คนบางคนทำอะไรเพื่อเงินเพื่อลาภยศ ในขณะที่คนบางคนรู้สึกเหมือนกับว่าการได้ทำอะไรเพื่อสังคมเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตมากกว่า ที่เกริ่นแบบนี้เพราะเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้พบกับรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเธอเพิ่งจะแต่งงานและมีลูกกับชาวญี่ปุ่นที่เป็นเทรนเนอร์ฟุตบอล หลังจากได้คุยกันสักพักก็รู้อึ้งกับสิ่งที่เธอกับสามีกำลังทำอยู่นั่นก็คือ การช่วยเหลือเด็กในสังคม !!!
น้องจิ๊บกับคุณคัทซึอากิ คิตะ หรือนิกเนม "คาซู" อยู่ในเมืองไทยมาตั้งแต่ปี 2009 โดยสามีของเธอมีอาชีพเป็นเทรนเนอร์สอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ ในบริษัทแห่งหนึ่ง โดย คาซู ไม่ใช่แค่โค้ชลูกหนังแบบซั่วๆ เพราะเขาได้รับใบอนุญาตระดับ ซี จากประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว ฉะนั้น ผู้ชายคนนี้มีทักษะฟุตบอลไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
คาซู ทำงานบริษัทเกี่ยวกับการสอนฟุตบอลแห่งหนึ่ง โดยทุกครั้งที่เขามีเวลาว่างจากวันหยุด หรือวันลา เขามักจะชวนครอบครัวไปต่างจังหวัดเพื่อที่จะใช้ทักษะส่วนตัวในเรื่องฟุตบอลไปสอนเด็กๆ ตามต่างจังหวัด รวมทั้งสถานที่ต่างๆ เพื่อที่จะได้สอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ เหล่านั้น โดยเป้าหมายหลักในการทำเรื่องนี้ก็เพื่อที่จะจุดประกายฝันให้เด็กๆ มีความคิดริเริ่มที่จะสร้างฝันของตัวเอง
ที่สำคัญก็คือการทำกิจกรรมนี้ คาซู ใช้เงินทุนส่วนตัวในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเขาเก็บจากการที่ภรรยาให้เป็นค่าขนม โดยการทำแบบนี้ คาซู ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับครอบครัวอย่างแน่นอน
ไหนๆ ก็มีโอกาสได้พบกับคนที่อยากช่วยสังคมแบบนี้ ข้ากระผมก็เลยขออนุญาตพวกเขาเพื่อสัมภาษณ์เรื่องราวของพวกเขาที่บ้านของคาซู ซึ่งผมเพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่าอยู่ใกล้ๆ กับบ้านผม แหมจุดใต้ตำต่อแท้ๆ ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลามาเริ่มบทสนทนาแบบสบายๆ สไตล์คนรักเกมลูกหนังกันดีกว่า เออ เกือบลืมการพูดคุยกันครั้งนี้ น้องจิ๊บ เป็นล่ามนะจ๊ะ คือว่าข้ากระผมไม่มีปัญญาพูดภาษาญี่ปุ่นหรอกจ้า
Q : คาซู โครงการที่คุณทำอยู่เนี่ยะเรียกว่าอะไร
คาซู : โครงการนี้ชื่อว่า D-Planner (ดี-เพลนเนอร์) เป็นโครงการที่ผมคิดทำแบบส่วนตัว โดยใช้เวลาว่างจากงานประจำนะครับ
Q : ดี-เพลนเนอร์ อืม แล้วมันมีความหมายไหม
คาซู : มีครับ D ตัวแรกก็คือ Dream (ดรีม) ความฝัน แบบว่าผมอยากจุดประกายฝันให้กับเด็กๆ ทุกคน ไม่จำเป็นต้องฝันอยากเป็นนักฟุตบอล แต่จะเป็นฝันอะไรก็ได้ เหมือนกับตัวผม ที่ฝันอยากเป็นโค้ชที่เก่งที่สุด และผมก็วิ่งตามฝันอย่างมีความสุข เพราะมันเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ทำทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่น
D ตัวที่สอง ก็คือ Direction (ไดเร็คชั่น) เส้นทางที่จะมุ่งมั่น ก็อย่างที่บอกไว้ข้างต้น เมื่อมีความฝันก็ต้องมุ่งไป ไม่จำเป็นต้องฝันว่าอยากป็นนักฟุตบอล แต่เป็นฝันอะไรก็ได้เพื่อที่จะก้าวไปด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ
D ตัวที่สาม ก็คือ Discovery (ดิสโคเวอร์รี่) ค้นหา เป็นการค้นหาสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ
D ตัวที่สี่ ก็คือ Dee (ดี) เป็นภาษาไทยก็คำว่า ดี นั่นแหละ แบบทำแต่สิ่งดีๆ เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น
D ตัวสุดท้าย เป็นภาษาญี่ปุ่น Daredemo (ดาเระเดโมะ) ทุกๆ คนสามารถทำได้
Q : โครงการ ดี-เพลนเนอร์ เริ่มต้นยังไงครับ
คาซู : โครงการนี้เริ่มจากความต้องการจุดประกายฝันให้กับเด็กๆ โดยผมได้ขอความร่วมมือกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นมูลนิธิของคริสเตียน คือผมเป็นคริสเตียนนะครับ เมื่อได้พูดคุยโครงการนี้แล้ว นอกจากจะช่วยปันฝันให้กับเด็กๆ เรายังมีโอกาสได้ประกาศเรื่องพระเจ้าอีกด้วย และโครงการนี้ได้เริ่มที่ชุมชนเสนานิคม แถวเกษตร
Q :เป้าหมายในการทำเรื่องนี้ละครับ
คาซู : ผมอยากให้เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และนั่นจะทำให้พวกเขาห่างไกลจากยาเสพติด รวมทั้งยังเป็นการจุดประกายฝันให้พวกเขาได้ค้นหาตัวเองว่าต้องการอะไร อยากทำอะไร
Q : ได้ข่าวว่าการทำโครงการนี้ทำให้ คาซู ต้องออกจากงาน เพื่อไปเปิดบริษัทร่วมกับเพื่อน
คาซู : ใช่ครับ เพราะการทำงานที่เดิม ทำให้ผมไม่มีเวลาที่จะได้สานฝันสำหรับโครงการ ดี-เพลนเนอร์ แต่การทำงานร่วมกับเพื่อน ทำให้ผมได้ทั้งสอนฟุตบอล และยังมีเวลาที่จะได้ทำสิ่งดีๆ เพื่อการก้าวไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ในการเป็นเทรนเนอร์
Q : เพื่อจะได้มีเวลา !! ทำไมล่ะก็คุณสอนบอลให้กับเด็กในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอ
คาซู : ไม่ใช่ครับ ผมกับภรรยาและลูกสาว เพิ่งเกิดได้ไม่กี่เดือนนะครับ มักจะเดินทางไปสอนฟุตบอลที่ต่างจังหวัด แต่จริงๆ แล้วผมเริ่มออกไปสอนบอลที่ต่างประเทศก่อนในประเทศไทยนะ ตอนนั้นมีโอกาสได้ไปสอนฟุตบอลที่บ้านเด็กกำพร้าแถวๆ ปอยเปต โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทของเพื่อนผมนะครับ ที่สำคัญยังได้นำอุปกรณ์กีฬาอย่างเช่นรองเท้าฟุตบอล ที่ได้รับบริจาคเอาไปมอบให้ด้วย
Q : แล้วจากนั้นล่ะครับ
คาซู : จากนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปสอนบอลที่จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ครั้งนี้ใช้เงินส่วนตัวนะครับ แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมาย ก็แค่เสียค่าน้ำมัน ส่วนค่ากินกับที่พักก็อยู่กับชาวบ้านแถวนั้นนะครับ และเหมือนเดิมผมได้รับบริจาคสิ่งของเกี่ยวกับอุปกรณ์กีฬา และนำสิ่งเหล่านั้นไปบริจาคให้กับเด็กๆ ต่อจากนั้นผมก็ไปสอนบอลที่ ร้อยเอ็ด ที่โรงเรียนเมืองอาจสามารถ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยาผมนี่แหละ อยากจะบอกว่าการได้ทำแบบนี้ยิ่งสนุก และยิ่งเป็นการเติมเต็มความฝันทั้งของผมและของเด็กๆ
Q : มีที่ไหนอีกไหมครับ
คาซู : ก็ที่ สังขบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นะครับ ผมขับรถไปที่บ้านเด็กกำพร้าสายรุ้ง โดยที่ได้ไปที่นั่นเพราะผู้ปกครองของเด็กที่ผมสอนฟุตบอลแนะนำ ที่นั่นมีชาวญี่ปุ่นที่พูดภาษาไทยได้เป็นครูใหญ่ และเขาก็ให้ความช่วยเหลือผมมากๆ เพราะเด็กๆ ที่นั่นเป็นชาวเขาชาวดอยไม่พูดภาษาไทย ก็ได้เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้แหละที่ช่วยแปลให้
Q : งานสนุกแบบนี้คงได้ลุยกันอีกเพียบซิครับ
คาซู : ไม่เลย ผมจำเป็นต้องหยุดพักโครงการ ดี-เพลนเนอร์ ก็อย่างที่บอกตอนนั้นผมทำงานประจำ ผมมักจะต้องเดินทางไปต่างจังหวะด้วยการลา และวันลาผมหมด ที่สำคัญเงินค่าขนมของผมที่ภรรยาให้ก็เกลี้ยง ส่งผลให้ผมต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แต่ก็แค่พักนะเพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมมีทุนผมก็จะลุยต่อ
Q : อ้าวทำแบบนี้ก็เดือดร้อนตัวเองซิ แล้วทำไปทำไมล่ะ
คาซู : ผมไม่ได้เดือดร้อน เพียงแค่เงินค่าขนมที่ภรรยาให้ไม่เหลือเท่านั้น (5 5 5) การทำแบบนี้มันไม่ใช่แค่การสอนเท่านั้น แต่มันยังเป็นการให้โอกาสให้กับเด็กในการจุดประกายความฝัน และอยากตามหาฝัน ที่สำคัญการไปสอนเด็กๆ ต่างจังหวัด ทำให้ผมอึ้งกับทักษะฟุตบอลของเด็กบางคน ที่เด็กเมืองกรุงที่ผมสอนยังไม่สามารถทำได้เลย นั่นเป็นการเปิดโลกทัศน์ของผมเลยทีเดียว แบบที่ภาษาไทยเรียกว่า "ช้างเผือก" นะ และยังเป็นการช่วยผมพัฒนาในการสอนฟุตบอลด้วย แบบนี้เรียกว่าผลประโยชน์ร่วมกันได้ไหม (5 5 5) ประโยชน์อีกอย่างที่ผมได้ไปสอนเด็กต่างจังหวัดก็คือการได้เห็นสภาพของเมืองไทยที่แตกต่างกัน และยังได้ท่องเที่ยวไปในตัวด้วย ผมได้เห็นความสวยงามของเมืองไทย และบ่อยครั้งที่ผมนำเรื่องเล่านี้ไปเล่าให้เพื่อนๆ ชาวญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เขาอยากมาเที่ยวเมืองไทยเลยทีเดียว
Q : การต้องควักทุนส่วนตัวส่งผลกระทบกับครอบครัวไหม
คาซู : ก็ไม่ส่งผลกระทบเท่าไร เพราะเราแบ่งสัดส่วนของเงินเอาไว้แล้วว่าอันนี้ใช้กับเรื่องนี้ อันนี้ใช้กับเรื่องนี้ และที่สำคัญการเสียเงินแบบนี้ก็เหมือนกับการซื้อประสบการณ์ แต่สิ่งสำคัญการทำอะไรก็ตามต้องไม่กระทบกระเทือนกับครอบครัว แต่การไปต่างจังหวะผมก็แค่เสียค่าน้ำมัน ส่วนค่ากินที่พักฟรีตลอดงาน
Q : ค่าน้ำมันในเมืองไทยทำคนจนมาเยอะแล้วนะ
คาซู : 5 5 5 ใช่ครับผมไม่เถียง
Q : ไปบ่อยๆ แบบนี้เมียกับลูกไม่เบื่อเหรอ
คาซู : (หันไปมองน้องจิ๊บแล้วหัวเราะ) ไม่เบื่อหรอก เพราะภรรยาของผมก็ชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน
น้องจิ๊บ : ใช่ค่ะ เราชอบท่องเที่ยว แต่ถ้า คาซู ทำแบบนี้มากเกินไป จิ๊บ ก็ต้องต่อว่าเพราะถือว่าแบ่งเวลาไม่เหมาะสม (3 คนหัวเราะพร้อมกัน)
Q : ขอถามอีกหน่อยนะ แบบว่าคุณทำแบบนี้เพราะอยากดังหรือเปล่า
คาซู : ชื่อเสียงไม่เกี่ยวเลย มันไม่สำคัญสำหรับผม แต่การได้ให้ประโยชน์กับเด็กๆ มีความสำคัญมากกว่า ความดังไม่ได้ดีเสมอไป แต่การทำเพื่อสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
Q : คุณตั้งเป้าให้โครงการ ดี-เพลนเนอร์ ไปได้ไกลขนาดไหน
คาซู : จริงๆ ผมมีความฝันที่จะเป็นโค้ชที่เก่งที่สุดและอยากเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลซักทีม และหากเป็นดังนั้นผมก็จะให้โอกาสเด็กๆ ที่ผมสอนในโครงการ ดี-เพลนเนอร์ ที่มีแววได้มาเล่นในทีมของผม แต่โครงการนี้ผมคงไม่สามารถขยายให้ใหญ่โตไปมากกว่านี้ เพราะผมทำแค่คนเดียว แต่ในอนาคตถ้ามีคนมาช่วยไม่ว่าจะเป็นช่วยสอน หรือช่วยเรื่องสปอนเซอร์ อย่างในการจัดเตรียมอุปกรณ์กีฬา โครงการนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะก้าวไปไกลก็ได้
Q : งั้นถ้ามีสปอนเซอร์เข้ามาช่วยตรงนี้ก็ดีละซิ
คาซู : แน่นอน เพราะอย่างน้อยๆ ค่าขนมของผมก็จะได้เก็บเอาไว้ทำอย่างอื่น มากกว่าต้องจ่ายเป็นค่าน้ำมันรถ (5 5 5)
Q : แล้วทำแบบนี้ไม่เบื่อเหรอ
คาซู : ไม่เบื่อเลย มันก็เหมือนงานอดิเรกนะครับ ยิ่งทำยิ่งสนุก ที่สำคัญยังได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปกับครอบครัว แถมมีสนามฟุตบอลให้เตะฟรีๆ (ในกทม.ต้องจ่ายเงินเช่าสนาม) และยังมีอาหารให้กินด้วย
Q : ใจรักล้วนๆ ว่างั้น
คาซู : ใช่ครับ
Q : ดี-เพลนเนอร์ เชื่อมโยงกับบริษัทที่คุณทำอยู่ไหม
คาซู : ไม่เลยครับ บริษัทของผมเป็นการทำงานกับเด็กๆ ที่มีพ่อแม่จ่ายเงินเพื่อให้พวกเขาได้มาเรียนฟุตบอล แต่ ดี-เพลนเนอร์ คือการให้โอกาสเด็กๆ ที่ไม่มีโอกาสนะครับ
Q : การสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมได้ประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะการที่เห็นชาวต่างชาติอย่างคุณ พยายามช่วยเหลือสังคมที่ไม่ใช่บ้านเกิดของคุณ ผมประทับใจมากๆ และขอบคุณที่ยอมสละเวลาให้ผมนะครับ
คาซู : ไม่เป็นไรครับ ผมอยากทำเพื่อสังคม ไม่ว่าจะที่ญี่ปุ่นหรือที่ไทย หรือที่ไหนก็ตาม ถ้ามีโอกาสผมทำแน่นอน
หลังจากการจบบทสนทนาครั้งนี้ ข้ากระผมได้มีโอกาสลองถามเรื่องวิธีการสอนของเขาซึ่งผมก็อึ้งเลยทีเดียว เพราะเขาแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการสอนฟุตบอลที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะการเน้นเรื่องความสัมพันธ์ในการเล่นฟุตบอล ซึ่ง คาซู บอกว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกซ้อมอย่างหนัก และฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับการพูดคุยในครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับก็คือ "ทุกคนมีฝัน แต่ใครจะช่วยจุดประกายฝันให้กับเขา" และใครคนนั้นอาจจะเป็น คาซู หรือคุณก็ได้ ขอแค่ยอมสละเวลาเพื่อสังคมเท่านั้นเอง
เฟซบุ๊คของ คาซู http://www.facebook.com/#!/dplanner.bkk.2012