สมัยที่ทีมชาติไทยผงาดง้ำครองเจ้าอาเซียนเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรสุดๆ ก็ต้องย้อนไปสมัย "ดรีมทีม" ภายใต้การนำทัพของ "บิ๊กหอย" วนัสธนา (ธวัชชัย) สัจจกุล เราได้รับฉายาจากสื่อภูมิภาคอุษาอาคเนย์ว่าเป็น "บราซิลแห่งอาเซียน" ด้วยเบสิกทักษะของนักเตะเหนือชั้น
โดยเฉพาะแผงมิดฟิลด์ สุรชัย จตุภัทรพงศ์, ตะวัน (ธชตะวัน) ศรีปาน ครองบอลเหนียวแน่นยากที่คู่ต่อสู้จะแย่งบอลไปได้ง่ายๆ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล วางบอลแม่นยำราวกับจับวาง ปั่นฟรีคิกบันลือโลกส่ง เกาหลีใต้ ตกรอบ 8 ทีมเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 มาแล้ว
"เดอะโอ่ง" ดุสิต เฉลิมแสน ฟูลแบ็กดาราเอเชียคนสุดท้ายของไทย ก็เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ถูกซูฮกว่าเล่นได้อย่างสุดยอดในยุคนั้น นี่ยังไม่นับรวมลูกสูตร จากการครอสบอลมาจากริมเส้นด้านขวาของ
"ดำเล็ก" กฤษดา เพี้ยนดิษฐ์ ให้
"นินู" เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ ขึ้นโขก หรือ
"ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง สับไกยิง ที่กลายมาเป็นโลโก้อันตราย ที่พวก อินโดฯ, เวียดนาม, เมียนมาร์, สิงคโปร์, มาเลเซีย ต้องเปิดตำรารับมือให้ทัน เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของทีมชาติไทยชุดนั้น ซึ่งหลากหลายเกินคำบรรยายจริงๆ
ย้อนหลังกลับมาดูทรงทีมชาติไทยชุดนี้ก็ต้องยอมรับกับน้ำคำที่โค้ช กัมพูชา ชุดยู-22 ปี พ่นคำว่าทีมชาติไทย ยุคนี้ไม่น่ากลัวเหมือนแต่ก่อนแล้ว สามารถรับมือได้แบบชิลๆ นั่นก็แสดงว่า ชาวอาเซียนเขารู้กันทั่วหล้าแล้วว่า ทีมชาติไทยเราเล่นไม่แข็งแกร่งเหมือนสมัยก่อนแล้ว
เท่าที่สอบถามเพื่อนพ้องน้องพี่ผู้สื่อข่าวหลายสำนักทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์ ที่เดินทางไปเกาะติดเยาวชน 22 ปีทีมชาติไทย ลุย สปป.ลาว หลายคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กไทย ชุดนี้แม้ว่าผลงานที่ออกมาจะดูย่ำแย่ ทว่าเมื่อเปรียบเทียบเบสิกทักษะกับเพื่อนร่วมสาย ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีเหนือ, จีน, กัมพูชา, ฮ่องกง, ลาว เราดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน
โดยเฉพาะเกมชิงดำเข้ารอบกับ จีน เด็กไทยเราเล่นได้โดดเด่นกว่านักเตะอย่าง อาทิตย์ ดาวสว่าง, วีระวุฒิ กาเหย็ม, ชนาธิป สรงกระสินธุ์, นูรูล ศรียานเก็ม เหล่านี้สอบผ่านได้สบาย นั่นก็เท่ากับว่าเราสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยชุดนี้ให้ดีขึ้นไปอีกได้เพราะอีก 1 ปีข้างหน้าสามารถดันไปเล่นซีเกมส์ที่เมียนมาร์ ได้สบายๆ แต่ยังติดปัญหาอยู่ที่โค้ช
ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องโค้ชเป็นปัญหาใหญ่ที่เราเผชิญกันอยู่ การเปลี่ยนแปลงบ่อยจนทำให้ไม่เกิดความต่อเนื่อง ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยไปไม่ถึงไหน นับตั้งแต่ปี 2551-2555 ระยะเวลาแค่ 4 ปี ทีมชาติไทยปลดโค้ชไปแล้วถึง 4 คนนับตั้งแต่ "อ.หรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน, ปีเตอร์ รีด, ไบรอัน ร็อบสัน และคนล่าสุดที่เพิ่งมาทำงานได้ไม่นานก็คือ วินฟรีด เชเฟอร์ อัตราส่วนเปลี่ยนแปลงปีละคน ตามหลักสากลถือว่าเยอะมาก มีเวลาทำงานน้อยต่อให้เป็นโค้ชเทวดาก็อยากจะประสบความสำเร็จ
แต่จะว่าไปแล้ว โค้ชในระดับเยาวชน ถ้าจะเอาดีไปเลยก็ต้องจ้างพวกสเปน ที่มีวิสัยทัศน์กับการทำทีมเยาวชนอยู่ในระดับแถวหน้าของโลก ถ้างบน้อยอยากจะมองไปที่โค้ชคนไทย ชั่วโมงนี้มองไม่เห็นใครนอกจาก
"โค้ชดำ" ธนิศร์ อารีย์สง่ากุล ที่ว่ากันว่าเป็นกุนซือนักปั้นมือทอง ผู้มีส่วนปั้นนักเตะหลายต่อหลายคนในชุด ยู-22 ปีและ ยู-19 ปี
จากขี้โคลนมาเป็นดิน ก่อนปัจจุบันหลายคนจะติดดาว มาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ คุ้นเคยรู้ธรรมชาติของเด็กเป็นอย่างดี ว่าแต่ละรายเล่นตำแหน่งไหนดีที่สุด ก็น่าจะเรียกมาทำงานบ้าง
กระนั้นก็ดีสิ่งที่โค้ชคนไทยวิ่งหนีทีมชาติ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากค่าตอบแทนที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับการจ้างโค้ชนอก ปัจจุบัน 18 สโมสรใน
"สปอนเซอร์ ไทยพรีเมียร์ลีก" รวมทั้ง ยามาฮ่า ลีก วัน บางทีม มีเพียงไม่กี่สโมสร ที่จ้างโค้ชด้วยเงินเดือนหลักหมื่น นอกนั้นเท่าที่รู้แสนอัพกันทั้งนั้น
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไม? โค้ชไทยถึงไม่สนทีมชาติ ทั้งๆที่เป็นเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ที่จะจาลึกชื่อและวงศ์ตระกูล ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงกุนซือทีมชาติไทย ขณะเดียวกันอีกสาเหตุหนึ่งที่ทีมชาติไทยหมดลายความเป็น "บราซิลแห่งอาเซียน" ก็คือองค์ประกอบและปัจจัยเหล่านี้แหละ!
งาช้างดำ