เป็นอันได้ข้อสรุปว่าสุดท้ายแล้วทางสมาคมฟุตบอลฯ ซึ่งเป็นองค์กรสุดท้ายที่รับผิดชอบโดยตรง ก็ได้มีการตัดสินกรณี "เปาเก้า" มานพ ปานสาคร ให้ห้ามลงทำหน้าที่ตัดสิน 4 ปีเต็ม ภายหลังจากได้รับการร้องเรียนว่าทำหน้าที่ในเกม ชัยนาท เอฟซี - บีอีซี เทโรศาสน ส่อไปในทางทุจริต!
ถามว่าทำไม? ถึงกล่าวหาว่า "มานพ ปานสาคร" ทำหน้าที่ได้บกพร่อง แน่นอนว่าเกมดังกล่าวเป็นชนวนบอกเหตุได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ 3 เหตุการณ์คลาสสิกบนสนามเขาพลอง สเตเดี้ยม ซึ่งท่านท้าวมหาวลีราช "มานพ" นิ่งเฉยจนเกิดความน่าสงสัยว่ารับเงินเขาหรือเปล่า
จนในที่สุดเขาเป็น
"สิงห์เชิ้ตดำ" รายแรกที่ประเดิมเข้าเครื่องจับเท็จของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามความประพฤติมิชอบในวงการฟุตบอล (คปบ.) แถมยังมาแจ็กพอตแตกด้วยการจับได้ว่า
"โกหก" อีกต่างหาก
มีการตั้งคำถามว่าเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนสำหรับเครื่องจับเท็จ ซึ่งเรื่องนี้ทาง
"บิ๊กย้อย" พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธาน คปบ. ได้มอบหมายงานให้ พ.ต.อ.สันติ์ สุขวัจน์ รองคณะบดี คณะนิติวิทยาศาสตร์ ร.ร.นายร้อยตำรวจ เป็นหัวขบวนทำเรื่องนี้
พร้อมกับยืนยันว่าจริงๆ แล้วเครื่องจับเท็จที่อเมริกามีใช้งานมากว่า 100 ปีแล้วพัฒนามาจากเครื่องแมนนวลธรรมดาสู่ระบบดิจิตอล ขณะที่บ้านเรากว่าที่จะนำมาใช้งานก็ต้องส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปอบรมกับ
"เอเอฟบีไอ" ให้มีความชำนาญเสียก่อนถึงจะนำเอามาใช้งานได้
คดีที่สำคัญก็ได้แก่
เสริม สาครราษฎร์ "ฆาตรกรฆ่าหั่นศพ" เจนจิรา พลอยองุ่นศรี และ "วิศวกรฆ่าเมียตัวเอง" ก็สามารถใช้เครื่องจับเท็จกระทั้งนำไปสู่การจับกุมขึ้นศาลและปิดคดีในที่สุด
พ.อ.อ.สันติ์ ยังแจงให้เห็นภาพว่าเครื่องมือจับเท็จจะวัดจังหวะการเต้นของหัวใจ ถ้าเป็นคนผิดจริง! จะมี
"สารอะดรีนาลิน" หลั่งออกมามากกว่าปกติเพื่อปกป้องตัวเองว่าไม่ใช่คนผิด จนถึงขั้นบังคับตัวเองไม่ได้ดังที่เราจะเห็นคนแบกโอ่งวิ่งเนื่องจากบ้านถูกไฟไหม้ ล้วนแล้วแต่มาจากการหลั่งของสารดังกล่าวทั้งสิ้น
"เครื่องนี้เชื่อได้มากน้อยแค่ไหน คดี
"เสริม สาครราษฎร์" น่าจะเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี เพราะ
"เสริม" ถือว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ มีความรอบรู้อย่างดีว่าเครื่องจับเท็จสามารถวัดอะไรบ้างในร่างกายมนุษย์ แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะต่อต้านหรือหนีความจริงไปได้'' นี่คือในส่วนงานของตำรวจซึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว
แต่เรื่องยังไม่จบเท่านั้นเพราะกรณีนี้ถือว่าไม่ใช่คดีอาญา ไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิด
"มานพ ปานสาคร" ได้ เขาเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา แต่สิ่งที่สมาคมฟุตบอลฯ จะทำได้คือผิดพลาดจริงในการทำหน้าที่ ก็ลงโทษทางวินัยเท่านั้นเอง! ล่าสุดก็ได้นำเอาผลจากการเข้าเครื่องจับเท็จบวกข้อผิดพลาดในการตัดสิน 3 เหตุการณ์ลงโทษ
"เปาเก้า" ตามระเบียบข้อ 2 คือมีพฤติกรรมบกพร่องอย่างมีนัยยะสำคัญมีหลักฐานและมูลเหตุจูงใจชัดเจนจึงห้ามลงทำหน้าที่ตัดสินเป็นเวลา 4 ปี ทั้งนี้สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน!
อย่างที่บอกกันไปว่านี่คือ
"สิงห์เชิ้ตดำ" รายแรกซึ่งดวงซวยที่สุดแห่งปี เขาจะรับเงินหรือไม่ได้รับ! ณ เวลานี้สังคมเขาก็ตัดสิน
"เปาเก้า" ไปแล้วว่าเป็นคนผิด! อีกทั้งยังมีหน้าที่การงานรับราชการในเทศบาลบ้านเกิด ที่ จ.นครนายก เรียกได้ว่าตัวเองเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่เมื่อขึ้นหลังเสือแล้วก็จงอย่างลง ต้องไปให้ถึงที่สุด
สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ถ้าไม่ใช่คนผิดก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เพราะเห็นว่าเป็นงานที่ "เปาเก้า" บอกว่ารักมากที่สุด "คนล้มอย่าข้าม" คนไทยเขาถือ! สู้ๆ ครับพี่!
''งาช้างดำ''