ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับทีม ร.ร.อัสสัมชัญธนบุรี ที่เพิ่งจะเดินทางไปคว้าแชมป์ยู-13 ชิงแชมป์อาเซียน ที่มาเลเซีย มาครองได้ชนิดที่สะใจกองเชียร์ทั้งสนาม เพราะนัดแรกประเดิมด้วยการพ่ายเจ้าภาพ ก่อนจะกลับมาปาดหน้าคว้าชัยชนะในนัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์กลับมาเมืองไทยได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
แม้ว่ารายการนี้จะเป็นรายการเล็กแต่ก็บอกอะไรได้พอสมควร ในยุคที่พี่ไทย ไม่ใช่พี่เต้ยของระดับอาเซียนในทุกรุ่นอายุอีกแล้ว ความสำเร็จของ "เจ้าสัวน้อย" เป็นเหมือนบ่อน้ำกลางทะเลทรายที่ทำให้เรามีความหวังกับนักเตะรุ่นใหม่ขึ้นบ้าง
ความพยายามและตั้งใจจริงของ 2 ผู้บริหารอย่าง ภราดา ชำนาญ เหล่านักผล ผอ.ร.ร.อัสสัมชัญธนบุรี และ
"เสี่ยโต" ณรงค์วิทย์ อุ่นแสงจันทร์ ผอ.โครงการนักกีฬาช้างเผือก ทั้ง 2 ท่านนี้เป็นบุคคลที่ไม่ใช่แค่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมโรงเรียนนี้แต่ยังเป็นผู้มีคุโณปการต่อวงการฟุตบอลไทยในฐานะ
"ผู้สร้าง" ที่ปั้นนักเตะมาสู่ทีมชาติชุดต่างๆกว่า 100 คนในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
การทำทีมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการลงทุนส่งไปแข่งขันในต่างประเทศ มีเป้าหมายในแต่ละรุ่นอายุที่ชัดเจน น่าจะเป็นแบบอย่างสำหรับการทำทีมระดับชาติได้ เพราะขนาดพวกเขาเป็นแค่ทีมโรงเรียน แต่กำหนดโปรแกรมไว้ล่วงหน้า ว่าปีหน้านักเตะ 15 ปีจะต้องเล่นรายการไนกี้ ปีนี้ต้องมีทัวร์นาเมนต์นานาชาติ อย่างหลายปีก่อนก็ไปเตะรายการไออิชิ ที่ญี่ปุ่น ปีนี้ไปเตะที่มาเลเซีย เป็นการลงทุนที่มีเป้าหมาย
ความมุ่งมั่นตั้งใจตั้งแต่ระดับเล็กๆ แบบนี้ ทำให้พอจะคาดหวังได้ว่า วันหนึ่งนักเตะจาก ร.ร.อัสสัมชัญธนบุรี ชุดนี้ อย่างน้อยๆ ก็ 2-3 คนน่าจะขึ้นมาเป็นนักเตะระดับชาติ เล่นฟุตบอลอาชีพได้อย่างที่รุ่นพี่ทั้ง ธีรศิลป์ แดงดา, กวิน ธรรมสัจจานันท์ และคนอื่นๆประสบความสำเร็จมาแล้ว วงการฟุตบอลไทยยังโชคดีที่มีคน
"จิตสาธารณะ" ประสงค์ออกตังค์แต่ไม่ได้อยากดังอยู่พอสมควร จึงทำให้เรามีทรัพยากรผู้เล่นขึ้นมาเรื่อยๆ
เช่นเดียวกับโครงการดีๆอีกโครงการหนึ่ง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจาก
"ช้าง" ให้ไปร่วมงานกาลาดินเนอร์
"Partner of Worldclass" ตอนแรกก็คิดว่าเป็นการเลี้ยงต้อนรับผู้บริหารสโมสรเอฟเวอร์ตัน ที่เป็นพาร์ตเนอร์ของช้างเฉยๆ แต่พอไปถึงโรงแรมพลาซ่า แอทธินี ก็ต้องตกใจที่เห็นคนวงการฟุตบอลไทย สโมสรไทยตั้งแต่ไทยลีก, ดิวิชั่น 1 และดิวิชั่น 2 อยู่ในงานเกือบครึ่งวงการ
เหลือเชื่อนะครับ
"ช้าง" ผลิตภัณฑ์เดียว ให้การสนับสนุนทีมฟุตบอลสโมสรต่างๆในเมืองไทย ถึง 29 ทีม เป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท !!...จากทีมในเมืองไทยทั้งหมด 117 ทีม
บรรดาผู้บริหารของสโมสรต่างๆส่ง
"ตัวจริง" ระดับประธานสโมสรมาทั้งนั้น บรรยากาศก็เลยคึกคักกลายเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องฟุตบอลกันอย่างสนุก
งานเขาก็เล่าเรื่องราวความร่วมมือระหว่าง ช้าง กับ วงการฟุตบอลเมืองไทย ที่ให้การสนับสนุนทุกระดับตั้งแต่เยาวชนถึงทีมชาติ รวมไปถึงการเปิดคลินิกสอนฟุตบอล การนำนักเตะไทยไปฝึกที่เอฟเวอร์ตัน ไปจนกระทั่งถึงความร่วมมือระหว่าง ทอฟฟี่สีน้ำเงิน กับ ช้าง ช่วยคนไทยที่ประสบภาวะน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว
แต่ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์คือการปาฐกถาของผู้บริหารระดับสูงของเอฟเวอร์ตัน ที่บรรยายการบริหารจัดการฟุตบอลอาชีพอย่างละเอียด ถึงที่มาที่ไปของรายได้มหาศาลที่เกิดขึ้นของสโมสรในเมืองผู้ดี รวมไปถึงแนวทางในการหารายได้และจัดการแบบมืออาชีพ บรรดาผู้แทนของสโมสรทั้ง 29 ทีมที่ช้างให้การสนับสนุนสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ไปใช้กับทีมตัวเองได้อย่างมหาศาล
โจทย์ข้อนี้ช้างก้าวไปอีกขั้น จากที่สนับสนุนเยาวชน สนับสนุนทีมชาติ สนับสนุนสโมสร วันนี้ช้างพยายามให้ความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการฟุตบอลอาชีพกับสโมสร ซึ่งผมคิดว่าช้างคงไม่หยุดแค่นี้ ในอนาคต ผมเชื่อว่า ผู้บริหารช้างคงอยากเห็นทุกสโมสรสามารถจัดการและเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งก็คงต้องให้เรือสอนวิธีจับปลาแบบนี้แหละ หรืออาจจะส่งไปดูงานกับเอฟเวอร์ตัน กันเลย ดีกว่าให้ปลาเป็นมื้อๆ จ่ายเงินสนับสนุนเป็นปีๆ ไปแต่สโมสรไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้
ถ้าผมเป็นสมาคมฟุตบอลฯ ผมจะสั่งปั้นรูปช้างตัวใหญ่ๆไว้หน้าสมาคม เพราะมีความหมายทั้งเป็นสัญลักษณ์ของทีมชาติไทยในฐานะ "ช้างศึก" และเป็นการขอบคุณสปอนเซอร์รายหนึ่งที่ให้การสนับสนุนทั้งวงการ รวมๆ แล้วนับพันล้านบาทมายาวนานนับสิบปี และคงจะตลอดไป ขอบคุณ "ช้าง" แทนวงการฟุตบอลไทยจริงๆครับ
ปูเป้