เมื่อวานนี้ผมไปอยู่ในบรรยากาศของงานจับสลากแบ่งสายการแข่งขันฟุตบอล ซูซูกิ อาเซียน คัพ 2012 ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟฟารีน ซึ่งจัดได้ใหญ่โต อลังการและเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนไทยและอาเซียนสมศักดิ์ศรี เกมที่สำคัญที่สุดของชาวแหลมทอง
ทุกท่านคงจะทราบกันไปแล้วว่าทีมไทยค่อนข้างโชคดี ที่อยู่ในสายเบาหวิว มีทีมอย่างเวียตนาม,ฟิลิปปินส์และทีมชนะเลิศจากรอบคัดเลือก ซึ่งมีพม่า,ลาว,บรูไน,กัมพูชา,ติมอร์ เมื่อเทียบกับอีกสายหนึ่งที่ 3 ทีมใหญ่ มาเลเซีย,อินโดนีเซีย,สิงคโปร์และรองแชมป์รอบคัดเลือก
นั่นคือดูจากชื่อทีมนะครับ...แต่หากดูจากสภาพทีม ณ ปัจจุบัน ผลงานที่ผ่านมา ผมว่าในช่วง 2-3 ปีหลังมานี่ทีมไทยไม่ได้อยู่ในฐานะของทีมเต็งแชมป์ ทุกรายการของอาเซียนอีกต่อไปแล้ว
2-3 ปีที่ผ่านมาเราแพ้แทบจะครบทุกทีมในอาเซียน ที่ไม่เคยแพ้มาก่อนก็ได้เห็น เพราะฉะนั้นให้เข้าข้างตัวเองยังไง ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเราเป็นเต็ง 1 เราเป็นเสืออาเซียนที่ใครๆต้องกลัว ผมว่าเรามีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้น ทั้งตกรอบแรก ตกรอบรองฯ ได้รองแชมป์ หรือ จะเป็นแชมป์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปได้ทั้งสิ้น
ย้อนอดีตกลับไปดูฟุตบอลอาเซียนคัพ ที่มีการเปลี่ยนแปลงสปอนเซอร์จาก จุดเริ่มต้น ปี 1996 หรือปี 2541 ตอนนั้นฟุตบอลรายการนี้มีชื่อว่า
"ไทเกอร์คัพ"รายการนี้มีเรื่องราวที่น่าจดจำ และไม่น่าจดจำมากมาย
ทีมไทยได้แชมป์ประเดิมครั้งแรก ด้วยการเอาชนะมาเลเซียในรอบชิงแชมป์เลิศ มี "บิ๊กหอย"ธวัชชัย สัจจกุล เป็นโค้ช นักเตะก็นำโดย เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์,เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองฯลฯ แต่อีก 2 ปีต่อมาคงจำกันได้
"ไทเกอร์คัพอัปยศ" ที่เราแย่งกันแพ้กับอินโดนีเซียในรอบแรกนัดสุดท้ายจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลกชุดนั้นมี "บิ๊กแป๊ะ" ถิรชัย วุฒิธรรมเป็นผจก.ทีม เราได้อันดับ 4
ยุครุ่งเรืองเฟื่องฟูของฟุตบอลไทยกลับมาอีกครั้งใน 2002 และ 2002 ครั้งที่ 3 และ 4 ที่เราได้แชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน ภายใต้การนำของ "บิ๊กก๊อง" วิรัช ชาญพานิชย์ กับกุนซือคู่บุญ ปีเตอร์ วิธ แต่ใครคิดว่าทำทีมชาติในอาเซียนง่ายครั้งต่อมา ปี 2004 เราทะลึงไปใช้ทีม
"ยังบลัด" เอานักเตะอายุด้อย อ่อนประสบการณ์เล่นภายใต้การนำของ วิมล กาญจนะ สุดท้ายเป็น
"ยังบูด" เราสร้างประวัติศาสตร์ตกรอบแรกเป็นครั้งแรก
จากนั้นดูเหมือนจะเป็นยุคตกต่ำของทีมชาติไทยในฟุตบอลรายการนี้ ครั้งที่ 6และ7 ที่เป็นซูซูกิคัพ เราได้รองแชมป์ทั้ง 2 ครั้งก่อนมาถึงครั้งล่าสุด ปี 2010 เราตกรอบแรก !! ด้วยการเสมอกับลาว นั่นเป็นประวัติพอสังเขปของลูกหนังรายการนี้ ที่นานวัน ยิ่งมีมนต์ขลัง เป็นศึกศักดิ์ศรีของชาวอาเซียน
ในอดีตเรานับฟุตบอลซีเกมส์ เป็นเกมส์แห่งศักดิ์ศรีที่ฟุตบอลไทยจะแพ้ไม่ได้ ต้องครองแชมป์ตลอดกาล แต่ช่วงหลังลดอายุเหลือ 23 ปี ความขลังของซีเกมส์ก็น้อยลง นี่เป็นรายการเดียวของอาเซียนที่ใช้ทีมชาติชุดใหญ่ลงเล่น
ในขณะที่ฟุตบอลลีกบ้านเรากำลังเติบโตแข็งแรง ซึ่งจะพูดว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดในอาเซียนก็คงไม่ผิดนัก แต่สมาคมฟุตบอลฯแฟนบอลชาวไทยกลับบอบช้ำมาตลอดกับผลงานของทีมชาติในช่วง 3-4 ปีหลัง
ผมยังเชื่อว่าศักยภาพของผู้เล่นไทยไม่เป็นรองชาติไหนในอาเซียนล้านเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่วิธีการบริหารจัดการภายใน และ ระบบของฟุตบอลอาชีพ ซึ่งแน่นอนว่าฟุตบอลลีกแข็งแรง ทีมชาติต้องแข็งแกร่ง ทฤษฏีนั้นผมยังเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงอยู่ เพียงแต่ช่วงเวลานี้ ทั้งนักเตะ,สโมสร,และทีมชาติกำลังอยู่ในช่วงปรับตัว จูนให้ทั้งระบบของฟุตบอลอาชีพและระบบของทีมชาติไทยลงตัวอยู่
ตั้งแต่ฟุตบอลอาชีพเราเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา รูปแบบในการเก็บตัวฝึกซ้อมต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง...สมัยก่อน เราเก็บตัวเพื่อรายการนี้ทีละ 2-3 เดือน นักเตะติดทีมชาติด้วยเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสโมสร นั่นคือเงินเดือนทีมชาติเดือนละ 5 หมื่นบาท,รางวัลแชมป์ 1 แสนเหรียญหรือ 3 ล้านบาท เล่นรายการเดียว ดาวน์รถ ดาวน์บ้านได้ ขณะที่เล่นสโมสรได้เงินเดือนๆละ 8 พันบาท ทุกคนจึงมุ่งมั่นกับทีมชาติ
แต่ยุคนี้ ไม่มีสโมสรไหนยอมให้มาเก็บตัวกับทีมชาตินานๆหรอกครับ เราได้ซ้อมกันตามกฎฟีฟ่า 7 วันก่อนการแข่งขัน นักเตะระบมแข้งมาจากลีก อิ่มตัวจากการเล่นตลอดทั้งปี โค้ชมีเวลาที่จะปรับจูนแค่ 1-2 สัปดาห์บางทีต้องลงแข่งขันแบบไม่เคยได้อุ่นเครื่อง แล้วเราก็คิดถึงแต่อดีต ว่าเราแน่ เราเจ๋ง เราคือเจ้าอาเซียน แต่ผลงานในสนามจริงๆมันไม่ใช่อย่างนั้น
ขณะที่มาเลเซีย,สิงคโปร์ฯลฯ พวกเขาพร้อมเบรกลีกเพื่อทีมชาติ ทีมชาติที่เคยเป็นลูกไล่ไทยมาตลอด มีทางเดียวที่จะเอาชนะไทยได้ เป็นเจ้าอาเซียนได้ก็คือต้องซ้อมให้หนักกว่าเราเท่านั้น
ผมเรียนหลายครั้งแล้วว่า มาเลเซียมีทีมยังไทเกอร์ หรือทีมชาติชุดเล็กเล่นในเอ็มลีก ตลอดฤดูกาล,สิงคโปร์ มียังไลออนส์ เล่นในเอสลีก ความสัมพันธ์ภายในทีม การอยู่ร่วมกันดีกว่าทีมชาติไทยเราแน่ แม้หลักสากลจะไม่มีชาติไหนเขาทำอย่างนั้น ทว่าเมื่อเขาทำแล้วประสบความสำเร็จ เราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยเขา เพียงแต่เราเตรียมความพร้อมในวิถีของเราให้ดีที่สุด พยายามมากที่สุด
เชื่อเหลือเกินว่า อาเซียนคัพ คราวนี้สมาคมฯฟุตบอลไทยตระหนักดีว่า นี่คือฟางเส้นสำคัญที่สุดของสมาคมฟุตบอล ของวงการลูกหนังบ้านเรา ผู้บริหารฯคงรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อความสำเร็จ เพื่อเรียกศรัทธากลับคืนสู่ทีมชาติไทยให้ได้
เราต้องเตรียมตัวเหมือนกับเด็กนักเรียนที่เรียนไม่เก่ง ต้องขยัน ตั้งใจ กว่าชาติอื่นจะไปแอ็คคิดว่าไบร์ทอัจฉริยะหนึ่งเดียว เหมือนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว เพราะเราไม่ใช่ "เสืออาเซียน" แล้วนะครับโปรดอย่าลืม!
ปูเป้
Twitter :@ poopae_fbstv