''หลังจากความสำเร็จอันยอดเยี่ยมกับทีมชายของสหรัฐอเมริกา ในโอลิมปิก ที่ปักกิ่ง เมื่อปี 2008 ฮิวจ์ แม็คคัตชอน ยอดโค้ชสายเลือดนิวซีแลนด์ หวังจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการพาทีมหญิงของสหรัฐฯ ซิวเหรียญทองแรกในกีฬาโอลิมปิก''
อย่างที่ทราบกันว่าเรื่องของโค้ช ฮิวจ์ แม็คคัตชอน ของทีมชาติสหรัฐฯ ในโอลิมปิก ที่ปักกิ่ง 2008 มันมีทั้งเรื่องดีที่สุด และแย่ที่สุด พร้อมๆ กัน ซึ่งเรื่องดีที่สุดก็เป็นการคว้าเหรียญทองให้กับทีมชายของมะกันได้ แต่ก่อนหน้าที่จะคว้าทองได้เขาต้องเผชิญกับข่าวร้ายถึงการเสียชีวิตของพ่อบุญธรรมจากเหตุฆาตกรรม จนทำให้พลาดคุมทัพใน 3 เกมแรกของการแข่งขัน
''มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด และเลวร้ายที่สุดในเวลาเดียวกัน'' แม็คคัตชอน กล่าว
ยอดโค้ชวัย 42 ปี ยอมรับว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คือแรงเชียร์จากแฟนๆ และยอมรับว่าต้องการประสบความสำเร็จกับทีมหญิงของสหรัฐฯ โดยที่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้น
สำหรับ แม็คคัตชอน เขายอมรับว่าได้รับอิทธิพลมาอย่างมากจาก วอร์เรน กัตแลนด์ หนึ่งในโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งของนิวซีแลนด์ และทำให้เขาดำเนินตามรอยเท้าในการมารับงานคุมทีมยังต่างแดน จนกลายมาเป็นโค้ชให้กับทีมสหรัฐฯ ในที่สุด
ที่ปักกิ่ง เขาช่วยให้ทีมชายของสหรัฐฯ ซิวเหรียญทองโอลิมปิกแรก ในรอบ 20 ปี และยอดโค้ชแดนกีวี ที่เดินทางมายังลอนดอน 2012 กับทีมหญิงของสหรัฐฯ ในฐานะทีมอันดับ 1 ของโลก และหวังว่าเขาจะได้รับประสบการณ์ที่ดีในโอลิมปิกครั้งนี้
แน่นอนที่ปักกิ่งเกมส์ แม็คคัตชอนกลายเป็นหน้าหนึ่งในหัวข้อข่าว หลังจากที่ครอบครัวของเขาประสบความสูญเสียหลังจาก ท็อดด์ บาชมันน์ พ่อตาของเขา ถูกสังหารด้วยมีดในขณะทัวร์ในประเทศจีน ร่วมกับแม่ยายของเขา บาร์บาร่า ซึ่งถูกทำร้ายอาการสาหัส ซึ่งในตอนนั้น อลิซาเบธ ภรรยาของเขา ซึ่งเป็นหนึ่งในนักกีฬาทีมชาติสหรัฐฯ ชุดโอลิมปิก 2004 อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
มันไม่มีคำบรรยายใดๆ กับเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวๆ หนึ่ง
''มันไม่มีอะไรจะสามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ระหว่างการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก กับการต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปจากเหตุฆาตกรรม'' แม็คคัตชอน กล่าว
แต่สิ่งที่กล่าวจนกลายเป็นตำนานก็คือ หลังจากที่เขาต้องจากทีมมาเพื่อจัดการปัญหาให้กับครอบครัว เขาก็มาช่วยให้ทีมชายของสหรัฐฯ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้สำเร็จ ชนิดที่ต้องจดจำกันไปอีกนาน
''ผมภูมิใจไปกับพวกเขา ในแนวทางที่พวกเราเล่น'' แม็คคัตชอน กล่าว ''หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่อาจจะส่งผลเสียให้กับทีม แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้กับทีม พวกเขาสามารถสร้างผลงานได้สุดยอดในการแข่งขันได้ แต่นั่นมันก็ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์นั้น''
''สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเป็นเรื่องแย่ และน่าเศร้า แต่กับหลายคนที่มองว่าในช่วงเวลา 4 หรือมากกว่า 12 ปีในชีวิตของการเป็นนักกีฬา ที่มันจะต้องมีจุดสูงสุด นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องมุ่งมั่น และควรจะเป็น ตอนนี้พวกเราเป็นทีมอันดับ 1 ของโลก และไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามจากต่อไปนี้ มันเป็นสิ่งที่เราควรจะไปสนอกสนใจมัน''

สำหรับ แม็คคัตชอน เขานับเป็นหนึ่งในโค้ชที่มีจิตวิทยาที่ยอดเยี่ยม และจากดีกรีที่เขาจบทางด้านวิทยาศาสตร์ทางการกีฬา และเอ็มบีเอ ทำให้เขาเข้าใจเป็นอย่างดีในการสร้างแรงกระตุ้นให้กับทีม
''มันเป็นส่วนที่เราพยายามที่จะทำให้ได้'' เขากล่าว ''ใช่ มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น แน่นอนเราไม่อยากจะพูดถึงมันในเรื่องนี้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องเผชิญหน้า และในจุดหนึ่งหากเราจะพูดถึงมันก็ยอมรับว่าเยี่ยม แต่มันก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะทำได้จนถึงจุดนั้น''
''แค่รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผมจะสามารถจินตภาพออกมาได้ อะไรที่เราจะต้องจัดการในแง่มุมต่างๆ ซึ่งผมจะต้องผ่านมันไปให้ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้นเวลาผมพาลูกทีมซ้อม หรือลงแข่งขัน ผมจะทุ่มเททุกอย่างที่ผมมีในตลอดทั้ง 2 ชั่วโมงที่มี แน่นอนว่ามันอาจจะต้องทำให้ผมต้องโทรศัพท์มากกว่า 10 สาย หรือส่งข้อความอีกกว่า 50 ข้อความก็ตามที''
ด้วยหลักความคิดที่ยอดเยี่ยมของยอดโค้ชจากคันตาเบรียน ทำให้เขาเป็นโค้ชวอลเลย์บอล ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐฯ
''ครั้งหนึ่งครอบครัวของผมต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้าย แต่เมื่อทุกคนปลอดภัย มันก็ไม่มีอะไรที่ผมจะต้องทำ และพวกเขาก็พร้อมที่จะให้แรงสนับสนุนผมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทีมของเราผ่านเรื่องที่ดี และร้าย ซึ่งมันเป็นการเดินทางที่ยาวนาน และนั่นมันก็น่าจะได้ผลสรุปเสียที ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองจะต้องเป็นตัวของตัวเอง และมั่นใจในสิ่งทำ และเก็บข้าวของเดินทางเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด''

''หากว่าผมทำไม่สำเร็จ มันก็ย่อมมีหนทางอื่นที่จะเอาชนะได้''
เกมนัดชิงชนะเลิศกับบราซิล ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ในหัวของแม็คคัตชอน ตอนที่แต้มอยู่ที่ 24-22 ในเซตที่ 4 เขาตะหนักเลยว่าทีมจะทำได้สำเร็จ
''ตอนนั้นหัวใจของผมเต้นซัก 60-180 ครั้งต่อนาทีได้มั้ง ผมไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ผมพยายามที่จะไม่หันไปมอง และพยายามหายใจลึกๆ เพราะผมไม่อยากจะเป็นลมต่อหน้าใครๆ''
และแล้วช่วงเวลาแห่งความทรงจำเมื่อ เคลย์ สแตนลี่ย์ ขึ้นตบทำแต้ม ทันทีทันใด แม็คคัตชอนก็วิ่งเข้าไปหาลูกทีม และเข้าไปสวมกอดด้วยความยินดี ''มันจบลงแล้ว พวกเราทำได้สำเร็จ มันเป็นความรู้สึกที่เราไม่สามารถซ้อนได้จริงๆ''
แม็คคัตชอน ยังคงระลึกถึงช่วงเวลาเริ่มต้นของเขาที่นิวซีแลนด์ สมัยที่ยังเป็นเยาวชนที่เริ่มเล่นวอลเลย์บอล พร้อมกับ ไซม่อน เวสตี้ย์, แกรนท์ กับ เคร็ก วอลเลอร์ และ ไมค์ อัคเคอร์มันน์ ซึ่งมีบรรดาเพื่อนร่วมทีมชาติ นิวซีแลนด์ อย่าง กิลเบิร์ต อีโนก้า, ไมค์ ดั๊ดสัน, มาร์ค เทอร์เมียร์ และ โทนี่ย์ นาตาปู
เมื่อได้รับทุนไปศึกษาต่อที่บริกแฮม ยัง ยูนิเวอร์ซิตี้ ที่อเมริกา และได้เริ่มเล่นอาชีพในฟินแลนด์ และญี่ปุ่น
''เท่าที่ผมมีความรักในวอลเลย์บอล ผมแค่ไม่หยุดที่จะหาความสุขกับมัน โดยเฉพาะกับช่วงเวลาที่ผมเดินทางไปยังที่ต่างๆ''
หลังจากผ่านช่วงเวลาในการเป็นนักวอลเลย์บอลอาชีพ หนทางในการเป็นโค้ชของเขาเปิดทางเมื่อ บีวายยู ให้โอกาสเขาเข้ามารับหน้าที่ผู้ช่วยโค้ช และจากตรงนี้ทำให้เขาได้รับเชิญเข้ามาในโปรแกรมของทางทีมชาติสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1999 และได้รับโอกาสคุมทัพในระดับเยาวชน ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในเวลาต่อมา
สิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจในตอนนี้คือ แม็คคัตชอน จะทำได้หรือไม่ในการสร้างเหรียญทองที่ 2 ในโอลิมปิกของตัวเองให้กับทีมชาติสหรัฐฯ ซึ่งกับทีมหญิงที่ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เหรียญเงินเท่านั้น และไม่เคยสัมผัสเหรียญทองโอลิมปิกมาก่อนด้วย
แม้ว่าเขาจะยืนกรานว่า ครอบครัวมาเป็นอันดับ 1 แต่กับ แอนดรูว์ ลูกชายวัย 2 ขวบ และ แอนนิก้า ลูกสาววัย 6 สัปดาห์ เขายอมรับว่าเกือบครึ่งหนึ่งของปีที่เขาจะต้องเสียสละส่วนนี้เพื่อทีม
''ผมไม่อยากจะติดต่อพวกเขาผ่านทาง Skype เลย''
สำหรับกับทีมสหรัฐฯ ในขณะนี้ที่มีการเตรียมทีมที่ยอดเยี่ยม และยังมีผลงานที่สุดยอด แม็คคัตชอน รับว่า
''ผมชอบทีมของเรา พวกเรามีการเตรียมพร้อมที่ดี และเขาอยากจะกลับบ้านแบบมีอะไรติดไม้ติดมือ เรายังทำได้ดีกว่านี้ได้อีก แม้ว่าผมไม่อาจจะรู้ว่า บราซิล หรือ รัสเซีย มีการเตรียมทีมมายังไง แต่ผมรู้ว่าเราได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่เราจะทำได้แล้ว ซึ่งมันทำให้ผมพอใจมากเลยด้วย''
เขายอมรับว่าไม่มีความกดดันอะไรในการจะคว้าอีกเหรียญทอง แต่สัญญาว่าพร้อมจะทุ่มเททำงานอย่างหนักพร้อมๆ กับลูกทีมทุกคน ''ผมคิดว่าเราทำได้ดีในการทำงานร่วมกัน และพยายามคิดว่าจะทำยังไงที่ทำให้เราดีขึ้นมากกว่านี้อีก เราเป็นตัวของตัวเอง และมันก็ยังมีอะไรอีกมากให้เขาต้องปรับเปลี่ยน และมันก็ดีมากที่ได้ทำเช่นนั้น''
''ที่สหรัฐฯ เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแข่งขัน เพราะมันเหมือนกับเป็นแหล่งรวบรวมเอาทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคนพยายามต่อสู้ ดิ้นรน และทำทุกอย่าง เมื่อการแข่งขันที่แท้จริงเกิดขึ้นมันก็ย่อมส่งผลที่ดีให้กับทีมชาติ และสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้คือความแข็งแกร่งที่เรามี''