คอลัมน์ : โอลิมปิก 2012 ลอนดอนเกมส์ โดย.. ลิ้ม ทรนง
เปลือยชีวิต เดอะ โกลเดน ''โม ฟาราห์'' ปอดเหล็กจีบีคนแรกซิวทอง 10,000 ม.
07/08/2012 11:59:26 น.

ค่ำคืนวันเสาร์ที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันแห่งประวัติศาตร์ของทัพนักกีฬาจากสหราชอาณาจักร เลยก็ว่าได้ เมื่อจัดการคว้าได้วันเดียวกันรวม 6 เหรียญทอง จากกีฬาหลากหลายประเภท ซึ่งถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดในรอบ 100 ปีของทัพจีบี ในกีฬาโอลิมปิก

        อย่างไรก็ดีไฮไลต์นอกเหนือจาก เจสซิก้า เอนนิส นักสัตกรีฑาหญิงที่คว้าเหรียญทองอันเป็นเหรียญแห่งความหวังสำคัญของทีมสหราชอาณาจักร แล้วปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าความสำเร็จที่ โม ฟาราห์ คว้ามาได้ในรายการวิ่ง 10,000 เมตร นั้นก็เป็นกีฬาอีกประเภทที่แฟนเจ้าภาพตั้งความเอาไว้อย่างสูง และเขาก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

        โม ฟาราห์ หรือชื่อเต็มว่า โมฮาเหม็ด ฟาราห์ เกิดในเมืองโมกาดิซู ประเทศโซมาเลีย ซึ่งด้วยเหตุจากสงครามกลางเมืองทำให้ โม ได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในอังกฤษตั้งแต่ 8 ขวบ ในย่านเฮาน์สโลว์ เมืองเล็กๆ ทางย่านตะวันตกเฉียงใต้ชานกรุงลอนดอน

        ชีวิตในวัยเด็กของ โม ฟาราห์ ไม่ต่างอะไรจากเด็กผู้ชายทั่วไปที่ซุกซนตามประสา และวันแรกในชีวิตการร่ำเรียนในเมืองผู้ดีเขาก็โดนเพื่อนร่วมชั้นซึ่งเป็นกลุ่มหัวโจกรุมอัดจนน่วมพร้อมกับได้แผลฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่งเป็นของขวัญกลับบ้านหลังจากดันไปพูดจาท้าทาย ซึ่งเป็นประโยคที่ผู้เป็นพ่อเพิ่งสอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยที่เจ้าตัวยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง



        ด้วยความที่ชื่นชอบกีฬาลูกหนังเป็นชีวิตจิตใจหลังจากได้ชมเกมผ่านการถ่ายทอดสดอยู่บ่อยครั้ง โดยมี อาร์เซน่อล เป็นยอดทีมที่ติดตามเชียร์ทำให้เจ้าตัวมีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นนักเตะแข้งทองในอนาคต แต่ชีวิตก็เริ่มหักเหเข้าสู่วงการกรีฑาเมื่อ อลัน วัตกินสัน ครูสอนฟิสิกส์ได้เล็งเห็นพรสวรรค์อะไรบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในตัวของเด็กหนุ่มเชื้อสายโซมาเลียรายนี้

        ''เมื่อครั้งที่ผมเห็นเขาครั้งแรก เขามีปัญหาในเรื่องของภาษาอย่างมาก แต่สิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจก็คือความพยายามในการที่จะเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่งของเขา จากนั้นผมจึงเริ่มมีความคิดที่จะดูแลและโอบอุ้มเขาอย่างจริงจัง'' อลัน วัตกินสัน กล่าวเล่าย้อนความ

        ''จริงอยู่เขารักกีฬาฟุตบอลและเขามีความเร็วอย่างมาก เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเตะของ อาร์เซน่อล ทีมโปรดของเขา เขาอยากที่จะลงเล่นในตำแหน่งปีกขวา เขาชื่นชอบมาก แต่ผมคิดว่าผมเห็นพรสวรรค์ที่แฝงอยู่ในตัวของเขา นั่นก็คือสปีดการวิ่ง และมันเป็นการดีกว่าหากนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง''

        อลัน วัตกินสัน ได้ตั้งข้อแลกเปลี่ยนกับ โม ฟาราห์ ด้วยการออกกฎอนุญาตให้เข้าไปเล่นฟุตบอลในโรงยิมฯ ได้วันละ 30 นาที ถ้าหากเขาหัดเล่นกรีฑาควบคู่กันไปด้วยในแต่ละวัน

        หลังจากนั้นชีวิตเด็กน้อยจากโมกาดิซู เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งด้วยพรสวรรค์อันเต็มเปี่ยมก็ได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่ อลัน วัตกินสัน เล็งเห็นนั้นเป็นความจริงทุกประการ เมื่อ โม ฟาราห์ จัดการคว้าแชมป์วิ่งในช่วงที่เรียนระดับไฮสกูลถึง 5 สมัย รวมถึงยังคว้าเหรียญทองวิ่ง 5,000 เมตร ในรายการเยาวชนชิงแชมป์ยุโรป ปี 2001 ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเซนต์ แมร์รี่ส์ อีกด้วย



        แม้จะเข้าสู่วงการกรีฑาอย่างเต็มตัวและเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ โม ก็ยังเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบสนุกสนานไปวันๆ และมักทำอะไรแบบระห่ำชนิดที่เพื่อนยังคาดไม่ถึง เช่นการกระโดดจากสะพานคิงส์ตันลงสู่แม่น้ำเทมส์ในสภาพร่างกายเปลือยเปล่า

        ในที่สุดชีวิตวัยหนุ่มของ โม ที่เฮฮาและสนุกสนานไปวันๆ ก็มีอันต้องยุติลงและเรียกได้ว่าเป็นย่างก้าวสำคัญสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาอย่างแท้จริงหลังจากเขาได้พบกับ ริคกี้ ซิมม์ เอเยนต์คนดังในวงการลมกรดที่แนะนำให้เขาย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านในย่านเท็ดดิงตัน

        บ้านหลังนี้เปรียบเสมือนวิทยาลัยชีวิตที่สั่งสอนทั้งประสบการณ์ในวงการกรีฑา รวมถึงพฤติกรรมความเป็นมืออาชีพในแง่ต่างๆ เพราะ โม ฟาราห์ ได้ใช้ชีวิตร่วมกับนักวิ่งจากต่างที่ต่างถิ่นหลายเชื้อชาติอีกหลายคน ทำให้เขาได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนโดยเฉพาะวินัยของนักวิ่งชาวเคนยา ที่ตัวเขายอมรับว่ามันน่าทึ่งเอามากๆ

        ''พวกเขามีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักวิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต พวกเขาใช้ชีวิตทั้งวันแค่กิน, นอน, ฝึก และพักผ่อน เท่านั้น'' ฟาราห์ กล่าว

        หลังจากที่ได้เห็นความเป็นมืออาชีพและได้เรียนรู้วิถีการใช้ชีวิตในการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ดังในวงการกรีฑา เขาได้ยึดเอาแบบอย่างของ มิกาห์ โคโก้ ยอดนักวิ่ง 10,000 เมตร ชาวเคนยา ในยุคนั้นเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต



        ''ผมเรียนรู้จากเขามากมาย ผมได้แนวคิดว่าหากผมต้องการก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักวิ่งในอนาคตผมต้องทำงานอย่างหนัก ผมไม่ได้ต้องการเป็นแค่ยอดนักวิ่งอันดับหนึ่งของเกาะอังกฤษ และผมต้องการเป็นนักวิ่งที่ดีที่สุดของโลก'' ฟาราห์ กล่าวถึงความมุ่งมั่นของตนเอง

        ในปี 2006 ฟาราห์ ลงแข่งในรายการวิ่ง 5,000 เมตร ชิงแชมป์ยุโรป ที่โกเตบอร์ก ประเทศสวีเดน ซึ่งเจ้าตัวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าก่อนแข่งรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากจนขาแทบจะก้าวไม่ออกเพราะมันเป็นรายการใหญ่รายการแรก แต่เมื่อเขาได้มีโอกาสพบกับ พอลล่า แรดคลิฟฟ์ ยอดนักวิ่งระยะกลางเบอร์หนึ่งของโลก เพื่อนร่วมชาติที่เขามาให้กำลังใจก็ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นความฮึกเหิมขึ้นมาทันที

        ''เธอเข้ามาแตะไหล่ผมพร้อมกับบอกว่าออกไปวิ่งด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง'' ฟาราห์ กล่าว

        ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของ พอลล่า นี้เองทำให้ โม ฟาราห์ ปลดเปลื้องความกดดันและความตื่นเต้นทั้งหลายทั้งมวลพร้อมกับผงาดคว้าเหรียญเงินมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

        จุดนี้เองที่เปรียบเสมือนการปูทางสู่ความสำเร็จที่รออยู่ในภายภาคหน้า ปี 2006 ฟาราห์ คว้าแชมป์รายการแรกในรายการยูโรเปี้ยน ครอส คันทรี แชมเปี้ยนชิพ ที่ประเทศอิตาลี

        ก่อนที่ความสำเร็จจะหลั่งไหลมาเรื่อยๆ ปัจจุบัน โม ฟาราห์ เป็นนักวิ่งระยะไกลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของอังกฤษในช่วง 3 ทศวรรษ และเป็นเจ้าของสถิติมากมาย อาทิ วิ่ง 10,000 เมตร ชิงแชมป์ยุโรป, วิ่ง 10,000 เมตร ของอังกฤษ, กรีฑาในร่ม 5,000 เมตร ชิงแชมป์ยุโรป ฯลฯ



        อย่างไรก็ดีชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป โม ฟาราห์ ต้องพบกับความผิดหวังมากมาย โดยเฉพาะในศึกปักกิ่ง เกมส์ 2008 ที่ลงแข่งในประเภท 5,000 เมตร แต่กลับชวดโอกาสผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศอย่างน่าเสียดาย

        ปี 2011 ถือเป็นขวบปีที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตนักกรีฑาของ โม ฟาราห์ อย่างแท้จริงหลังจากคว้าเหรียญทองได้จากรายการวิ่ง 3,000 เมตร กรีฑาในร่มชิงแชมป์ยุโรป, วิ่ง 5,000 เมตร กรีฑาชิงแชมป์โลก และเหรียญเงิน วิ่ง 10,000 เมตร ในรายการเดียวกัน

        ช่วงเก็บตัวฝึกซ้อมก่อนทำศึกโอลิมปิก 2012 โม ฟาราห์ นำเอาประสบการณ์การฝึกซ้อมสมัยที่ใช้ชีวิตร่วมกับนักวิ่งชาวเคนยามาประยุกต์ใช้อีกครั้ง เขาจัดการตื่นมาฝึกซ้อมตอน 6 โมงเช้าทุกวันด้วยการวิ่งขึ้นเขาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านกล้ามเนื้อเพื่อมุ่งมั่นลบเลือนความผิดหวังที่เกิดขึ้นในศึกโอลิมปิกครั้งที่แล้วให้ได้

        ในที่สุดวันเวลาที่เขารอคอยก็มาถึง โม ฟาราห์ ลงแข่งในรายการ 10,000 เมตร โดยที่มี เคเนนิซ่า เบเกเล่ แชมป์เก่า 2 สมัยซ้อน และเป็นเจ้าของสถิติโลกด้วยเวลา 26:17.53 นาทีเป็นก้างขวางคอชิ้นสำคัญ

        หากใครได้ดูการถ่ายทอดสดจะเห็นว่าการวิ่ง 10,000 เมตรระดับโลกนั้นแค่เร็วและอึดอย่างเดียวไม่พอที่จะช่วยให้คว้าแชมป์ หากแต่มันยังเป็นการเล่นแบบเป็นทีมที่อาศัยการช่วงชิงจังหวะ รวมถึงการเบียดบังคู่ต่อสู้ดังจะเห็นได้ชัดระหว่างแข่งขันว่ามี 3 ทีมใช้แท็กติกดังกล่าวเยอะมาก อย่างทีมเคนยา, ทีมเอธิโอเปีย ที่นำโดย เคเนนิซ่า และ ทาริกู เบเกเล่ สองพี่น้อง รวมถึงทีมสหราชอาณาจักร ที่มี โม ฟาราห์ ผนึกกำลังกับนักวิ่งจากสหรัฐอเมริกา อย่าง กาเลน รัปป์



        หลายคนคงอาจสงสัยว่า โม ฟาราห์ ซึ่งเป็นนักวิ่งของ สหราชอาณาจักร มาจับคู่กับ กาเลน รัปป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้อย่างไร แต่หากทราบประวัติของทั้งคู่แล้วก็จะร้องอ๋อในทันที เมื่อทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน และฝึกซ้อมร่วมกันมาตั้งแต่ยังเด็ก แม้จะลงแข่งคนละสัญชาติแต่ก็มักจะจับคู่กันสร้างจังหวะและทำลายจังหวะคู่ต่อสู้บ่อยๆ

        ในระหว่างการวิ่งนั้น ฟาราห์ และ รัปป์ ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นผลัดกันสร้างและทำลายจังหวะของสองพี่น้องตระกูลเบเกเล่ จากเอธิโอเปีย จนแทบจะไม่ได้วิ่งตามสไตล์ที่ถนัดหลังจากถูกบีบให้อยู่ในช่องด้านในและประกบปิดทางออก เลยทำได้เพียงวิ่งตามจังหวะของผู้นำเท่านั้น โดยที่ไม่สามารถเร่งสปีดได้

        แต่ด้วยประสบการณ์ความเก๋าของสองพี่น้องตระกูลเบเกเล่ ก็ไล่บี้ชนิดไม่มีใครยอมใคร และทำให้การแข่งขันมาลุ้นกันจนถึงเหลือ 450 เมตรสุดท้าย ก่อนที่ โม ฟาราห์ จะอาศัยความอึดสปีดเข้าเส้นชัยในช่วงสุดท้ายคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาครองเป็นสมัยแรกในที่สุด ด้วยเวลา 27:30.42 นาที โดยมี กาเลน รัปป์ คู่หูตามมาเป็นอันดับสอง และ ทาริกู เบเกเล่ ผู้เป็นน้องเข้าเส้นชัยในอันดับสาม ปล่อยให้ เคเนนิซ่า เจ้าของสถิติโลก รวมถึงแชมป์เก่า 2 สมัยซ้อนเข้าป้ายได้เพียงอันดับ 4

        เวลาที่ โม ฟาราห์ ทำได้แม้จะห่างไกลจากสถิติโลกพอสมควรแต่เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นแชมป์วิ่ง 10,000 เมตรในกีฬาโอลิมปิกคนล่าสุด และยังกลายเป็นนักวิ่งปอดเหล็กคนแรกของสหราชอาณาจักร ที่คว้าเหรียญแห่งเกียรติยศมาครองได้สำเร็จ รวมถึงเป็นนักกรีฑาจากยุโรปที่คว้าแชมป์วิ่งระยะไกลเป็นคนแรกในรอบ 28 ปี หลังจาก อัลแบร์โต้ โควา ของอิตาลี คือคนสุดท้ายที่ทำได้ในโอลิมปิก ที่แอตแลนตา ปี 1984

        โม ฟาราห์ ได้ออกมาเปิดใจหลังความสำเร็จว่า ''ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลย ผมไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ผู้คนในสนามต่างตะโกนเรียกชื่อคุณและแสดงให้คุณเห็นว่าพวกเขาเอาใจช่วยคุณ มันคือความทรงจำที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของผม''



        ''ผมพยายามฝึกซ้อมอย่างหนักด้วยการวิ่ง 120 ไมล์ (192 กิโลเมตร) ทุกสัปดาห์ ผมต้องขอขอบคุณทุกแรงสนับสนุนที่มีให้กับผม หากไม่มีพวกคุณผมคงไม่มีวันนี้''

        ''ภรรยาและลูกสาวของผมได้วิ่งเข้ามากอดผมพร้อมกับแสดงความดีใจที่ผมทำได้ และผมจะไม่มีวันลืมวินาทีอันยอดเยี่ยมนี้เลย''

        จากนี้ไป โม ฟาราห์ ยังคงเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งรายการที่ตัวเขามีลุ้นเหรียญทอง นั่นคือวิ่ง 5,000 เมตร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 11 ส.ค. และตัวเขาก็หวังว่าจะพยายามคว้าแชมป์มาครองให้ได้เพื่อเป็นของรับขวัญลูกสาวฝาแฝดที่ ทาเนีย ภรรยาของเขามีกำหนดคลอดในเดือนกันยายนนี้

        ปัจจุบันแม้ว่ายอดนักวิ่งปอดเหล็กวัย 29 ปีรายนี้จะกลายเป็นนักกรีฑาระดับโลกที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่กีฬาลูกหนังก็ยังเป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานเช่นเดิม โดยเขามักหาเวลาว่างไปฝึกซ้อมเตะฟุตบอลอยู่เป็นประจำ ซึ่งจากการที่เขาเป็นแฟนตัวยงของ อาร์เซน่อล จึงได้รับสิทธิ์พิเศษจาก อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส ที่เอ่ยปากเชิญชวนให้เขามาฝึกซ้อมร่วมกับทีมได้ทุกเมื่อตามที่เขาต้องการ

        ไม่แน่เหมือนกันว่าในอนาคตยามที่เขาประกาศหันหลังให้กับวงการกรีฑาเขาอาจจะหันเหชีวิตมาทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในวงการลูกหนัง ซึ่งเป็นกีฬาชนิดที่ตัวเขาปรารถนาแต่กลับไม่มีโอกาสได้สัมผัสก็เป็นได้






คอลัมน์อื่น ๆ
Comment

ลิ้ม ทรนง
นามปากกา : ลิ้ม ทรนง

จำนวนเรื่อง : 50
All post : 22
All view : 91,343
คอลัมน์ โอลิมปิก 2012 ลอนดอนเกมส์

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263