คอลัมน์ : สกู๊ปพิเศษ จาก...สยามกีฬา โดย.. ลิ้ม ทรนง
เชลซี VS แอต.มาดริด ศึกศักดิ์ศรีชิงสุดยอดถ้วยยุโรป
30/08/2012 10:14:12 น.

เชลซี แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมีคิวลงทำศึกปะทะ แอต.มาดริด แชมป์ยูโรปา ลีก ในศึกชิงถ้วยแห่งศักดิ์ศรีสุดยอดของทวีปอย่าง ''ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ'' ที่จะจัดขึ้นที่ สต๊าด หลุยส์ ในโมนาโก



        เป็นปีสุดท้ายโดยที่ เฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าตัวเก่งจะได้ลงสนามเผชิญหน้ากับสโมสรที่สร้างชื่อให้กับเขาจนกลายเป็นนักเตะที่โด่งดังมากจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับ ติโบลต์ กูร์กตัวส์ และ ติอาโก้ เมนเดส สองแข้ง ''ตราหมี'' ที่ได้เผชิญหน้ากับต้นสังกัดเก่าเช่นกัน


         เชลซี ''ขอย้อนรอยความสำเร็จปี 98''


         โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กุนซือชาวอิตาเลียนผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมร หลังจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้รับโอกาสทองด้วยการก้าวขึ้นมารับงานคุมทัพ ''สิงห์บลูส์'' ชั่วคราวแทนที่ อันเดร วิลลาช-โบอาช โค้ชวัยหนุ่มชาวโปรตุกีส


         ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะฝากฝังผลงานด้วยการพายอดทีมแห่งกรุงลอนดอนคว้าดับเบิลแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือถ้วยใหญ่ของยุโรปอย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่ โรมัน อบราโมวิช ต่างถวิลหามานานแสนนาน พร้อมกับได้สัญญาการคุมทีมถาวรเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จ


         ขณะที่ในฤดูกาลนี้ ดิ มัตเตโอ ยังคงพา เชลซี ออกสตาร์ตได้อย่างร้อนแรงด้วยการคว้าชัยชนะ 3 นัดติดในพรีเมียร์ลีกจนก้าวขึ้นมานำเป็นจ่าฝูงของตารางพร้อมกับได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมามีลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัวอีกครั้งหลังจากเมื่อซีซั่นก่อนเข้าป้ายเพียงแค่อันดับ 6


         ด้วยศักยภาพของ เชลซี ที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งอย่างมาก เพราะพวกเขาจัดการเสริมทัพได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทุ่มเงินซื้อตัว เอแด็น อาซาร์ เพลย์เมกเกอร์ดาวรุ่งทีมชาติเบลเยียม มาจากลีลล์ ในลีก เอิง ฝรั่งเศส ด้วยค่าตัวสูงถึง 32 ล้านปอนด์ (ราว 1,536 ล้านบาท) พร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ฟุตบอลเมืองผู้ดีได้อย่างรวดเร็วจนก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ตัวหลักของทีมชนิดที่ขาดไม่ได้


         นอกจากนี้ยังมีในรายของ ออสการ์ มิดฟิลด์ตัวรุกทีมชาติบราซิลที่คว้ามาจากอินเตอร์นาซิอองนาล, วิคเตอร์ โมเซส ดาวเตะสารพัดประโยชน์ที่ซิวมาจากวีแกน, มาร์โค มาริน ปีกทีมชาติเยอรมันจากแวร์เดอร์ เบรเมน รวมถึง เซซาร์ อัซปิลิก้วยต้า แบ็กขวาชาวสเปนจากโอลิมปิก มาร์กเซย ที่ย้ายเข้ามาเล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์เป็นรายล่าสุดด้วย


         ขณะเดียวกันการจากไปของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา อดีตศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของทีมที่ย้ายไปโกยเงินหยวนในช่วงบั้นปลายชีวิตการค้าแข้งกับเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว ในประเทศจีน กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสทองให้ เฟร์นานโด ตอร์เรส หัวหอกค่าตัวแพงได้แสดงศักยภาพมากยิ่งขึ้น และเขาก็จัดการซัดไปแล้ว 2 ลูกในการออกสตาร์ตพรีเมียร์ลีก 3 นัดแรก


         เกมวันศุกร์ที่ 31 ส.ค. นี้ ตอร์เรสจะได้เผชิญหน้ากับแอต.มาดริดอดีตอู่ข้าวอู่น้ำเก่าซึ่งเป็นต้นสังกัดแรกที่สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการลูกหนังอยู่ในเวลานี้ หลังจากเติบโตมาจากทีมเยาวชนก่อนจะฝากฝังผลงานด้วยการเป็นกัปตันทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังทีมตราหมีด้วยวัยแค่ 19 ปี พร้อมกับซัดไปถึง 82 ประตู จาก 214 นัดในลา ลีกา


         เชลซีเคยมีความทรงจำอันยอดเยี่ยมมาแล้วในถ้วยยูฟ่า ซูเปอร์คัพ โดยย้อนหลังกลับไปในปี 1998 หรือเมื่อ 15 ปีก่อนทีม ''สิงห์บลูส์'' ในฐานะแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ จัดการเฉือนเอาชนะเรอัล มาดริด 1-0 ยอดทีมของยุโรปเจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจากประตูชัยของ กุสตาโว่ โปเยต์ ห้องเครื่องทีมชาติอุรุกวัยในช่วงท้ายเกมนาที 82 สร้างประวัติศาสตร์คว้าถ้วยรายการนี้มาครองได้สำเร็จ


         นอกจากนี้ดูเหมือนว่าเรื่องบังเอิญพอดิบพอดีไม่น้อย เพราะเมื่อ 15 ปีที่แล้วสังเวียน สต๊าด หลุยส์ ในโมนาโกใช้จัดการแข่งขันยูฟ่า ซูเปอร์คัพเป็นครั้งแรก และผลเป็นเชลซีที่คว้าแชมป์ ขณะที่ในเกมวันศุกร์นี้สนามแห่งนี้จะใช้จัดศึกรายการนี้เป็นปีสุดท้าย ซึ่งทีม ''สิงห์บลูส์'' ก็หวังที่จะย้อนรอยความสำเร็จที่สนามแห่งนี้เป็นการส่งท้ายให้ได้ก่อนที่ปีหน้าจะย้ายไปจัดที่เอเดน สเตเดี้ยม กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก และปี 2014 จะย้ายไปที่มิลเลนเนียม สเตเดี้ยม กรุงคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ต่อไป


         แอต.มาดริด ''ราชายูโรปา ลีก''


         หลังจากที่สร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยมด้วยการผงาดคว้าแชมป์ยูโรปา ลีกสมัยที่สองในรอบ 3 ปีมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ทำให้แอต.มาดริดได้รับการจับตามองอย่างมากในฐานะราชาถ้วยใบเล็กของยุโรป


         หนึ่งในบุคคลที่สมควรได้รับเครดิตคำชื่นชมไปเต็มๆ ก็คือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่เข้ามาปฏิวัติระบบการเล่นของทีม ''ตราหมี'' ให้กลายเป็นทีมที่มีเกมรุกจัดจ้านที่สุดทีมหนึ่งในลา ลีกา หลังจากซัดไปถึง 53 ลูกในลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว


         ซิเมโอเน่จัดการพาแอต.มาดริดถล่มเอาชนะแอธ.บิลเบาในศึกสายเลือดนัดชิงชนะเลิศของถ้วยใบนี้ไปด้วยสกอร์ขาดลอย 3-0 คว้าแชมป์ยูโรปา ลีกสมัยที่สองมาได้อย่างยิ่งใหญ่


         ขณะเดียวกันผลงานการออกสตาร์ตในฤดูกาลนี้ แอต.มาดริดก็ยังทำผลงานได้ตามมาตรฐานเมื่อชนะ 1 เสมอ 1 โดยเฉพาะเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็เพิ่งจะถล่มเอาชนะแอธ.บิลเบาในเกมรีแมตช์ไป 4-0 พร้อมกับการทำแฮตทริกของ ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าตัวเก่งทีมชาติโคลอมเบียที่ถือเป็นอาวุธหนักที่กองหลังเชลซีจะต้องระวังเป็นอย่างมากในเกมนี้


         นอกจากนี้ในส่วนของนักเตะรายของ ติอาโก เมนเดส อดีตห้องเครื่องทีมชาติโปรตุเกสก็จะได้มีโอกาสลงสนามเผชิญหน้ากับต้นสังกัดเก่าด้วยหลังจากเขาถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างความสำเร็จสมัยที่ โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทัพในยุคนั้น


         เช่นเดียวกับ ติโบลต์ กูร์กตัวส์ นายทวารดาวรุ่งทีมชาติเบลเยียมวัย 20 ปีที่จะนำทีม แอต.มาดริดฟาดฟันความสำเร็จกับเชลซีต้นสังกัดที่แท้จริงหลังจากย้ายร่วมทัพ ''ตราหมี'' ด้วยสัญญายืมตัวเนื่องจากชีวิตการเฝ้าเสาในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์นั้นมี ปีเตอร์ เช็ก ยืนขวางทางอยู่ทั้งคน ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ประกาศลั่นพร้อมนำยอดทีมจากแดนกระทิงดุคว้าแชมป์มาครองให้ได้โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น


        เกร็ดสถิติความน่าสนใจของเกม


        -เชลซีและแอต.มาดริดจะกลายเป็นทีมที่คว้าแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพเป็นครั้งที่สองต่อจาก ยูเวนตุส, อันเดอร์เลชท์ และบาเลนเซียทันทีหากทั้งคู่คว้าชัยในเกมนี้ได้สำเร็จ โดยความสำเร็จครั้งแรกของทีม ''สิงห์บลูส์'' เฉือนเอาชนะเรอัล มาดริดในปี 1998 ขณะที่ทีม ''ตราหมี'' พลิกล็อกเอาชนะอินเตอร์ มิลาน 2-0 ในปี 2010


        -เชลซีลงเล่นในฐานะแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกหลังจากเสมอกับบาเยิร์น มิวนิค ใน 120 นาที 1-1 ก่อนจะดวลจุดโทษเอาชนะมา 4-3 สร้างประวัติศาสตร์คว้าถ้วยใหญ่ของยุโรปสมัยแรกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่


        -แอต.มาดริดลงเล่นในฐานะแชมป์ยูโรปา ลีกที่ถล่มเอาชนะแอธ.บิลเบามาแบบขาดลอย 3-0 และถือเป็นการคว้าถ้วยรายการนี้เป็นสมัยที่ 2 ใน 3 ปีหลังสุดหลังจากครั้งแรกพวกเขาเฉือนเอาชนะฟูแล่มแบบหวุดหวิด 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษในปี 2010


        -ทั้งสองทีมเคยพบกัน 2 ครั้งก่อนหน้านี้ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มโดย เชลซี ในยุคของ คาร์โล อันเชลอตติ เปิดรังสแตมฟอร์ด บริดจ์ถล่มเอาชนะไป 4-0 ก่อนที่จะบุกไปยันเสมอที่บิเซนเต้ กัลเดร่อน 2-2


        -เชลซีมีสถิติพบกับทีมจากแดนกระทิงดุ 13 ครั้งหลังสุดไม่แพ้เลยหลังจากพ่ายครั้งสุดท้ายต่อบาร์เซโลน่า 1-2 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในปี 2005-06 ขณะที่สถิติรวมในการพบทีมจากสเปนทั้งหมด 31 ครั้งนั้นพวกเขาชนะ 14 เสมอ 11 และแพ้ 6


        -แอต.มาดริดมีสถิติเจอกับทีมจากอังกฤษทั้งหมด 20 ครั้งชนะ 7 เสมอ 8 และแพ้ 5 โดยหนล่าสุดที่เจอกับทีมจากพรีเมียร์ลีกนั้นคือการเอาชนะฟูแล่มในเกมนัดชิงชนะเลิศยูโรปา ลีก ปี 2010 ในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ 2-1 และรวมถึงเกมที่เอาชนะลิเวอร์พูลทั้งเหย้าและเยือนในรอบตัดเชือกปีเดียวกันอีกด้วย




















        
 
        ลิ้ม ทรนง

 
คอลัมน์อื่น ๆ
Comment

ลิ้ม ทรนง
นามปากกา : ลิ้ม ทรนง

จำนวนเรื่อง : 58
All post : 24
All view : 108,987
คอลัมน์ สกู๊ปพิเศษ จาก...สยามกีฬา

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263