ผมเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเสียใจกับความพ่ายแพ้ของ แก้ว พงษ์ประยูร ในนัดชิงชนะเลิศมวยสากลสมัครเล่นในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ที่กรุงลอนดอน
คงไม่ต้องบรรยายภาพการชกในวันนั้นเพราะทุกท่านคงจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกันว่า แก้ว โดนปล้นเหรียญทอง สิ่งที่ต้องยกย่องก็คือ แก้ว พงษ์ประยูร ในนัดชิงเขาสู้แบบถวายทั้งกายและใจ ทุ่มหมดเปลือกด้วยพลกำลังที่มีอยู่ ขณะที่ ซู ชิ หมิง นักชกจีน เอาแต่ถอยหนี บางทีถอยไม่ทันก็ใช้วิธีดัน ผลัก และกอดเอาตัวรอด แถมด้วยการตีกรรเชียงหลบหนี "แก้ว" รุกไล่ทั้ง 3 ยก เนื่องจากต่อยยังไงคะแนนก็ยังตามหลัง เมื่ออีกฝ่ายไล่ชก แต่อีกฝ่ายวิ่งหนี ใครสมควรชนะ?
ยังรู้สึกดีที่แม้ว่าจะชวดเหรียญทองแต่คนไทยก็ยกให้ แก้ว พงษ์ประยูร เป็นนักสู้ตัวจริงและสมควรยกย่องเป็นฮีโร่ในโอลิมปิกเกมส์อีกคนหนึ่ง แม้แพ้บนสังเวียนผ้าใบ แต่ชนะใจคนทั้งชาติ หรืออาจจะคนทั้งโลกด้วยซ้ำไป
กรณีนี้นี่คือตัวอย่างของการต่อสู้ในฐานะนักกีฬา คำว่ากีฬาไม่ว่าจะอาชีพหรือสมัครเล่น ต้องมีคำว่า
"สปิริต" จึงจะเป็นนักกีฬาที่สมบูรณ์แบบ
การรับคำพ่ายแพ้อย่างทระนง บางครั้งยังได้ใจมากกว่าผู้ชนะที่ได้มาด้วยกลโกง หรือมีการช่วยเหลือกัน ซึ่งถ้ามันต้องเป็นอย่างนั้น ก็น้อมรับเสียเถอะ ทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว กีฬาฉากใหญ่ปิดม่านผ่านไป ทำใจกับมัน และยินดีกับสิ่งที่ได้มาจะดีที่สุด ไม่มีประโยชน์จะรื้อฟื้น กีฬาไม่ได้ทำให้ใครจะเป็นจะตาย มันแค่เสียความรู้สึก เวลาผ่านไปก็จะลืมกันเอง
เทียบกลับมาที่วงการฟุตบอลบ้านเรา กฎแห่งการรู้แพ้ รู้ชนะ ยังต้องตอกย้ำในสามัญสำนึกต่อไป หลายครั้งที่มักจะเกิดเรื่องราวประเภท
"บอลแพ้ คนไม่แพ้"
สมัยนี้ไม่เหมือนยุคก่อน ที่เหตุการณ์จบก็จบกันไป แต่มันยังมีบทลงโทษตามหลังมาให้สโมสรต้องหนักใจไม่มากก็น้อย สิ่งที่แฟนบอลก่อเรื่อง สโมสรต้องรับผิดชอบ ทั้งการโดนปรับเงิน การห้ามให้แฟนบอลเข้าชม การห้ามเล่นในสนามเหย้าที่บ้านตัวเอง ลามไปถึงการถูกตัดแต้ม การปรับตกชั้น และการสั่งยุบทีมในท้ายที่สุด มันไม่ใช่เรื่องสนุกแน่นอนสำหรับคนทำทีม
อารมณ์ของแฟนบอลยากจะควบคุม จะให้สั่งอย่างไร สอนอย่างไร ก็แค่นั้นในเมื่อความรู้สึกของการเชียร์ที่มุ่งจะให้ทีมตัวเองได้รับชัยชนะสูงกว่าการให้เกียรติคู่แข่งขัน หรือผู้ตัดสิน ยังไงก็ย่อมเกิดความรุนแรง
ปีนี้บอลลีกภูมิภาคดูจะเกิดขึ้นบ่อย และเจ้าบ้านก็มักที่จะเป็นผู้สร้างเรื่องเสียเอง แถมไม่ใช่แฟนบอลแต่เป็นผู้บริหารทีมด้วยซ้ำไป ภาพที่มีการคุกคามผู้ตัดสิน แฟนบอลล้อมกรอบไม่ให้ออกจากสนาม เริ่มจะชินตามากขึ้นเรื่อยๆ จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปหรืออย่างไร
ผู้ควบคุมการแข่งขันท่านหนึ่ง ท่านมาจากการกีฬาแห่งประเทศไทย มาจากหน่วยงานที่ให้งบประมาณในการดูแลลีกภูมิภาค ท่านไปสนามไหนสิ่งที่พบก็คือ การเชียร์ที่บ้าคลั่ง การด่าผู้ตัดสิน การล้อมกรอบ และการขู่เข็นต่างๆนานา
ท่านกล่าวว่าทีมงานไปทำหน้าที่มีผู้ตัดสิน 4 ท่าน ผู้ควบคุมอีก 1 ท่าน ถือเป็นการปฏิบัติงานที่เสี่ยงอันตรายยิ่งกว่าลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งถ้าเจ้าบ้านไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีด้วยแล้ว ยิ่งเสี่ยงอันตรายมากเท่านั้น
ด้วยการที่ท่านเพิ่งจะเข้ามาคุ้นเคยจึงงงงันว่า การเชียร์ของแต่ละทีมจะมาฆ่ากันหรือไง ไม่มีการยอมกันแม้แต่น้อย ผู้ตัดสินเป่าปรี๊ดฝั่งหนึ่งฝั่งใดต้องด่าทันที ยิ่งเจ้าบ้านแพ้หรือเสมอหรือว่าเป่าไม่ถูกใจหลังเกมมีปัญหาให้ต้องระทึกขวัญกันอีก มันคงจะไม่ถูกเรื่องแล้วถ้าต้องเจอกันแบบนี้
ในช่วงที่ผู้ตัดสินถูกรุมล้อมกลางสนาม ชายนิรนามควักปืนชูหราออกมาขู่ก็เล่นเอาไม่มีใครอยากจะตัดสินกันอีกแล้ว มาสมัยนี้หลายคนบอกว่าไปทำหน้าที่ที่ไหนอาจจะต้องพกปืนไปด้วย
ข่าวผู้ตัดสินโดนไล่ยิงหลังจากที่กลับออกมาจากสนามก็มีให้รับรู้กันตลอดเช่นกัน กลายเป็นว่าต้องทำงานที่เดินบนเส้นด้ายเสียอย่างงั้นแล้วสำหรับผู้ตัดสินเมืองไทย รวมถึงแฟนบอลที่เข้าขั้นรุนแรงหนักขึ้น จนมีคำกล่าวที่ว่า "บ้านใครบ้านมัน" คือถ้าไปเยือนแล้วโดนกระทำมา ก็รอเวลาที่จะสางแค้นในบ้านตัวเอง คิดกันอย่างนี้ฟุตบอลคงจะแข่งกันไม่ได้แน่นอน
สมัยนี้ผู้บริหารทีมแทบทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลทั้งสิ้น ไม่ว่านักการเมืองระดับชาติ ก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ทุกท่านก็ล้วนใหญ่โต มากด้วยบารมี เข้ามาทำทีมก็ย่อมต้องการความสำเร็จ จึงมองข้ามสปิริตในเกมกีฬา มุ่งไปที่ชัยชนะ ถ้ามีอะไรที่ทำให้ทีมต้องพ่ายแพ้ มันผู้นั้นคือตัวการที่จะต้องสะสาง
อย่าให้บรรยากาศมันเป็นเช่นนั้นเลย น้อมรับกับความพ่ายแพ้บ้าง แม้ว่าความพ่ายแพ้นั้นอาจจะมาจากการที่คู่แข่งขันโกง หรือผู้ตัดสินลำเอียง แต่ถ้านักฟุตบอลมันสู้กันจนสุดใจขาดดิ้น ก็หาใช่ความพ่ายแพ้ไม่ แต่มันคือชัยชนะในจิตใจที่ยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเทียบ แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร ท่องกันเอาไว้
ทวนเหล็ก