วันก่อนว่ากันถึงเส้นทางของทีมฟุตซอลทีมชาติไทย ในฟุตซอลโลก 2012 ที่ไทยเราจะเป็นเจ้าภาพ 1-18 พ.ย.นี้ ว่าขรุขระพอสมควร ไม่ได้ราบเรียบนักหากหวังจะเข้ารอบสองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
เส้นทางของทีมว่าขรุขระแล้ว เส้นทางของการจัดการแข่งขัน การเป็นเจ้าภาพลูกหนังโต๊ะเล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขรุขระยิ่งกว่าครับพระเดชพระคุณ
ด้วยนิสัยของคนไทยที่ผ่านการจัดงานใหญ่ๆมามากมาย เราทุกฝ่าย ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่า ถึงเวลาจริงๆแล้วฟุตซอลโลก แม้จะใช้มาตรฐานฟีฟ่าในการดำเนินการจัดการแข่งขันไม่แตกต่างจากฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลย เพียงแต่ย่อส่วนลงมาเท่านั้น เราก็จะผ่านไปได้ เป็นเหตุให้เรานิ่งนอนใจกันมาตลอดแม้จะรู้ตัวล่วงหน้าว่าได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี สิ่งสำคัญอันดับแรกหลังได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพก็คือเรื่องของสนามแข่งขัน
เจ้าภาพอย่างไทย วางสนามแข่งขันไว้ 4 แห่ง คือ อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก, ยิมนิมิบุตร ในสนามกีฬาแห่งชาติ,โคราช ชาติชาย ฮอลล์ จ.นครราชสีมา 3 แห่งนี้ไม่มีปัญหา เพราะปรับปรุง ห้องหับ เล็กๆน้อยๆ ให้เข้ากับสเปกฟีฟ่าก็สามารถใช้ทำการแข่งขันได้
แต่ที่มีปัญหาก็คือสนามใหม่ ที่จะใช้เป็นสนามเปิดและปิดการแข่งขัน ซึ่ง ค.ร.ม.มีมติให้สร้างขึ้นที่ย่านหนองจอก มีนบุรี ชื่อ
"แบงค็อก ฟุตซอล อารีน่า" หรือ "หนองจอก อารีน่า" สนามแห่งนี้ใช้งบประมาณร่วม 1 พันล้านบาท ในการสร้างขึ้นมาจากทุ่งนาโล่งๆ นับหนึ่งใหม่ทั้งหมด อยู่ภายใต้การดูแลของกรุงเทพมหานคร ซึ่งรู้ๆกันอยู่ว่าเป็นสายของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่รัฐบาลใหญ่เป็นเพื่อไทย การประสานงานต่างๆในช่วงต้นจึงไม่ราบรื่นสวยหรูนัก
แต่คนไทยนี่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งครับ แม้จะเหม็นขี้หน้ากัน คิดไม่ตรงกันแต่พอถึงช่วงเวลาวิกฤต ไฟลนก้นเราก็ยังก้มหน้าก้มตา หยุดเล่นเกมการเมืองชั่วคราวมาทำเพื่อประเทศชาติกันได้บ้าง นั่นเป็นที่มาที่ว่า สนามหนองจอก อารีน่า วันนี้ที่เหลือเวลาอีก 2 เดือนเศษๆ จะแล้วเสร็จไป 75 เปอร์เซ็นต์แล้ว
ถามว่า 75 เปอร์เซ็นต์เยอะไหม? ถ้าเป็นมาตรฐานต่างประเทศต้องบอกว่าโคตรน้อยเลย หากเทียบกับเวลาที่เหลืออยู่ แต่ถ้าเป็นมาตรฐานแบบไทยๆก็ต้องบอกว่า มาได้ไกลโขแล้วหากเทียบกับการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับเอเชีย ระดับโลกชนิดอื่นๆ ที่พี่ไทยเราปลูกต้นไม้ ทาสี กันในเช้าวันเปิดการแข่งขันทุกครั้ง
ก็คงไม่แปลกอีกเช่นกัน ที่ทุกวันนี้ กทม.ระดมสรรพกำลังทุ่มลงไปกับการก่อสร้างอย่างเต็มตัวด้วยการใช้คนงานถึง 3,600 คนต่อวัน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นกะๆ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดพัก แรงงานไทยเทศ ถูกระดมกวาดต้อนมาเร่งมือสร้างกันเป็นระวิง
และก็เชื่อว่าเมื่อใส่เกียร์เดินหน้ากันเต็มที่แล้ว สนามแห่งนี้จะเสร็จทันนัดเปิดสนามอย่างแน่นอน ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.ก็ทำเรื่องขอเลื่อนกำหนดการส่งมอบสนามให้กับฟีฟ่าจาก 12 ต.ค. เป็น 20 ต.ค. แล้ว ซึ่งหากเสร็จทันและส่งมอบได้ในวันที่ 20 ต.ค. เท่ากับว่าสนามแห่งนี้จะเหลือเวลาให้ตรวจเช็กความพร้อมเป็นครั้งสุดท้ายในทุกๆด้าน 10 วันพอดิบพอดีก่อนถึงการแข่งขัน 1 พ.ย.
ก็คงไม่เต็ม 10 วันนักหรอกครับ เพราะระหว่างนั้น ทีมชาติต่างๆ จะเริ่มทยอยเดินทางมาถึงเมืองไทย และคงต้องลงซ้อมบ้าง ทีมชาติไทยต้องฝึกซ้อมให้ชินกับสนามบ้าง เหลือเวลาไม่กี่วันเท่านั้นครับ
เสร็จจากเรื่องสนามซึ่งหากเป็นไปตามกำหนดจะถือว่าเรารอดตัวอย่างหวุดหวิด ก็มาถึงเรื่องหนักๆ ที่เจ้าภาพอย่างไทยต้องเจอ คือ การบริหารจัดการในทัวร์นาเมนต์ ทั้งการขนส่ง การเดินทางของทีม ทีมงานเลซอง ฯลฯ ซึ่งพอจะเห็นแววป่วนตั้งแต่วันจับสลากแบ่งสาย และเกมอุ่นเครื่องระหว่าง สเปน กับ ไทย มาบ้างแล้ว
เวลาที่เหลืออยู่ 2 เดือนนี้ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต้องเร่งสร้าง คนอย่าง ดร.กษม ชนะวงศ์ ที่เป็นมือประสานสิบทิศยิ่งกว่าทศกัณฐ์พันหน้าขึ้นมาอีกหลายๆคน เช่นเดียวกับในแง่ประชาสัมพันธ์ จะเป็นหน้าที่ของสมาคมฟุตบอลฯ, รัฐบาลไทย หรือกรุงเทพมหานคร ที่จะรับเป็นเจ้าภาพก็ต้องว่ากันไป เพราะทุกวันนี้บรรยากาศเงียบฉี่เหลือเกิน
ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีกี่ชาติที่เราจะได้เป็นเจ้าภาพลูกหนังระดับโลกอย่างนี้อีก เมื่อมีโอกาสแล้วก็อย่าเป็นลิงได้แก้ว หรือหัวล้านได้หวี ที่ไม่รู้จะทำประโยชน์กับมันได้ยังไงเลยนะครับ...ขอร้อง
ปูเป้