เก๋าหรือได้มาโดยไม่คาดฝัน
เรียบร้อยไปแล้วสำหรับแชมป์ดิ โอเพ่น ครั้งที่ 141 กลายเป็นของ ''บิ๊กอีซี่'' เออร์นี่ เอลส์ ยอดโปรหนุ่มวัย 42 ปี จากแอฟริกาใต้ อดีตมือหนึ่งของโลก ที่เรียกว่าดวงเฮงหรือได้มาโดยไม่คาดฝันกันแน่
เอลส์ ดีกรีอดีตมือหนึ่งของโลก และแชมป์เมเจอร์สามรายการอย่างยูเอส โอเพ่น 2 สมัยปี 1994, 1997 และดิ โอเพ่น ปี 2002 ตามหลัง อดัม สกอตต์ โปรชาวออสเตรเลีย 6 สโตรกในวันสุดท้ายด้วยความยากของสนาม และสภาพลมแรง และประกอบกับปัจจัยหลายอย่างนั้นผู้คนส่วนใหญ่ก็มองว่าสกอตต์น่าจะนอนมาคว้าแชมป์เมเจอร์แรกในอาชีพของเขาอย่างแน่นอน เพราะเขานำอันดับสองอย่าง แกรม แม็คดาวล์ และ แบรนด์ต ซเนดเดอร์เกอร์ อันดับสองร่วมถึงสี่สโตรก ที่รอยัล ไลแธม แอนด์ เซนต์แอนน์ส ประเทศอังกฤษ เมื่อเล่นวันสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม แต่สกอร์เอลส์ทำสกอร์ 2 อันเดอร์พาร์ 68 สกอร์รวม 7 อันเดอร์พาร์ 273 ไปรอดูว่า สกอตต์ ผู้นำจะพลาดหรือเปล่า
อย่างที่ทราบกันก็คือสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับสกอตต์ เพราะว่าเขาพลาดสี่หลุมสุดท้าย แล้วในหลุมสุดท้ายแค่เขาพัตต์เซฟพาร์ลงก็ยังลุ้นเพลย์ออฟอีก แต่ก็พัตต์ราว 6 ฟุตพลาดไปสกอร์เกิน 5 โอเวอร์พาร์ 75 สกอร์รวม 6 อันเดอร์พาร์ 274 แพ้เอลส์ไปแค่สโตรกเดียว เป็นการโอนแชมป์ไปให้กับเอลส์ที่กำลังซ้อมพัตต์รออยู่ที่หลุม 17 โดยที่เอลส์กลับมาหลุม 18 ไม่ได้มาเพื่อเพลย์ออฟ แต่มาเพื่อรับรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับผู้ชนะคว้าแชมป์สมัยที่สองของเขาในดิ โอเพ่น เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี แล้วเป็นแชมป์เมเจอร์ที่สี่ในการเล่นกอล์ฟอาชีพของเขา และเป็นแชมป์ที่ 66 กับการเล่นกอล์ฟทั่วโลก
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เบลลี่พัตเตอร์ หรือพัตเตอร์ยาวที่ อดัม สกอตต์ และ เอลส์ ใช้นั้นช่วยพวกเขาได้อย่างมาก
พัตเตอร์แบบนี้มีคนเคยวิพากษ์วิจารณ์มื่อหลายปีก่อนว่าเป็นการได้เปรียบโดยไม่ได้ใช้ทักษะความสามารถของนักกอล์ฟเลย ถึงขั้นมีการเสนอให้แบนเบลลี่พัตเตอร์นี้เสีย แต่ก็ไม่มีการแบน มีนักกอล์ฟหลายคนหันมาใช้ด้วยซ้ำ รวมทั้ง ธงชัย ใจดี นักกอล์ฟไทยก็ใช้ตั้งแต่ต้นปีนี้ผ่าน ตัดตัว 10 รายการติดต่อกัน รวมทั้งดิ โอเพ่น แต่ผลงานไม่ดี เพราะเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นคอจบลงที่ 77 ร่วม แต่ก่อนหน้านี้เขาก็คว้าแชมป์เวลส์ โอเพ่น เป็นแชมป์รายการแรกที่ทำได้ในแผ่นดินยุโรป
เปรียบเทียบกับการใช้เบลลี่พัตเตอร์ของทั้ง เอลส์ และ สกอตต์ กันบ้าง ย้อนไปปี 2011 เอลส์อยู่อันดับ 7 ของสถิติบนกรีน แต่สโตรกพัตต์อยู่ที่ 181 ของทัวร์ มาปีนี้อยู่ที่ 68 โดยเฉพาะที่เขาชนะในรอบแรกเวิลด์ กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ-เอคเซนเชอร์ แมตช์ เพลย์ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อต้นปี เขาพัตต์ดีด้วยเบลลี่พัตเตอร์
ไปที่สกอตต์ ย้อนไปในรายการเชลล์ ฮุสตัน โอเพ่น ปี 2010 เขาพัตต์ยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่พอเปลี่ยนมาใช้เบลลี่พัตเตอร์เขาพิสูจน์ผลงานการพัตต์ดีขึ้นกว่าเดิม ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2008 สกอตต์ สถิติสโตรกพัตต์อันดับ 178, 180, 186, 143 ตามลำดับ ปี 2012 เขาอยู่ที่ 76 กันเลยทีเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ไทเกอร์ วู้ดส์ อดีตแชมป์สามสมัยปี 2000, 2005 และ 2006 ในดิ โอเพ่น ครั้งที่ 141 นี้ สามรอบแรกเขาทำเบอร์ดี้ในหลุม 6 แต่วันอาทิตย์เขากลับออกทริปเปิลโบกี้จากการตีด้วยเหล็ก 5 ไปตกบังเกอร์ข้างกรีนต้องแก้สองครั้งก่อนจะทำสามพัตต์ มันเป็นความผิดพลาดที่ทำให้เขานั้นหลุดจากการลุ้นแชมป์ไปเลย แต่ก็ไม่ใช่เขาคนเดียวที่เล่นในหลุมนี้ยาก เพราะว่าเป็นหลุมที่ยากที่สุดของรายการ สโตรกเฉลี่ย 4.477 แต่ไทเกอร์ก็จบลงที่ 3 ร่วมสกอร์ 3 โอเวอร์พาร์ 73 รวม 3 อันเดอร์พาร์ 277 เท่ากับ แบรนด์ต ซเนดเดอร์เกอร์ เพื่อนร่วมชาติ ที่ทำสกอร์ 74
สิ่งที่เกิดขึ้นที่รอยัล ไลแธม แอนด์ เซนต์แอนน์ส เมื่อสัปดาห์ที่แล้วลมพัดแรง แต่สกอตต์เป็นหนึ่งในนักกอล์ฟที่ดีที่สุดที่สามารถควบคุมการเล่นของตัวเองได้ ยกเว้นการพัตต์ในวันสุดท้ายเท่านั้น
สิ่งที่น่าสนใจในดิ โอเพ่น ครั้งนี้ เอลส์ก็เหมือนกับ ทอม วัตสัน ที่คว้าแชมป์ดิ โอเพ่น แล้วสองครั้ง โดยตามหลังวัตสันอยู่สาม เพราะว่าวัตสันทำได้รวม 5 ครั้ง โดยเอลส์ทำสกอร์ช่วง 60 รวม 39 รอบ มากที่สุด โดย นิค ฟัลโด้ อันดับสอง 37 และ แจ็ค นิคลอส อันดับสาม 33 แล้วเอลส์ยังอยู่อันดับสามของการทำอันเดอร์พาร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ดิ โอเพ่น ตั้งแต่ปี 1963 ตามหลัง แจ็ค นิคลอส 59, ฟัลโด้ 53, เอลส์ 48 มากกว่า ทอม วัตสัน สาม แล้วอีกอย่างเอลส์ไม่เคยตีชอตโอเวอร์พาร์ในรอยัล ไลแธม แอนด์ เซนต์แอนน์ส โดยปี 2001 และ 1996 ซึ่งเล่นในพาร์ 71 ก็ไม่พลาด
ไทเกอร์ วู้ดส์ มีโอกาสจะลุ้นแชมป์เมเจอร์ที่ 14 แต่ก็อย่างที่เห็น เขาพลาดในหลุม 6 กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่เสียทริปเปิลโบกี้ แล้วยังเป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างว่า ไทเกอร์ไม่เน้นตีไกลเหมือนแต่ก่อน สองปีล่าสุดเขาอยู่ที่ 130 และ 163 ในการไดรฟ์ และกลับไปปี 2010 และ 2009 อันดับ 27 และ 29 ตามลำดับ
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1958 สถิติผู้นำหรือนำร่วม 54 หลุมของดิ โอเพ่น นั้นคว้าแชมป์ 30 ครั้งใน 55 ครั้ง รวมทั้ง ดาร์เรน คล้าร์ก ปี 2011 และ ลูอิส โอสไทเซ่น ปี 2010 แต่สกอตต์ไม่สามารถทำได้
ฟิล มิคเคลสัน ไม่ผ่านตัดตัว ไม่มีอะไรจะแก้ตัว เพียงแค่พูดหลังเล่นวันศุกร์ว่า
''ผมพัตต์แย่มากๆ เลย และไดรฟ์ก็ไม่ดีด้วย ชิพก็ยังไม่ดีมาก'' ซึ่งบิ๊กฟิลไม่ผ่านตัดตัวเป็นครั้งที่สี่ มีการเปรียบเทียบกันว่า มิคเคลสันในดิ โอเพ่น อาจเหมือนกับ พีท แซมพราส ในวงการเทนนิสที่ไม่สามารถคว้าแชมป์เฟร้นช์ โอเพ่น ได้เลยตลอดชีวิต มิคเคลสันจบลงใน 10 อันดับแรกดิ โอเพ่น แค่สองครั้งเท่านั้น
และอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้คนสนใจมากก็คือ วันสุดท้าย อันเดรส โรเมโร่ โปรชาวอาร์เจนตินา ให้ คาร์ลอส เตเวซ กองหน้าทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อนสนิท ไปแบกถุงให้ แฟนๆ ชอบกันใหญ่ แม้ว่าผลงานของโรเมโร่จะไม่ดี จบลงบ๊วยในจำนวนคนที่ผ่านตัดตัว แต่เขาไม่สนใจ แล้วต่อมามีกลุ่มผู้บริหารอาร์แอนเอวิจารณ์ว่าเตเวซทำหน้าที่แคดดี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะการแบกถุงก็ไม่เหมือนแค็ดดี้ทั่วไป แบกตลอด บางครั้งบนกรีนยังไม่วางเลย
แต่ก็ไม่มีกฎเกณฑ์เรื่องแคดดี้ แล้วแต่นักกอล์ฟจะเลือกหากเขาชอบแล้วใครจะห้ามได้
รายการต่อของเมเจอร์คือพีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ เมเจอร์สุดท้ายแห่งปี ที่สนามโอเชียน คอร์ส ที่เคียวาห์ ไอส์แลนด์กอล์ฟ รีสอร์ต ในเคียวาห์ ไอส์แลนด์ รัฐเซาท์แคโรไลนา ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคมศกนี้ แล้วใครจะเป็นแชมป์คนเก่าหรือเป็นคนใหม่


อดัม สกอตต์ ใช้เบลลี่พัตเตอร์ผลงานดี แต่สำหรับรายการนี้ไม่สามารถก้าวไปถึงแชมป์

เออร์นี่ เอลส์ เหมาะสมกับแชมป์อย่างยิ่งเพราะทั้งเก๋าและเก่ง

ไทเกอร์ วู้ดส์ ยังคงต้องไล่ล่าแชมป์เมเจอร์ที่ 15 ของเขาต่อไป

ฟรานเชสโก้ โมลีนารี โปรชาวอิตาเลียน สถิติแฟร์เวย์ดีที่สุด

คาร์ลอส เตเวซ (ซ้าย) นักฟุตบอลกองหน้าจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำหน้าที่แคดดี้ให้กับ อันเดรส โรเมโร่ เพื่อนร่วมชาติ ในวันสุดท้าย
ทีมข่าวกอล์ฟ