วิกกิ้นส์โล่งสวมเสื้อเหลืองต่อไป
ที่ เลอ กั๊ป ดั๊กด์ ประเทศฝรั่งเศส เป็นที่น่าผิดหวังและรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง สำหรับแฟนๆ จักรยานทางไกล ตูร์ เดอ ฟร้องซ์ 2002 ที่ไม่ได้ร่วมฉลองชัยชนะกับเหล่านักปั่นเลือดน้ำหอมสักคนในวันชาติฝรั่งเศส หลังจบการแข่งขันสเตจที่ 13 เพราะกลับกลายเป็นว่าแชมป์ในสเตจนี้ตกเป็นของ อังเดร เกรเปิ้ล น่องเหล็กจากเมืองเบียร์ที่สปรินต์เข้าเส้นชัยไปได้แบบเฉียดฉิว
โดยตลอดระยะทาง 217 กิโลเมตร ในสเตจที่ 13 มีกลุ่มนักปั่นใจกล้าปั่นฉีกหนีโจมตีแย่งออกไปเป็นกลุ่มผู้นำ แต่ถ้าหากยังเก๋าไม่พอ บรรดานักปั่นที่เจ๋งกว่าก็เป็นฝ่ายแซงขึ้นไปนำได้ในที่สุด
ซึ่งผลปรากฏว่าหลังจากลงเขาเข้าสู่ทางราบก่อนถึงเส้นชัย อังเดร เกรเปิ้ล จากเยอรมนี สังกัดทีมล็อตโต้ โชว์การสปรินต์ในช่วง 20 กิโลเมตรสุดท้าย ได้อย่างน่าตื่นเต้น เมื่อต้องเบียดตีคู่เข้าเส้นชัยมากับ ปีเตอร์ ซาแกน ยอดนักปั่นจากสโลวาเกีย ที่ตอนนี้กำลังรั้งตำแหน่งเจ้าแห่งความเร็วได้สวมเสื้อเขียว หรือ ''กรีน เจอร์ซี่ย์'' มาหลายสเตจแล้ว ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเกรเปิ้ลเป็นผู้ชนะด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 57 นาที 59 วินาที โดยนับเป็นชัยชนะสเตจครั้งที่สามของเกรเปิ้ลใน ตูร์ เดอ ฟร้องซ์ 2012 อีกด้วย
ภายหลังขึ้นโพเดียมรับรางวัล เกรเปิ้ลกล่าวให้สัมภาษณ์อย่างแฮปปี้ว่า
''ผมรู้สึกมีความสุขกับชัยชนะอย่างมากครับ มันน่าทึ่งมากจริงๆ ครับ คุณสามารถที่จะมีความสุขได้จากหนึ่งชัยชนะใน ตูร์ เดอ ฟร้องซ์ แต่นี่เป็นอะไรที่พิเศษนิดหน่อยครับ เพราะผมคว้าไปแล้วสามสเตจ และเนื่องจากสเตจนี้แข่งขันที่มงต์ แซต์ แกลร์ก เป็นสถานที่สวยงามและมันก็ทำให้ผมจบได้อย่างสวยงามเช่นกัน เราสมควรได้ชัยชนะนี้ครับ''
''เราได้โชว์ว่าการทำงานทีมเวิร์กต้องทำอย่างไรบ้าง มันยอดเยี่ยมมากครับ ผมรู้ว่าผมได้อยู่ข้างหน้ามีโอกาสที่ดี เพราะเพื่อนร่วมทีมล็อตโต้ทุกคนช่วยเหลือกัน มันเป็นการทำงานหนักของทุกคนจริงๆ "
ทั้งนี้ ในช่วงเข้าสู่ 10 กิโลเมตรสุดท้าย มี 8 นักปั่นที่ฉีกตัวออกมาเป็นกลุ่มเดียวกันเพื่อเร่งสปรินต์ต่อสู้กันอย่างเต็มเหนี่ยววินาทีต่อวินาที โดยช่วงเข้าเส้นชัยเหลือแค่ ปีเตอร์ ซาแกน กับ อังเดร เกรเปิ้ล ต่อสู้กัน ซึ่งในตอนแรกดูท่าทีแล้วซาแกนน่าจะทำได้ดีกว่าไม่เป็นรอง แต่เหมือนเท้าที่ปั่นช้าไปหนึ่งวงล้อของเกรเปิ้ลทำให้นักปั่นจากสโลวาเกียพ่ายแพ้ไปในที่สุด
ในขณะที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ในตารางเวลารวมสำหรับตำแหน่งผู้สวมเสื้อเหลือง หรือ ''เยลโลว์ เจอร์ซี่ย์'' ยังไม่มีการเปลี่ยนชื่อจากอันดับหนึ่ง เพราะ แบร็ดลี่ย์ วิกกิ้นส์ ยอดนักปั่นจากสหราชอาณาจักร ยังยึดเอาไว้ได้เหนียวแน่น เมื่อทำเวลารวมทั้งสิ้น 59 ชั่วโมง 32 นาที 32 วินาที
อย่างไรก็ตาม อันดับที่สองในเวลารวมยังมีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โดยล่าสุด คริสโตเฟอร์ ฟรูม นักปั่นเพื่อนร่วมชาติของแบร็ดลี่ย์ขยับขึ้นมาอยู่ที่สองด้วยเวลาตามหลัง 2 นาที 5 วินาที
ส่วน วินเชนโซ่ นิบาลี่ น่องเหล็กชาวอิตาเลียน ที่ตอนแรกน่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกลับพลาดตกลงไปอยู่ที่สามด้วยเวลาตามหลัง 2 นาที 23 วินาที
ด้านวิกกิ้นส์ได้เปิดเผยถึงการถูกโจมตีว่า
''เอ็ดวัลด์ โบสสัน ฮาเก้น นักปั่นจากนอร์เวย์ ทำงานอย่างหนักเพื่อจัดการผมในภูเขา ดังนั้นเรารู้สึกเหนื่อยล้าที่พยายามสกัดกั้นเขาตอนใกล้เข้าเส้นชัย''
''ผมไม่รู้ว่าถ้ามีการโจมตีทุกๆ วันจะเป็นอย่างไร เพราะยังห่างไกลจากเส้นชัยที่ปารีสอีกมาก แต่ผมรู้ว่ายังเหลือการปั่นขึ้นเขาอีกช่วง ผมไม่ได้กลัวแต่แค่คิดว่าเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากนี้เป็นไปต้นไป''
สำหรับการแข่งขันสเตจที่ 14 ที่จะต้องลุ้นกันอีกครั้ง เพราะยังคงเป็นทางภูเขา โดยจะแข่งขันกันในภูเขามีระยะทาง 191 กิโลเมตร ออกสตาร์ตจากลิมูซ์ไปยังเมืองฟัวซ์
ทางฝั่งตำแหน่งเจ้าแห่งความเร็ว หรือยอดนักสปรินเตอร์ ยังคงเป็น ปีเตอร์ ซาแกน น่องเหล็กจากสโลวาเกีย ที่รั้งอันดับหนึ่งหลังจากเก็บแต้มเพิ่มจากการเข้าที่สองของสเตจนี้มีทั้งหมด 296 คะแนน โดยมี อังเดร เกรเปิ้ล ที่พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับสองมีอยู่ 232 คะแนน แต่ซาแกนยังสบายใจได้ เพราะนำห่างถึง 64 แต้ม
ซาแกน กล่าวเปิดใจว่า
''ผมยังไม่รู้สึกสบายใจอะไรในตอนนี้ เพราะ ตูร์ เดอ ฟร้องซ์ ยังเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ เสื้อเขียวยังไม่ได้เป็นของผม จนกว่าจะไปถึงกรุงปารีสในวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม ศกนี้''
นอกจากนี้ ซาแกนยังกล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า
''เสื้อเขียวยังไม่ใช่ของผม จริงอยู่ แต้มอาจจะนำห่าง แต่มันยังมีอะไรมากมายอยู่ข้างหน้า ถ้าเราถึงชองส์เซลิเซ่ส์แล้ว ก็ว่าไปอย่าง จากนี้ยังมีสเตจอีกมากมายให้ต้องฟันฝ่า เราจะต้องต่อสู้ทุกๆ วัน''
ท้ายนี้ ซาแกนยังเอ่ยถึงเสียแชมป์สเตจ 13 ให้กับเกรเปิ้ลว่า ''เขาเร็วกกว่าผม ดังนั้นเขาสมควรได้แชมป์สเตจ เขาปั่นทำให้รถพุ่งเร็วกว่าผมจริงๆ ครับ''
อ.ศ.ม.