เลกแรกไทยพรีเมียร์ลีกเดินทางมาถึงในสุดสัปดาห์นี้ "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ขึ้นแป้น "จ่าฝูง" แบบต่อเนื่องและได้รับการมอบหมายให้เป็นแชมป์เลกแรก ตามความเข้าใจของแฟนบอลทั่วไป
หลายๆชาติมีการแบ่งแยกจัดลีกตัวเองเป็นสองเลกหรือสองช่วง คือคำว่าเลกก็อย่างที่ทราบกันมาจากภาษาอังกฤษ คือขา LEG นั่นแหละครับ พอแบ่งเป็นช่วงละขาก็มีการมอบแชมป์กัน แล้วหากแชมป์เลกสองหรือช่วงสองเป็นคนละทีมกัน นำมาเตะชิงแชมป์ใหญ่อีกครั้ง...แต่ถ้าเป็นทีมเดียวกันก็มอบแชมป์ไปเลย
ในอเมริกาใต้ก็ยังมีรูปแบบนี้จากอาร์เจนตินา ลีก หรือช่วงแรกของเจลีกก็ใช้ระบบเดียวกันนี้ เพื่อความสนุกเข้มข้นในช่วงท้าย บ้านเราเคยมีแบบนี้สมัย คุณธวัชชัย สัจจกุล เคยทำงานกับสมาคมฟุตบอลฯ เพียงแต่ตอนนั้นนำทีมอันดับ 1-4 มาดวงแชมป์กันใหม่หลังจากปิดลีกไปแล้ว เที่ยวนั้นพี่หอยของวงการฟุตบอลก็ได้รับดอกไม้และก้อนอิฐไปพอสมควร
ผมเชื่อว่าผู้บริหาร
"กิเลนผยอง" คงไม่มานั่งพึงพอใจกับไตเติล
"แชมป์เลกแรก" ในความรู้สึกมันคือความมั่นใจเพื่อจะเดินหน้าต่อในเลกสองและปฏิบัติการทวงแชมป์คืนกลับมาตาม คอนเซปต์ของทีมในปีนี้
เลกแรกที่จบลงไปสำหรับ
"กิเลนผยอง" มันคือพื้นฐานความมั่นใจของทีมชุดใหม่นี้ภายใต้การนำทีมของ สลาวิซ่า โยคาโนวิช โดยมี มาริโอ ยูรอฟสกี้ โดดเด่นในวินาทีแรกที่ลงสนามจนถึงวันนี้คือขวัญใจของชาวเมืองทองอย่างแท้จริง เมื่อสร้างพื้นฐานดีเลกสอง
คือการต่อยอดผลงานตัวเอง ตรงนี้คือสิ่งที่กิเลนผยองคงไม่ประมาทหรือย่ามใจจากคำว่า "แชมป์เลกแรก" แน่นอน
ในทางเดียวกันเมื่อย้อนไปดูผลงานในกลุ่มต่างๆ ทีมคู่แข่งลุ้นแชมป์ด้วยกันเวลานี้ "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี ไล่จี้และพยายามลดช่องว่างไม่ห่างเกินไปและถือว่า
"ฉลามชล" ทำได้ดีพอตัว อย่างน้อยที่สุดการที่พลิกสถานการณ์หลายๆเกม เช่นยิงประตูชัยช่วงทดเวลา...โดนนำก่อนแล้วยิงแซงชนะอย่างเกมล่าสุดที่จัดการ
"นกใหญ่พิฆาต" ชัยนาท เอฟซี ได้ด้วยสกอร์ 4-3
แบบนี้เขาเรียกว่า
"วุฒิภาวะ" ในเกมฟุตบอล คือหัวจิตหัวใจนั้นแกร่งและมั่นคง นี่คือสิ่งที่กีฬาอาชีพระดับสูงต้องมี มันคือ MENTALITY อย่างที่พวกโค้ชได้ร่ำเรียนกันมา ไม่ใช่แค่ฟุตบอล...กีฬาชนิดอื่นๆ จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งด้านจิตใจว่าใครก็ตามเมื่อตกภายใต้ความกดดันแล้วสามารถเอาตัวรอดและชนะสถานการณ์นั้นๆ ได้ ถือว่าจิตแข็ง
ทักษะ...กลยุทธ์ ต้องมีอยู่แล้ว เพราะผ่านการฝึกฝน ติวเข้ม...แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงๆ ใครจะงัดออกมาใช้ภายใต้ความกดดันได้ดีกว่าเท่านั้นเอง
ถึงวันนี้ ชลบุรี ลดช่องว่างจาก 8 เหลือ 5 และแข่ง 16 นัดเท่ากันกับเอสซีจี เมืองทอง โดยในสุดสัปดาห์นี้ พวกเขาจะลงสนามก่อน เอสซีจี เมืองทอง 1 วัน หากพวกเขาชนะเก็บอีกสามแต้ม นั่นย่อมทำให้ "กิเลนผยอง" พบกับความกดดันอย่างแน่นอน เพราะช่องว่างจาก 5 ลดลงเหลือ 2!
มันก็มีโอกาสทำได้และทำไม่ได้พอๆ กัน นอกจากคู่แข่งเป็นทีมที่ผลงานดีพอตัวอย่าง บีอีซี เทโรศาสน แล้วยังมีปัจจัยเรื่องสภาพทีมจากโปรแกรมที่แข่งขัน 4 วัน 2 นัดอาจส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย ตรงนี้คงเป็นหน้าที่ของ
"โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ระดับมืออาชีพที่รู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้งว่าจะทำอะไร ยังไงเพื่อให้ได้ทีมที่สมบูรณ์ที่สุดใน
ส่วน
"กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง นัดที่ 17 สัปดาห์นี้แข่งวันอาทิตย์จะบุกเยือนบ้าน
"ปลาทูคะนอง" สมุทรสงคราม เอฟซี ที่ใช้บริการ
"น้าฉ่วย" สมชาย ชวยบุญชุม ขวัญใจแฟนบอลยุค 40 ปีก่อน คงไม่ต้องบรรยายถึงคุณภาพของ
"น้าฉ่วย" ที่ใช้ประสบการณ์สมัยเล่นบอลมาทำงานในฐานะโค้ชได้ดีพอสมควร ปลาทูเวลานี้ก็คะนองอย่างเต็มที่ครับ...นั่นคือสิ่งที่
"กิเลนผยอง" ต้องไม่ย่ามใจและเดินหน้าเพื่อล่าสามแต้มให้ได้
สำหรับสถานการณ์หลังจบเลกแรกในกลุ่มอื่นๆ เวลานี้ ก็ตามสภาพแหละครับ เล่นมา 15-16 นัดคงพอมองเห็นผลงาน ทั้งกลุ่มหัวแถว กลางตาราง ท้ายตาราง และเราก็พูดกันว่าเวลานี้นักบอลไทยและพวกแข้งต่างชาตินั้น จัดทีมมาแล้วการเล่นมีความแตกต่างไม่มาก แพ้ชนะกันได้ตลอดเวลา ถ้าไม่เตรียมทีมมาให้ดี มีการแก้ไขสถานการณ์ไม่เก่ง โอกาสมือเปล่าจากเกมมีสูง ดังนั้นก็มีความผันผวนเกิดขึ้นในทุกๆ สัปดาห์แหละครับ
เรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับทีมในไทยพรีเมียร์ลีกหลายทีมยังแสดงความเป็นมือสมัครเล่นในเรื่องการบริหารจัดการซึ่งไม่ต้องระบุชื่อก็พอทราบจากข่าวที่ออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ เชื่อว่าคอบอลย่อมทราบดี
ผมมองว่า...อนาคตอันใกล้หากทีมจากยามาฮ่า ลีก วัน ที่เป็นตัวแทนของทีมจังหวัดในส่วนภูมิภาค เลื่อนชั้นขึ้นมาทีมไทยลีกที่ทำทีมแบบมือสมัครเล่น ประเภทได้งบจากสปอนเซอร์ มาแล้วก็นำมาบริหารจัดการกันเอง ไม่ได้สนใจจะทำทีมฟุตบอลให้เป็นบริษัท จำกัด สร้างแบรนด์ตัวเองขึ้นมาให้ดี เล่นนำงบประมาณและเงินสปอนเซอร์มาจัดสรรกันเองภายในทีมผู้บริหาร...แบบนี้ไม่นานก็พัง
ทีมจังหวัดขึ้นมาแล้วทำให้เห็นชัดๆ คนดูแน่น...ภาพออกมาดูมีบรรยากาศให้ชวนลงทุน สปอนเซอร์ มั่นใจก็นำเงินมาลงทุน แล้วก็บริหารทีมให้มีรายรับเข้าทีม สร้างดุลบัญชีกับรายจ่าย อาจขาดทุนและไม่ได้กำไรมากมาย นั่นก็คือหลักการทำธุรกิจดีๆ นี่แหละครับ
3 ปีผ่านไปผมบอกได้เลยก็มีอยู่ 3-4 ทีมในกลุ่มหัวแถวที่ทำงานอย่างมืออาชีพบริหารเป็นรูปแบบบริษัท จำกัด ทำธุรกิจจริงจัง ส่วนที่เหลือยังส่งบอลแข่งเหมือนเดิม ไม่ได้ทำลักษณะบริหารบริษัท ฟุตบอล จำกัด แบบนี้การพัฒนาเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้นยาก
เวลานี้ทีมจังหวัดในยามาฮ่า ลีก วัน หลายทีม...พยายามศึกษาและดูแนวทางของทีมมืออาชีพในไทยลีก...และเมื่อขึ้นชั้นมาได้ รับประกันซ่อมฟรีว่า สโมสรที่ยังคิดแค่ "ส่งทีมแข่ง" ตายสนิท แน่นอนครับ
Jackie