เรื่องของการพัฒนาแข้งเยาวชนรุ่นใหม่ถือเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องจะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด ในเมื่อคนรุ่นนี้ไม่อาจจะคาดหวังความสำเร็จในระดับโลกได้ ก็ต้องฝากความหวังให้กับคนรุ่นใหม่ ในรุ่นต่อๆไป อยู่ที่ว่าเราจริงใจกับการส่งเสริมเยาวชนแค่ไหน?
ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลฯ มีการเตรียมทีมชาติระดับเยาวชนแบบบูรณาการณ์ (ยืมคำพูดท่านนายกฯ มาใช้หน่อย) กันทุกรุ่น แต่ก็อย่างว่ากี่ปีกี่ปีก็ไม่เคยเห็นพัฒนาการที่เป็นรูปธรรม หมายความว่า เมื่อจบรุ่นหนึ่งก็ผ่านไปอีกรุ่น ส่งไม้ต่อเหมือนกับถีบหัวเรือส่ง ส่วนรุ่นที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านเลย บางคนหายไปกับสายลม ปลิวเคว้งแล้วแต่โชคชะตาว่าจะได้กลับมารับใช้ชาติอีกหรือไม่ ระบบแบบนี้มันขาดช่วงเหมือนนิยายรักขาดตอน เสร็จแล้วก็คือเสร็จกัน บางคนใช้คำว่า "ก็ช่างหัวมัน"
ความจริงใจในการพัฒนาเยาวชนต้องยกเครื่องกันใหม่ มองถึงหลักคิด และสเต็ปการก้าวไปทีละขั้นให้เป็น อย่าสักแต่เลือกตัวมาเล่น ล้มเหลวก็ปล่อยทิ้งขว้าง เราเสียทรัพยากรนักเตะไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ในแต่ละปี หันกลับมาทำใหม่จะดีมั้ย?
เคยเรียกร้องถึงการเตรียมทีมชาติ เอเอฟซี เขามีหลักคิดที่ชัดเจนอยู่แล้วที่จะให้ชาติต่างๆได้เตรียมเยาวชนของตนเอง วางหลักคิดที่ว่า ในเมื่อฟีฟ่ามีการชิงแชมป์เยาวชนโลกอายุ 17 ปี แต่การคัดเลือกจริงๆ จะต้องมาจากระดับเยาวชน 15 ปี
เอเอฟซี สานต่อด้วยการจัดแข่งขันที่เราเรียกว่า เฟสติวัล จะมีทั้งเยาวชน 13 ปีและ 14 ปี บ้านเราก็เห่อเสียเหลือเกินทั้งที่เขาไม่ได้นับผลแข่งขันแต่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับเกมนานาชาติ รู้จักกฎกติกามารยาท แต่เราก็ชอบที่จะนับผลมาประมวลภาพว่าเราคือแชมป์ทุกคราวไป
จากเฟสติวัลพอขึ้น 15 ปีก็จะเข้าสู่การคัดเลือกเอเชีย ที่จะเตะในรอบแรก ถ้าเข้ารอบสุดท้ายก็จะเป็นอายุ 16 ปี ที่แข้งเยาวชนไทยเตรียมจะไปแข่งที่ประเทศอิหร่านในเดือนหน้านี้ ถ้าไปชิงแชมป์โลกได้ก็จะเป็นช่วงอายุ 17 ปีพอดี
ฐานการสร้างมันออกแบบมาแล้ว อยู่ที่ว่าเราเตรียมการเช่นนั้นหรือไม่ เพราะความจริงเมื่อผ่านการชิงแชมป์เอเชียอายุ 16 ปี แล้ว ไม่ว่าจะเข้ารอบหรือตกรอบ แข้งเหล่านี้ย่อมกระโจนเข้าสู่การแข่งชิงแชมป์เอเชียในรุ่น 17 ปีต่อทันที มันควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ของเรามักจะไม่เป็นเช่นนั้น
ก็เพราะไอ้ระบบการแบ่งภาคผู้จัดการทีมเข้ามาจุ้นจ้านกันคนละชุดนั่นแหละคืออุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาที่แท้จริง ชุดหนึ่งก็เลือกโค้ชคนหนึ่ง โค้ชคนหนึ่งก็เลือกนักเตะของตัวเองทีมหนึ่ง ไม่ได้สนใจกับขีดความสามารถที่แท้จริงของนักเตะ ทีมชาติก็เลยเป็นทีมกระดาษที่โดนฉีกขาดตลอดมา
นโยบายแต่ละชุดต่างคนต่างทำเมื่อไหร่ก็หาความสำเร็จยาก จุดนี้ต้องปรับด่วน และที่สำคัญหาคนที่มีความยุติธรรมและมีใจพัฒนาที่แท้จริงเข้ามาบริหาร อย่างน้อยตั้งแต่อายุ 12 ปีถึง 19 ปี ควรจะเป็นทีมงานชุดเดียวที่จัดการมันทั้งระบบ
ประการต่อมาคือการเข้าถึงเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งอุปสรรคที่รู้กันดีก็คือ เยาวชนของชาติต้องควบคู่ไปกับการศึกษา ฉะนั้นปัญหาใหญ่ที่เห็นชัดคือเมื่อเด็กติดทีมชาติจะรวมตัวกันซ้อมได้ยากมาก เพราะต้องรับใช้สถาบัน
แข้งเยาวชนยุคนี้ไม่ต่างจากนักเตะอาชีพที่มีสัญญากับโรงเรียนเพราะได้ทุนเข้ามาจึงต้องเล่นบอลรับใช้ทุน ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเด็กบ้านเรามียังกับดอกเห็ด ไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือกันบ้างหรือเปล่า เพราะเห็นมีแต่แข่งขันตลอดปี ตลอดชาติ
ก็เอาเถอะสมาคมฟุตบอลฯ ควรจะมีหน้าที่ส่งเสริมมิใช่หรือ? ไม่ใช่การขัดขวางหรือมาเป็นศัตรูกัน แนวทางเลือกใช้โรงเรียนเป็นฐานเพาะชำจึงเหมาะสมที่สุด เพราะนักเตะที่มีฝีเท้าเก่งๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่กับสถาบันเหล่านี้ เพียงแค่เข้าไปส่งเสริมจัดการแข่งขันให้เป็นทัวร์นาเมนต์ระดับประเทศเราก็จะได้นักเตะที่มีคุณภาพให้เลือกมากมาย
ปัจจุบันกรมพลศึกษาคือตัวการใหญ่ในการจัดแข่งขัน นับวันก็ด้อยคุณภาพลง กระทรวงกีฬาได้งบจากรัฐจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหมดไม่เห็นเอามาส่งเสริมเยาวชนของชาติเลย แค่ฟุตบอลกรมพลฯ ที่เตะกันอยู่ยังจัดให้ดีไม่ได้เลย แล้วจะหวังอะไรกับการพัฒนากีฬาของบ้านเรา
แม่งานมันควรเป็นสมาคมฟุตบอลฯได้แล้ว เรามีลีกใหญ่ที่ดี แบ่งงบอีกนิดมาเปิดลีกเยาวชนขาสั้นให้โรงเรียนทั่วประเทศได้แข่งขันด้วยรายการที่มีคุณภาพ เพราะเยาวชนเหล่านี้ก็จะเป็นที่หมายตาของสโมสรที่จะนำเข้าสู่กระบวนการปั้นเป็นนักเตะอาชีพต่อไป
แน่นอนว่า ทีพีแอล ก็มีการบังคับให้มีลีกเยาวชนขึ้นกับสโมสรอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นรูปธรรม และไม่เห็นความชัดเจน มีไม่กี่ทีมที่พร้อม ที่เหลือก็เน้นไปยกโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งมาแข่ง มันก็เท่ากับทำให้จบๆ ไป ไม่มีอะไรสะเด็ดน้ำที่เป็นการพัฒนาแม้แต่น้อย แต่ถ้าดำเนินการจัดการแข่งขันเอง จะสามารถดึงให้สโมสรเข้ามาหาช้างเผือกจากเวทีแข่งขันจริงมันจะเป็นประโยชน์มากกว่า
อย่าลืมเรากำลังฝากอนาคต "บอลไทยไปบอลโลก" กับเด็กรุ่นใหม่ ถ้าคนรุ่นนี้ไม่วางรากฐานการพัฒนาไว้ให้ กี่ปีกี่ชาติบอลไทยก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ตลอดไป และตลอดกาล ทวนเหล็ก