มาถึงนาทีนี้เชื่อว่าแฟนานุแฟนของ ''ปลาทูคะนอง'' เจนิฟู้ด สมุทรสงคราม เอฟซี มองเห็นแสงสว่างบริเวณปลายอุโมงค์อยู่รําไรแล้วว่าทีมรักของพวกเขามีสิทธิ์ที่จะรอดตายภายหลังจากที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดโซนท้ายตารางมาตั้งแต่ต้นซีซั่น
การเข้ามาของเอกบุรุษอย่าง ''น้าฉ่วย'' สมชาย ชวยบุญชุม จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นพ่อพระที่มาเสกคาถาให้คนที่กำลังป่วยเข้าขั้นโคม่าอย่าง เจนิฟู้ด สมุทรสงคราม เอฟซี สามารถลืมตามาพูดคุยกินข้าวได้ เวลาต่อมาสามารถวิ่งป๋อในสนามแข้งได้อย่างสบายใจเฉิบ
จะว่าไปแล้ว ''น้าฉ่วย'' เสมือนเป็นโลโก้ของ ''ปลาทูคะนอง'' มาตั้งแต่ทีมยังไม่มีอะไรตั้งแต่ลีกระดับภูธร ''โปรวิลเชียลลีก'' กระทั้งแยกลีกขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 และไทยพรีเมียร์ลีก เป็นลำดับขั้นที่สูงสุด ก่อนที่จะมีอาการงอนกันเกิดขึ้น จำต้องถอนสมอไปหาความท้าทายใหม่กับทีมอื่นทั้ง จันทบุรี, เยาวชน 19 ปี, ราชนาวี และ ทีทีเอ็ม เชียงใหม่ แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น
นอกจากการเป็นโลโก้ของทีม ''ปลาทูคะนอง'' แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เรียกกันว่าสุดพิเศษสำหรับกุนซือรายนี้ก็ต้องยกให้ในเรื่องของแท็กติก เรียกกันว่าขั้นเทพอย่างแท้จริง เพราะทีมที่เขาส่งลูกน้องลงสู้แล้วพลิกกลับมาเอาชนะได้นั้นจัดว่าอยู่ในแถวหน้าของเมืองไทยเลยทีเดียว
เรื่องฮือฮาเกิดขึ้นในซีซั่นที่แล้วนี่เอง ภายหลังจากที่ ''น้าฉ่วย'' สมชาย ชวยบุญชุม กระโจนเข้ามารับเผือกร้อน คุมทัพ ''ตะหานน้ำ'' ราชนาวี ซึ่งอยู่ในสถานการณ์หนีตกชั้นลงดวลกับ ''กิเลนผยอง'' เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ยังมีลุ้นแชมป์อยู่นั่นเอง เกมนี้บุกไปเล่นในถิ่นเมืองทองธานีเสียด้วย ทว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตรเมื่อลูกทีมของ ''น้าฉ่วย'' ไล่ยำแชมป์สองสมัยหมดทรงหล่อถึง 3-1
''แดจาวู'' เกิดขึ้นอีกครั้งในเกมที่กุนซือคู่บุญแห่งเมือง ''แม่กลอง'' นำทัพ ''ปลาทู'' ลุยกับฝูง ''ฉลาม'' ในถิ่นเขาอีกต่างหาก แน่นอนว่าเกมนี้เซียนทุกสำนักต่างฟันธงไปที่ ชลบุรี เอฟซี ดีกว่าหลายพะเรอเกวียนไม่ว่าจะเป็นตัวผู้เล่น อีกทั้งได้เย่อแข้งในบ้านของตัวเอง
ถ้าจะจับเอาสถิติมากางว่าค้นพบว่า ในรอบ 3 ปีแพ้นัดสุดท้ายของ ชลบุรี เอฟซี เกิดขึ้นในไทยลีก ครั้งที่ 13 เมื่อปี พ.ศ. 2552 ในเกมนัดที่ 11 เมื่อ 30 พ.ค. 52 ที่เปิดบ้านให้เมืองทองฯ ไป 2-5 ที่สนามเทศบาลหนองปรือ แม้จะไม่ใช่สนามเหย้าในปีนั้นคือสิรินธร
แต่ก็ถือเป็นการลงเล่นในฐานะทีมเหย้า โดยฤดูกาลนั้นพวกเขาแพ้ในบ้านไป 2 เกม อีกเกมคือแพ้คาถิ่นให้กับ บางกอกกล๊าส ไป 1-3 เมื่อ 4 เม.ย. 52 ที่สนามสิรินธร โดยไทยลีกครั้ง 14 เมื่อปี 53 ไม่แพ้ใครจากผลงานเตะ 15 นัด ชนะ 8 เสมอ 7, ไทยลีกครั้งที่ 15 เมื่อปี 54 ที่ผ่านมา เตะ 17 นัด ชนะ 12 เสมอ 5 ไม่แพ้ใคร นี่คือสถิติอันแจ่มว้าว! ของพลพรรค ''ฉลามชล''
แต่อย่างที่ร่ายยาวกันไปว่าทีมอื่นอาจจะใช่ แต่สำหรับ ''น้าฉ่วย'' สมชาย ชวยบุญชุม ที่ว่ากันว่าเวลานี้เนื้อหอมยังกะ ณเดชน์ คูกิมิยะ ไม่ใช่ของล้อเล่น เกมที่บุกเยือนรัง ''ฉลามชล'' เมื่อหัวค่ำวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น แท็กติกของ กุนซือ ''ปลาทูคะนอง'' เป็นไปตามสเต็ปคือเน้นรับจากแดนหลังให้แน่น กลางมี ชัยวุฒิ วัฒนะ เป็นตัดเกมให้ อี ฮัน กุก เป็นตัววางบอล โดยให้ ณภัทร ธำรงศุภกร กับ เซซินันโด้ ช่วยกันทะลวงในแดนหน้า
แม้ว่าแท็กติกนี้อาจจะไม่เข้าแก๊ปก็เป็นได้ ภายหลังจากที่ ''เจ้าชายกบ'' พิภพ อ่อนโม้ หัวหอกร่างเตี้ยของชลบุรี สอยเม็ดแรกนำฝูง ''ฉลามหิวเลือด'' กระโจนนำตั้งแต่ 10 นาทีแรก ทว่าการรับด้วยความอดทนและอึดอย่างมีวินัยได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 ภายใน 20 นาทีหลังจากเสียประตู จาก เดชา สอาดโฉม และแจ็ตพอตแตกเมื่อ ณภัทร ธำรงศุภกร ซัดเปรี้ยงเดียวพาทีมแซงนำ 2-1 แบบเหลือเชื่อ
กลับมาเล่นครึ่งหลังโจทย์ของ ''น้าฉ่วย'' ยังคงเป็น 1 แต้มก็น่าพอใจแล้ว ทำให้ลูกทีมไม่กดดันรับอย่างหนาแน่น ทิ้ง ณภัทร ธำรงศุภกร ป่วนแดนหน้ารายเดียวก็เกินพอ และสูตรสำเร็จนี้ก็ได้ผล ภายหลังจากที่เชิ้ตดำพ่นลมใส่นกหวีดจบการแข่งขัน ''น้าฉ่วย'' พลิกสถานการณ์ได้อีกครั้ง ที่สำคัญยังบุกมาเอาชนะในถิ่นของทีมใหญ่เหมือนกับที่เคยบุกไปยัดเยียดความปราชัยให้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อีกครั้งนั่นเอง
หลังจบเกมกุนซือจอมพลิกล็อกเปรยใจ ''ต้องยอมรับว่าเราเป็นรองชลบุรี ทั้งขุมกำลัง และสภาพแวดล้อม ตอนแรกแค่หวังว่าได้ 1 แต้มจากชลบุรี ถือว่าเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายแล้ว แต่นี่มาได้ 3 แต้มก็ต้องขอบอกว่าเซอร์ไพรส์สุดๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็ต้องขอชมเชยลูกทีมว่าพวกเขาสามารถแสดงสปิริตทีมได้แบบน่าประทับใจ โดยเฉพาะเกมรับเหนียวแน่นไม่เสียประตูกันง่ายๆ''
''สิ่งเหล่านี้แหละที่ผมคิดว่าน่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากกว่าเดิม ซึ่งเป้าหมายต่อไปของเราก็คือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่จะได้เล่นในบ้านถ้าเราเอาชนะได้อีกครั้งก็ไม่จำเป็นจะต้องกลัวว่าจะตกชั้นแล้ว'' น้าฉ่วยปาดเหงื่อให้สัมภาษย์ด้วยความระทึก
มาถึงตอนนี้ ''น้าฉ่วย'' ควรจะรับฉายาว่า ''มิสเตอร์สเปเชี่ยลวัน'' แบบไร้ข้อกังขา เอาแค่เขาสามารถบริหารทรัพยากรที่มีอยู่แบบจำกัดจำเขี่ยบุกไปเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่ได้ก็สมควรได้รับการคารวะ และสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อ ''แม่กลอง'' ได้ของดีกลับมาหวังว่าจะให้อยู่โยงจนตายกันไปข้างหนึ่ง!