ เสียตำแหน่งประธานฟีฟ่าให้กับ โจอัว ฮาเวล้านจ์ ชาวบราซิล (ปี 1977 หรือ 78 ) ท่านบอกว่า...หมดยุคคนรุ่นเก่าแล้ว

        อีกครั้งหนึ่งก็ตอนที่สมาคมฟุตบอลฯ ในยุคที่ พ.อ.(พิเศษ) อนุ รมยานนท์ เป็นนายกสมาคมฯ กรรมการสมาคมฯ ลงมติขายที่ของสมาคมฯ (เป็นที่ดินที่สมาคมฟุตบอลฯ ยุคลุงต่อบริหารได้ซื้อไว้ นัยว่า คุณบุญชู โรจนเสถียร ท่านดำเนินการให้ธนาคารกรุงเทพหาทำเลซื้อที่ดินทำสโมสรกีฬาที่บางนา ลุงต่อก็ขอร่วมด้วย ซื้อแปลงอยู่ติดๆ กับสโมสรกีฬาธนาคารกรุงเทพ เผื่อสักวันสมาคมฯ จะมีเงินทำสำนักงาน สนามฟุตบอล ที่เก็บตัวนักกีฬาเป็นของตัวเองได้)


        ตอนที่สมาคมฟุตบอลฯ ในยุคนั้นขายที่ ลุงต่อท่านยังอยู่ ท่านเสียใจมาก เพราะถือว่าเป็นงานชิ้นโบแดงของกรรมการบริหารในยุคของท่าน 

        ขนาดลุงต่อท่านเป็นนายกสมาคมฟุตบอลฯ ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีทั้งบารมีและหัวใจเพื่อกีฬาฟุตบอล ท่านยังช้ำใจ


        พ.อ.(พิเศษ) อนุ รมยานนท์ ยุคที่เป็นนายกสมาคมฟุตบอลฯ ท่านโดนหนังสือพิมพ์ด่าทุกวัน เสธ.อนุ ไม่ได้ทำเอง แต่เป็นพวกลูกน้องใต้ร่มเงาที่ยึดสมาคมฯ ทำมาหากิน แต่ท่านแบกรับ ท่านไม่เคยโกรธนักข่าว แต่ใช้วิธีไม่อ่านหนังสือพิมพ์หน้ากีฬาเลย ทุกข์นะครับ ไม่ใช่ไม่ทุกข์


        ต่อมาเมื่อ ''ป๋าลอ'' พล.ต.อ.ชลอ เกิดเทศ ขึ้นมาเป็นนายกสมาคมฯ จากการ ''อุ้ม''มานั่งเก้าอี้ของ อาจารย์วิจิตร เกตุแก้ว ที่กันท่า ไม่ให้ ''บิ๊กเสือ'' พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ก้าวเข้ามาในอาณาจักรลูกหนัง ด้วยในช่วงนั้นวิถีลูกหนังเมืองไทยตกต่ำจากกระแส ''ล้มบอล'' ว่ากันว่า มีทั้งผู้บงการ เครือข่าย โยงไปถึงนักฟุตบอลทีมชาติด้วย


        คราวนั้นแหละ ถึงได้รู้กันว่า อาจารย์วิจิตร คือผู้ถือสัมปทานฟุตบอลไทยไว้มือขนาดไหน

        แต่ป๋าลอเองกลับพบกับความรุนแรงที่สุดในชีวิต ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ สืบเนื่องจากคดีเพชรซาอุฯ ทุกวันนี้ป๋าลอก็ยังอยู่ในเรือนจำ หลุดพ้นจากตำแหน่งทุกตำแหน่งที่เป็นศักดิ์ศรีชีวิต รวมทั้งนายกสมาคมฟุตบอลฯ ด้วย


        ที่สุด อาจารย์วิจิตร ที่กุมบังเหียนการบริหารสมาคมฯ มาไม่ต่ำกว่าสองศตวรรษก็ก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ เสียเอง

        อาจารย์วิจิตรก็ต้องทำเหมือน เสธ.อนุแหละครับ คือต้องดูแลพรรคพวกพี่น้องเพื่อนฝูงกันไป สามารถจัดสรรผลประโยชน์ในวิถีลูกหนังให้เครือข่ายมาตลอด โดยเฉพาะอำนาจผูกขาดในวงการสิงห์เชิ้ตดำ ที่เป็นฐานมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม

taอาจารย์วิจิตรไม่รอดพ้นการโดนกระหน่ำให้ลงไปจากตำแหน่ง ไม่ว่าเรื่องอึมครึมในการบริหาร หรือความตกต่ำของทีมชาติ อาจจะหนักกว่าคนอื่น เพราะอาจารย์วิจิตรอยู่ในอาณาจักรนี้มานาน มีประวัติ มีความจริงในอดีต ที่บางทีก็ไม่อาจปฏิเสธได้

        คนที่เกลียดชัง ทำอะไรท่านไม่ได้ ก็สาปแช่งขับไล่


        ดูเหมือนว่า อาจารย์วิจิตรจะเศร้าที่สุด กระทบกระเทือนจิตใจที่สุด เมื่อลูกสาวคนเดียวที่เป็นแก้วตาดวงใจจากไปก่อนวัยอันควร แม้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่บั่นทอนความแข็งแกร่งไม่ยอมใคร เกือบสี่ปีก่อนจึงยอมที่จะลงจากตำแหน่ง โดยวางทายาทให้กับ ''บังยี'' คุณวรวีร์ มะกูดี ผู้มีเส้นทางยาวไกลระดับบอร์ดบริหารฟีฟ่า มีคอนเนคชั่นกับนานาชาติสูง อันส่งผลประโยชน์ให้กับลูกหนังไทยได้


        อาจารย์วิจิตรควรโล่งสบาย แต่กลับไม่ใช่ และอาจจะช้ำใจด้วยซ้ำว่า อำนาจที่เคยทระนงว่า ตนคือผู้บงการวิถีลูกหนัง มันจางหายไปตามกาลเวลา ที่คนมีอายุปูนนี้ ไม่ควรคิดเลย นี่ก็ทุกข์

        ที่สุด กับคุณวรวีร์ที่เป็นนายกสมาคมฟุตบอลฯ ในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เปิดหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอาชีพ 


        ฟุตบอลในประเทศที่ตกต่ำสุดๆ แถกเหงือกสร้างวิถีฟุตบอลอาชีพมาเป็นทศวรรษ คนเล่นมากกว่าคนดู ได้รับการปรับโครงสร้าง ''สร้างค่า'' จากขี้ให้เป็นทองให้ได้ แล้วมันก็เป็นไปได้ สโมสรน้อยใหญ่ลืมตาอ้าปากจากระบบบริหารใหม่ 

        ฟุตบอลอาชีพเกิดและขายได้ กลายเป็นเงินเป็นทอง ไม่เคยมียุคใดที่ฟุตบอลในประเทศ ''บูม'' เท่านี้ในประวัติศาสตร์


        แต่มันน่าเศร้าตรงที่ว่า ฟุตบอลทีมชาติ ผลงานกลับตกต่ำสุดๆ สวนกราฟความสำเร็จของวิถีฟุตบอลอาชีพ

        คุณวรวีร์กลับเป็นนายกสมาคมฟุตบอลฯ ที่โดนกระหน่ำ เพื่อเขี่ยให้ลงจากเก้าอี้มากที่สุด จะด้วยเจตนาอะไรก็เถอะ


        คุณวรวีร์ถูกกาหัวว่า...จะต้องทำทุกวิถีทาง ทุ่มทุกอย่าง เพื่อเขี่ยคุณวรวีร์ออกไปจากตำแหน่ง 


        ยามนี้ก็เห็นๆ ถูกผิดไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ตกเป็นจำเลยของสังคมซ้ำเดิม ทับถมลงไปหลายๆ ดอก

        คุณวรวีร์โดนถึงขนาดนี้ จนผมรู้สึกว่าตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ นี่ มีอาถรรพ์นะครับ

        ใครมานั่งมาสัมผัส มักไม่รอดกับการสูญเสียศักดิ์ศรีของตนเอง มีความช้ำชอกในบั้นปลาย มานับแต่ยุคของลุงต่อ


        สมมุติว่า คุณวรวีร์ถูกไฟเผาเป็นจุณ (ด้วยความไร้จริยธรรมของคนบางจำพวก)...จนไม่อาจอยู่ได้

        ใครจะมาเป็น ''คนต้องคำสาป'' รายต่อไป บนเก้าอี้อาถรรพ์ นายกสมาคมฟุตบอลฯ นี้...อยากรู้จริง



ยอดทอง

            
คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : ยอดทอง

จำนวนเรื่อง : 232
All post : 1,850
All view : 1,441,217
คอลัมน์ จากปากกายอดทอง

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263