ย้อนอดีตไปในวงการบาสเกตบอลเมืองไทย ถ้าจะเอ่ยถึงนักยัดห่วงที่คนไทยพอจะรำลึกนึกถึงและจดจำชื่อได้เป็นวงกว้าง ถ้ายุคสัก 4-50 ปีก่อนต้องเป็น ''เฮียตง'' บรรจง ว่องไวเลิศ เล่นเก่ง ผลงานดี (เหรียญเงินเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5) รวมทั้งนามสกุลก็ช่างเตะหูเตะตา
แต่ถ้าย้อนหลังไปสักยี่สิบปีก่อน ถ้าเป็นในวงกว้างก็แทบหาได้ยาก เนื่องจากบาสเกตบอลตกต่ำ แต่ถ้าตีวงแคบลงมาที่คุ้นชื่อคุ้นหูเฉพาะแฟนบาสฯ ก็จะเป็นอย่างเช่น อำนวย หวานดี, องอาจ หอมละออ, พิพัฒน์ ลาภปรารถนา, สมนึก ตรีเลิศพานิช ฯลฯ รวมทั้งหนุ่มร่างท้วมที่ชื่อ ''ป่อง'' ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ ด้วย
ทั้งนี้ ศิวนันท์ คือผู้เล่นอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยเยี่ยม และไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกับใคร นอกจากนี้ ฟอร์มการเล่นโดยเฉพาะในช่วงปลายๆ เขาจะเยี่ยมยุทธ์อย่างยิ่งในเรื่องการอ่านเกมประดุจอัจฉริยะ การล่อหลอกให้คู่ต่อสู้หลงดูจะเหมือนเล่นมายากล จ่ายบอลก็หลุดทะลุแนวรับขาดเป็นวิ่นๆ ต่างจากหุ่นเจ้าเนื้อที่ดูเหมือนจะสู้กับพวกร่างเพรียวๆ ไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นตรงกันข้าม สร้างความชื่นชอบให้กับคนดูเป็นอย่างยิ่ง
เขาเป็นผู้รักกีฬาบาสเกตบอลจริงๆ คนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอายุ 45 ปีแล้ว แต่ทีมในระดับสูงอย่างถ้วย ก หรือ บาสฯ ลีกอาชีพที่กำลังแข่งอยู่ในขณะนี้ก็อ้ารับเขาเป็นผู้เล่น ซึ่งยังสร้างความฮือฮาอยู่เสมอมาในความเป็นอัจฉริยะของเขาทั้งการหลอกล่อและการจ่ายบอลเมื่อมีบอลอยู่ในมือ รอเวลายลเกมการเล่นที่เหมือนร่ายมนต์ของเขา เพียงแต่เรี่ยวแรง ความฟิตจะไม่มากเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นเวลาในการลงสนามก็เลยน้อยลงไปด้วยในปัจจุบัน
สยามกีฬา ''สแลมดั๊งก์'' จึงบุกไปเยือนจังหวัดราชบุรี ถิ่นพำนักของ ''เดอะป่อง'' ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จักหนุ่มใหญ่คนนี้มากขึ้น
พื้นฐานได้ฝึกจากฝรั่ง
ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ หรือในนามเพื่อนฝูงเรียกกันว่า ''พี่ป่อง'' นักยัดห่วงทีมชาติไทยยุคเมื่อหลายปีก่อน เกิดที่จังหวัดร้อยเอ็ด แต่มาเติบโตอยู่ที่กรุงเทพฯ แถวดินแดง ซึ่งใกล้กับสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในปัจจุบัน
''ผมอาศัยอยู่ที่แฟลต 26 ดินแดง ยามว่างก็มาเล่นที่ศูนย์วิชูทิศ หรือกีฬาเวสน์ในปัจจุบัน ที่นั่นเค้าก็เล่นบาสฯ กัน อายุราวๆ 14-15 ปี ก็ดูบาสฯ แล้วสนุก พอดีตัวขาด ผมก็พอมีหน่วยก้านดีก็เลยลองไปลงเล่นเป็นคนที่ 10 ในสนาม ก็เล่นมาเรื่อย จนมีครูสอนศาสนาซึ่งเป็นฝรั่ง (จำชื่อไม่ได้) คอยแนะนำให้'' ศิวนันท์ กล่าว
จากการที่เป็นคนที่มีใจรักในกีฬาบาสเกตบอลและเริ่มเล่นบาสเกตบอลมาพอสมควร ได้ไปอยู่ที่ราชบุรีเรียนที่โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง ก็เลยทำการคัดตัวเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของ จ.ราชบุรี ซึ่งก็สอบผ่านฉลุย ได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติหรือเรียกอีกอย่างว่ากีฬาเยาวชนภาคในสมัยนั้น ระหว่างปี 2526-2527 เส้นทางแห่งชีวิตคนบาสฯ จึงบังเกิดขึ้นนับแต่นั้นมา
หลังจากนั้นก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเขต จ.เชียงราย และได้รับรางวัลกีฬายอดเยี่ยม ที่ จ.เชียงราย ซึ่งในตอนนั้นมีอายุประมาณ 17 ปี ใน พ.ศ.2527 จากที่เป็นผู้เล่นที่มีรูปร่างใหญ่ มีทักษะที่ดีรวมไปถึงผลงานและความสำเร็จต่างๆ จึงทำให้ ''พี่ป่อง'' ถูกเรียกติดทีมชาติในปีต่อมา
''ผมติดทีมชาติเมื่ออายุ 17'' ซึ่งในสมัยนั้นเป็นทีมชาติชุดใหญ่ โดยประเทศไทยของเราเป็นเจ้าภาพ ในปี พ.ศ.2528
เข้าสู่วงการแข่งขันที่มีชื่อเสียงไง กับสโมสรต่างๆ
''ผมติดทีมชาติอายุน้อยครับ เพียงแค่ 17 ปี คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะไปคัดทีมชาติด้วยการเข้าใจว่าเป็นชุดเยาวชนทีมชาติ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการคัดทีมชาติชุดใหญ่ ทางโค้ชเขาเห็นแววก็เลยเรียกติดทีมเลย โดยเป็นชุดฉลองเอกราชที่ประเทศบรูไน ต่อจากนั้นก็รายการวิลเลี่ยม โจนส์ คัพ ที่ไต้หวัน และก็มีซีเกมส์ต่อๆ มา '' น้าป่อง เผย
คว้าเหรียญเงินซีเกมส์
หลังจากติดทีมชาติทั้งศึกฉลองเอกราชที่บรูไน และวิลเลี่ยมโจนส์ คัพ ก็ทำให้พัฒนาฝีมือมากขึ้น และเป็นขาประจำทีมชาติในขณะนั้น ได้เป็นนักกีฬาบาสฯ ชุดซีเกมส์ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร คว้าเหรียญเงินมาครองโดยนัดชิงพ่ายให้กับฟิลิปปินส์ ที่เก่งของอาเซียนเช่นเดิม โดยนักกีฬาที่ร่วมทีมครั้งนั้นประกอบด้วย แสงธรรม พันธ์พิพัฒน์, พิพัฒน์ ลาภปรารถนา, ประวิทย์ ชาญอนงค์สุข, วินิจ กริ่มอโนทัย, อำนวยชัย สุวรรณสุนทร, พีระ กุญชวน เป็นต้น
จากปี 2528 ก็มาถึงซีเกมส์ ครั้งที่ 14 ที่ นครจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2530 ครั้งนี้บาสฯ ไทยที่มี ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ ก็สามารถคว้ารองแชมป์ และหยิบเหรียญเงินกลับบ้านได้อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มีโค้ชคือ สุวิทย์ ภวภูตานนท์ เป็นโค้ช ซึ่งได้โละนักบาสฯ เก่าๆ สร้างทีมใหม่เกือบทั้งทีม โดยทีมชาติชุดนั้นประกอบด้วย ประเสริฐ ศิริพจนากุล, อำนวย หวานดี, องอาจ หอมละออ, มรกต เนียมพุ่มพวง เป็นต้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีสำหรับการใช้ชาติของ ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ ซึ่งมีฉายาในครั้งนั้นว่า ''ไอ้หนูมหัศจรรย์''
หยิบถ้วยแชมป์ประเทศกับ 3 สโมสร
การเข้าสู่วงการบาสเกตบอลที่มีชื่อเสียงของ ''พี่ป่อง'' ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ กับสโมสรแรกของเจ้าตัวกับการเล่นบาสเกตบอลให้กับสโมสร ธ.กรุงเทพ ภายใต้การคุมทัพของโค้ช มานพ มณีการังกูร ในปี พ.ศ.2530 ซึ่งในการเล่นอยู่กับสโมสร ธ.กรุงเทพ ขณะที่ทำการแข่งขันในประเทศ ''พี่ป่อง'' ถือเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของ สโมสร ธ.กรุงเทพ และ ''พี่ป่อง'' อยู่กับสโมสรในช่วงอายุ 20-25 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่กำลังมีจุดเปลี่ยน อย่างไรก็ตามทีมแบงก์กรุงเทพก็สยายปีกคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทาน ก ได้ 2 ปีซ้อนมาแล้ว พอศิวนันท์มาอยู่ก็ได้แชมป์เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน
หลังจากนั้นก็ทำการย้ายสโมสรในปี พ.ศ.2535 และปีถัดมาก็ได้แชมป์ทันทีที่ย้ายมาร่วมทีมสโมสร ปตท. และทำการแข่งขันร่วมกับสโมสรมาเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ.2539 ก็ได้ย้ายกลับไปเล่นให้กับไปเล่นให้กับสโมสร ธ.กรุงเทพ อีกครั้ง จนถึงปี พ.ศ.2540 ซึ่งเหตุผลที่ย้ายก็คือได้ทำงานอยู่ที่ ธ.กรุงเทพ ด้วยในขณะนั้น
ต่อมาในปี พ.ศ.2541 ''พี่ป่อง'' ก็ได้ย้ายสโมสรไปเล่นให้กับสโมสร ทิวไผ่งาม ซึ่งในตอนนั้นที่ย้ายไปสโมสร ทิวไผ่งามก็ได้แชมป์ทันที และที่สำคัญคือเป็นแชมป์แรกของสโมสร ทิวไผ่งาม ซึ่งรายการนี้ คือ บาสเกตบอลชายชิงถ้วยพระราชทาน ก หรือถ้วย ก ในสมัยนั้นนั่นเอง ซึ่งเพื่อนร่วมทีมในสมัยนั้น ได้แก่ อำนวย หวานดี, ธีรยุทธ์ จึ่งมั่นคง เป็นต้น
สร้างอนาคตกับ น้ำมันหล่อลื่น
ในปี พ.ศ.2538 ''พี่ป่อง'' ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ ได้ถึงจุดอิ่มตัวจึงประกาศเลิกเล่นบาสเกตบอลให้กับทีมชาติ และมีครอบครัวมีภรรยาคือ ปาริฉัตร พัฒโนภาส ซึ่งเป็นนักบาสฯ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นคน จ.ราชบุรี มีลูกสาวด้วยกัน 3 คน ซึ่งลูกสาวคนโตมีอายุ 15 ปี ซึ่งกำลังจะตามรอยพ่อเพื่อจะก้าวเป็นนักบาสระดับประเทศให้ได้ โดยในปัจจุบันลูกสาวคนโตเป็นนักเรียนทุนของโรงเรียนนานาชาติ Trail International School และเป็นตัวนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกด้วย
ต่อมาในปี พ.ศ.2540 ''พี่ป่อง'' เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวคิดอยากจะทำงานและหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว จึงได้ตัดสินใจลงทุนเปิดกิจการเป็นบริษัทขายน้ำมันหล่อลื่น ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองมาจนถึงปัจจุบัน
''ผมเล่นบาสฯ ได้เงินเดือนขณะนั้นก็หนึ่งหมื่นบาท เบี้ยเลี้ยงซ้อมต่างหากอีกวันละ 500 ก็นับว่าเยอะอยู่ แต่มีครอบครัวก็ไม่พอแน่ อยากเลี้ยงลูกให้ดีๆ จึงมองหาอาชีพอื่น ตนเองก็อายุ 38 ปีแล้วก็ได้หันมาเป็นเซลล์บริษัทน้ำมันหล่อลื่น เค้าให้เดือนละหมื่นห้า เบี้ยเลี้ยงอีกวันละ 900 บาทเดือนละ 25 วัน ซึ่งเยอะกว่าแต่ก่อน ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพทันทีลาออกจากแบงก์มาทำ ซึ่งทำไปทำมาก็ออกมาทำเองดีกว่า โดยเปิดบริษัทเล็กๆ เองในชื่อ ศิวนันท์ซัพพลาย ส่วนหน้าร้านขายส่งใช้ชื่อบ้านโป่งออโต้ลูป ก็เป็นน้ำมันหล่อลื่นทุกชนิดครับตั้งแต่รถเล็กอย่างมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงรถกระบะ'' เมื่อถามว่ารายได้ดีมั้ยที่มาเปิดเอง น้าป่องบอกว่าดีกว่ากันเยอะ ซึ่งยอดขายขณะนี้ก็ไม่ได้มากมายอะไร ปีละ 4-5 ล้าน ก็ถือว่าพอใช้อย่างสบาย
นอกเหนือจากกิจการ บริษัทน้ำมันหล่อลื่นแล้ว ''พี่ป่อง'' ก็ยังมีความคิดแบบวัยรุ่นสมัยใหม่และยังมีภรรยาที่มีความคิดที่เป็นนักออกแบบ และยังมีประสบการณ์ในด้านการท่องเที่ยวมาก่อน จึงได้มีการระดมความคิดกันของทั้งคู่ทั้ง ''พี่ป่อง'' และภรรยา สร้างรีสอร์ทในที่ดินของตัวเองจำนวนทั้งหมด 8 หลังด้วยกัน ซึ่งในการสร้างรีสอร์ทในครั้งนี้เป็นการสร้างขึ้นมาโดยเกิดจากความคิดทั้งคู่สร้างขึ้นมาเพื่อเผื่อมีญาติมิตร เพื่อนสหายจะมาแวะเยี่ยมถามข่าวคราว เป็นที่เลี้ยงฉลองหรือสังสรรค์ของนักบาสรุ่นเก่าๆ กับบรรยากาศแบบสบายๆ หรือนักท่องเที่ยวที่จะแวะมาค้างคืนก็ไม่ว่ากัน ซึ่งรีสอร์ทที่กล่าวมานั้น มีชื่อว่า ''รีสอร์ทบ้านพี่ยักษ์'' ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ยังไงก็อย่าลืมมาแวะและเยี่ยมเยือนกันนะครับ ''พี่ป่อง'' ฝากบอก
มองวงการบาสเกตบอลปัจจุบัน
สำหรับมุมมองของนักบาสร่างยักษ์ของ ''พี่ป่อง'' ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ วัย 45 ปีในปัจจุบัน ในอดีต ''พี่ป่อง'' กล่าวว่า เมื่อก่อนไม่ค่อยมีคนชอบเล่นบาสเกตบอลมากนัก คำว่า ''บาสเกตบอล'' ในสมัยนั้นเด็กบาง
คนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าคือกีฬาอะไร เล่นยังไง และอีกอย่างคือกฎกติกาของกีฬาบาสเกตบอลก็เข้าใจได้ยากไม่เหมือนกีฬายอดฮิต เหมือน ฟุตบอล ''พี่ป่อง'' บอกต่ออีกว่าสื่อต่างๆ เข้าไม่ถึงวงการบาสเกตบอลไทยเท่าที่ควร รายการในการแข่งขันในสมัยก่อนก็มีไม่มากนัก มีผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์ไม่เพียงพอ กรรมการที่จะใช้ในการตัดสินก็หายาก แต่ก่อนยังไม่บูม และอีกอย่างทุกทีมที่ลงแข่งขันก็อยากได้ชัยชนะกันทั้งนั้น ''พี่ป่อง'' ทิ้งท้ายว่า ''บาสเกตบอลเล่นไม่ยากหรอก แต่ถ้าจะเล่นให้เก่งอ่ะ มันยาก'' พี่ป่อง กล่าว
มุมมองในบาสเกตบอลในปัจจุบัน ''พี่ป่อง'' กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดี ทุกวันนี้บาสฯ ประเทศเรากำลังพัฒนา จะมีลีกอาชีพ และสิ่งนี้แหละที่จะช่วยให้นักกีฬาสามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ไม่ยาก และถ้ามีฝีมือหน่อยก็สามารถไปเล่นต่างประเทศได้อย่างสบาย ปัจจุบันมีรายการแข่งขันที่เยอะกว่าอดีต มีรายการแข่งขันที่มีผู้คนติดตาม มีกองเชียร์ของแต่ละสโมสร มีผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์ที่เพียงพอและสื่อต่างๆ ก็เข้าถึงนักกีฬาได้ง่ายมากแทบทุกสื่อเลยก็ว่าได้ และ ''พี่ป่อง'' กล่าวต่ออีกว่า การที่จะสร้างนักบาสเกตบอลให้เก่งและมีฝีมือระดับมืออาชีพได้นั้นจะต้องหาคนที่มีประสบการณ์มาสอนเด็ก เพราะจะทำให้เด็กเก่งได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ ''พี่ป่อง'' กล่าว
ตบท้ายได้อย่างน่าสนใจ และสะท้อนภาพบาสฯ ไทยได้อย่างดี ซึ่งความคิดเห็นของนักบาสฯ ดังที่ชื่อ ศิวนันท์ ศรีจันทร์วงศ์ เราต้องเคารพเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาคือนักบาสฯ ที่มีใจรักกีฬานี้เป็นอย่างยิ่ง และไม่เคยตำหนิติเตียนบ่นว่า หรือทะเลาะเบาะแว้งกับใคร มีแต่ความคิดที่จะสนับสนุนส่งเสริม ผิดกับส่วนใหญ่ที่มักโทษว่าคนอื่น และฟาดฟันคนอื่นอยู่เป็นประจำซึ่งเห็นกันดาษดื่น
ถือเป็นคนบาสฯ ที่น้องๆ เรียก ''พี่'' ได้อย่างสนิทใจ ทั้งฝีมือและการครองตน