เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาคอบอล หลายท่านคงมีอาการสะบัดร้อน สะบัดหนาวจากการตากฝนที่กระหน่ำลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาทั้งเสาร์และอาทิตย์กันบ้างแหละ
แม้จะเจอพายุไค ตั๊ก ฟาดงวงฟาดงา กันขนาดนั้นก็น่ายินดีที่ทั้งสปอนเซอร์ ไทยพรีเมียร์ลีก และดิวิชั่น 1 สามารถเตะได้จบภายในสัปดาห์เดียวกัน ไม่ต้องเลื่อนยืดยาวออกไปอีก นั่นคือเกมระหว่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เลื่อนมาเตะวันอาทิตย์เวลาเดิมและเกม บางกอก เอฟซี กับ ภูเก็ต เอฟซี ที่เลื่อนมาเตะ 10 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ผมไปอยู่ในวันอันแสนจะวุ่นวายที่เอสซีจี สเตเดี้ยมด้วย สภาพ มะลอกมะแลก เพื่อเก็บบรรยากาศ ความรู้สึกในเกม
"หยุดประเทศ" ของฟุตบอลไทยด้วย
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมแฟนบอลของทั้ง 2 ทีมที่ต้องยอมรับว่าพวกเขารักสโมสรของตัวเองชนิดเข้าไส้ การจะฝ่าฟันรถติดมหากาฬ ไปนั่งตากฝนอยู่ในสนามเพื่อรอบอลเตะหลายชั่วโมงเป็นเรื่องที่ลำบากไม่น้อยแต่พวกเขากลับส่งเสียงร้องเพลงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน แม้ว่าเกมจะถูกเลื่อนออกไปอีกวันพลังแห่งความศรัทธาก็ยังผลักดันให้ทุกคนกลับมานั่งที่เดิม
ทีมเยือนอย่าง บุรีรัมย์ ลำบากยิ่งกว่าเมื่อรถบัส 16 คัน จุคน 1,200 คนต้องห้อตะบึงไปค้างแรมกันที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ด้วยเสื้อที่มีมาชุดเดียว เปียกปอนทั้งคืนเพื่อจะกลับมาเชียร์อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น
จริงๆแล้วสนามฟุตบอลไทยยุคนี้โดยเฉพาะทีมระดับชั้นนำของประเทศอย่างเมืองทองไม่ได้ครณา กับปัญหาฝนตกนะครับ เพราะมีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ แต่วันนั้นพระพิรุณไม่เมตตาเลยตกกระหน่ำหนักจริงๆและเป็นช่วงเวลาก่อนแข่งแค่ไม่กี่ชั่วโมงแถมยังตกต่อเนื่อง น้ำที่ระบายกันออกไปเพื่อไปลงบ่อพักดันโชคร้ายที่บ่อพักมีน้ำเต็มอยู่แล้ว ทำให้น้ำถูกดันกลับเข้ามา นี่คือปัญหาที่แก้ไม่ได้จริงๆต้องเลื่อนแข่ง หากตกกันมาแบบพอดีๆก็คงสู้กันไหวแหละครับ
เจอพระพิรุณทำพิษแบบนี้ ทุกฝ่ายเดือดร้อนกันไปหมดแหละครับ เจ้าบ้านอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ก็เสียหายไม่ใช่น้อย ทั้งเบี้ยเลี้ยงพนักงาน เจ้าหน้าที่ บูทสินค้าต่างๆของสปอนเซอร์ ความกระหายมุ่งมั่นของทีมฯ ฝ่ายจัดฯก็เสียหาย เพราะเกมนี้ผู้ตัดสินที่มาจากเกาหลีใต้ทั้งชุดต้องเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นก็ต้องเลื่อนตั๋วออกไปอีกค่าใช้จ่ายบานเบอะทั้งที่พัก, อาหาร แต่ปัญหาอุปสรรค ทั้งหมดทั้งมวล ก็ถูกทดแทนด้วยเกมที่สนุกเหลือเกินในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ต้องยอมรับอีกครั้งว่า เกมกิเลน กับ ปราสาทสายฟ้า ไม่ต่างจาก ผีเจอหงส์ หรือ เอล กลาซิโก้ ระหว่างบาร์ซ่ากับมาดริด ของสเปน เป็นเกมที่คาดเดาผลการแข่งขันยากจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าทั้งสองทีมเกร็งจากศักดิ์ศรีที่ใกล้เคียงกันจนเล่นน่าเบื่อ ตรงกันข้ามกันใส่กันทุกรูปแบบ
เป็นดราม่าเกมอีกนัดหนึ่ง ตั้งแต่ทีมเยือน บุกมานำก่อนชนิดแฟนช็อกกันทั้งสนามก่อนที่เจ้าถิ่นจะมาได้จุดโทษและสังหารเข้าไป ทีมเยือนน่าจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเอาชนะเจ้าถิ่นคาบ้าน เมื่อได้จุดโทษพร้อมกับเมืองทอง เสียใบแดงแต่ก็เหมือนถูกกำหนดไว้จากเบื้องบน สุเชาว์ที่ยิงจุดโทษเข้าเกือบทุกครั้ง ดันยิงไปติดเซฟ กวิน ซะอย่างงั้น
เทพีแห่งโชคไม่เข้าข้างจนถึงนาทีสุดท้ายที่โหม่งเข้าไปแล้วแต่ถูกยกล้ำหน้า สุดท้ายก็เสมอกันไป สะใจคนดูทั้งสนาม สมศักดิ์ศรีในศึกบิ๊กแมตช์ของเมืองไทย
แม้ว่าต่างคนต่างมุมมองจะวิพากษ์กันไป ถึงจุดต่างๆในเกม ทั้งกรณีที่น่าจะเป็นฝั่งละใบแดง หรือ กรณีไลน์แมนยกล้ำหน้า แต่ก็ถือว่าเบาบางมาก หากเทียบกับการใช้ผู้ตัดสินไทยทำหน้าที่ ซึ่งจุดเริ่มต้นมักจะอยู่ที่ความไม่เชื่อถือตั้งแต่แรก แล้วถ้าเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นเป็นเรื่องแน่ แต่สำหรับผู้ตัดสินต่างชาติอย่างน้อยๆปัญหานี้ก็ไม่เกิด แฟนบอลของทั้งสองทีมก็น่ารักครับ หนัก โหด จัดเต็มกันในเกม แต่จบแล้วก็จบกันไม่มีการตีกันหัวร้างข้างแตก
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างแห่งเกม "สปิริต" ทั้งสองทีมนอกจากจะทำหน้าที่เล่นให้คนดูมีความสุขมากที่สุดแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นแบบอย่าง ในการสร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้กับวงการฟุตบอลเมืองไทย
ปูเป้