วันนี้วันเสาร์ อีกแล้วซิครับ อย่างที่เคยบอกไว้ว่าวันหยุดอย่างนี้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง น้องๆเยาวชนอ่านหนังสือกันเยอะ ผมพยายามจะเขียนถึงเรื่องฟุตบอลเด็ก สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ของเราในอนาคต
ระบบของฟุตบอลยุคนี้เปลี่ยนไปเยอะ ฟุตบอลเยาวชนไม่ใช่มีแค่เยาวชนทีมชาติที่เป็นจุดหมายปลายทางเดียวของเด็กๆ จากฟุตบอลนักเรียน ทีมโรงเรียน วันนี้ ฟุตบอลเด็กบ้านเรากำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบสโมสรเหมือนในต่างประเทศแล้ว
ในอดีต ระบบการจัดการแข่งขันไม่มีระดับสโมสรขึ้นมารองรับ เยาวชนเราจะเล่นแค่ทีมโรงเรียนแข่งขันในรายการทางการอย่างนักเรียนกรมพละ, กองทัพอากาศหรือเยาวชน กทม. แต่ยุคนี้มีทัวร์นาเมนต์เอกชนจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้สโมสร ที่สร้างทีมเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการปูทางสู่ฟุตบอลอาชีพหลายรายการ
เดือนที่แล้ว มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลยามาฮ่า ยู-13 อาเซียนคัพ ครั้งที่ 3 รอบคัดเลือกประเทศไทย รายการนี้กำหนดให้ทีมต่างๆ ส่งแข่งขันได้ในนามสโมสร และแชมป์ ซึ่งได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าทำการแข่งขันในระดับอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย ระหว่าง 12-16 ก.ค. นี้ ก็คือทีม โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ที่ลงเล่นในนามสโมสรอัสสัมชัญธนบุรี
แน่นอนว่าทีม
"เจ้าสัวน้อย" ก็คงจะเป็นเต็ง 1 ในการแข่งขันที่มาเลเซีย ซึ่งผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไรก็ว่ากันไป ลองตามชม ตามเชียร์กันดู แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงมากที่สุดก็คือต้นกำเนิดของ ร.ร.อัสสัมชัญธนบุรี ที่วันนี้แม้ว่าในระดับการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนรุ่นอายุต่างๆจะมีผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ กับโรงเรียนอื่นๆบ้าง แต่สำหรับการสร้างนักเตะสู่วิถีฟุตบอลอาชีพแล้ว โรงเรียนนี้ถือว่า
"กินขาด" ทุกโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
ศิษย์เก่าที่จบจากอัสสัมชัญธนบุรียึดหัวหาดในการเล่นฟุตบอลอาชีพเมืองไทย ยุครุ่งเรือง อย่างยุคนี้ได้มากที่สุด เอ่ยชื่อไปใครๆก็ต้องร้องอ๋อ นักเตะอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา,กวิน ธรรมสัจจานันท์, กีรติ เขียวสมบัติ, ธีราทร บุญมาทัน, นฤพล อารมณ์สวะ ฯลฯ นี่เป็นแค่ตัวอย่างของขุนพลอัสสัมชัญธนบุรีที่ประสบความสำเร็จทั้งในเกมฟุตบอล รายได้ ฐานะ และชื่อเสียง
การสร้างฟุตบอลแบบไทยๆ เป็นที่รู้กันนะครับว่าโรงเรียนไม่ได้อะไรมีแต่จ่าย นักเตะที่ออกจากโรงเรียน จะไปรวยแค่ไหน เต็มที่โรงเรียนก็ได้รับการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากสโมสรที่เอานักเตะเหล่านั้นไปเล่น ซึ่งหากเทียบกับเงินลงทุนที่โรงเรียนใช้เป็นค่ากิน นอน เรียน ชุดแข่งขัน เบี้ยเลี้ยง ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น อายุ 12 ปีจนเล่นฟุตบอลอาชีพได้อายุ 18 ปีต่อหัวต่อคนเป็นเงินนับล้านบาท
เด็กที่ประสบความสำเร็จเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ใน 100 คนที่ปั้นมา มีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ที่จะเดินทางมาถึงจุดสุดยอดอีก 80 เปอร์เซ็นต์ล้มหายตายจากไประหว่างทาง ถ้าไม่รักจริงๆ ไม่ชอบจริงๆ ไม่กล้าลงทุนมหาศาลขนาดนั้นหรอก
วันนี้คนรู้จักธีรศิลป์ รู้จักกวิน ที่เป็นนักเตะมีชื่อเสียงโด่งดัง ขับเบนซ์สปอร์ต อยู่บ้านหลังละหลายล้าน รายได้เดือนละร่วมล้าน มีค่าตัวรออยู่เป็นร้อยล้าน แต่กี่คนที่จะรู้จักผู้อยู่เบื้องหลังที่สร้างนักเตะเหล่านี้ขึ้นมาจากใส่รองเท้าคีบ หิ้วถุงโชคดี ตาหมากรุก
อัสสัมชัญธนบุรี คงจะไม่มีใครรู้จักในเชิงฟุตบอล ธีรศิลป์อาจจะเป็นได้แค่ลูกทหารอากาศธรรมดาๆ ถ้าไม่มีคนอย่าง
"เสี่ยโต" ณรงค์วิทย์ อุ่นแสงจันทร์ และ มาสเตอร์ สาธิต วิโรจนะ โค้ชยุคแรกเริ่มของทีม
"เสี่ยโต" นี่ก็เป็นใครมาจากไหน เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วในวงการฟุตบอลไม่มีใครรู้จักเหมือนกัน อาศัยที่เป็นคนบ้าบอล เป็นศิษย์เก่าอัสสัมชัญธนบุรี วันนี้ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจโรงงานเย็บผ้าส่งออก พอจะมีสตุ้งสตังค์เหลือ ก็อยากเข้ามาทำฟุตบอล ด้วยรูปแบบและสไตล์ของตัวเอง กินนอน อยู่กับเด็ก เลี้ยงเหมือนเลี้ยงลูก เดินสายทั่วประเทศไปเก็บช้างเผือกมาปั้นให้เป็นช้างบ้าน
แรกๆก็เดินเข้าไปขอโรงเรียนเขาทำแหละครับ ใช้เงินตัวเองบ้าง เงินเพื่อน เงินฝูงบ้าง ประคบประหงมเด็กจนประสบความสำเร็จขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างที่เห็นนั่นแหละ เช่นเดียวกับโค้ชอย่าง มาสเตอร์ สาธิต วิโรจนะ ที่เป็นโค้ชรุ่นแรก รุ่นดั้งเดิม เป็นคนลงเสาเข็มให้นักเตะเจ้าสัวน้อยประสบความสำเร็จ จนจะเป็นเจ้าสัวซะเองในวันนี้ คนเบื้องหลังเหล่านี้ทุกวัน ทุกชั่วโมงก็ยังมีความสุขกับการผลิตนักเตะสู่ตลาดลูกหนังไม่มีเหนื่อย ไม่มีเบื่อ
ลองหยิบเครื่องคิดเลขมาจิ้มๆดู นักเตะจากรั้ว อสช.ธนบุรี จากมือ 2 นักปั้น ที่ก้าวสู่ตลาดฟุตบอลอาชีพเมืองไทย รวมๆ แล้วค่าเหนื่อย ค่าตัวไม่น่าจะน้อยกว่าร้อยล้าน...และอีกไม่นานน่าจะเบ่งบานไปถึงหลักพันล้าน เช่นเดียวกับนักเตะชุดยามาฮ่า ที่กำลังจะไปเล่นที่มาเลเซียในสัปดาห์หน้า ใครจะไปรู้ว่าอีกไม่กี่ปี จะมีใครสักคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นธีรศิลป์ 2 กวิน 2 เหมือนอย่างที่รุ่นพี่เคยทำได้
ปูเป้
Twitter :@ poopae_fbstv