เอ่ยชื่อ ''อัศวิน รัตนประชา'' คอบันเทิงโดยเฉพาะคอหนังยุคเก่าต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะนี่คือดารารูปหล่อเจ้าบทบาทที่ฝากผลงานทั้งทางจอเงิน-จอแก้วมานับไม่ถ้วน ปัจจุบันแม้ว่าจะไม่มีผลงานแต่ความทรงจำเก่าๆ ยังเป็นที่จดจำกันได้ดีอยู่เสมอ!!!
ในวันนี้แม้ว่าวัยจะล่วงเลยมาถึง 66 ปีแล้ว แต่เค้าความหล่อยังเหมือนเดิมรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ชวนให้ใหลหลงไปไหนมาไหนผู้คนยังจดจำกันได้ดี... และแม้ว่าจะอยู่วงการบันเทิงแต่กระนั้นดาราเจ้าบทบาทผู้นี้ได้มีโอกาสเข้าสนามมวยเพื่อชมเกมการต่อสู้ของลูกผู้ชายตลอดจึงแสดงให้เห็นว่ามวยไทยมีอิทธิพลมีเสน่ห์มนต์ขลังต่อคนไทยเป็นอย่างมาก
โดย อัศวิน รัตนประชา หรือ ''พี่ตึ๋ง'' ของน้องๆ ได้เล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังว่าพื้นเพเดิมเป็นชาวจันทบุรีเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2514 หรือเมื่อ 41 ปีที่ผ่านมาโดยเพื่อนสนิทได้ชักชวนกันมาสมัครเป็นนักแสดงโดยในปีนั้นทางช่อง 4 บางขุนพรหมได้ประกาศรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่ที่จะเข้ามารับบท ''จะเด็ด'' ในเรื่อง ''ผู้ชนะสิบทิศ''
''ตอนแรกเลยผมเป็นทหารเรืออยู่ที่อู่ตะเภา... ซึ่งเพื่อนสนิทกันชักชวนมาเป็นดาราเรื่องผู้ชนะสิบทิศที่ช่อง 4 บางขุนพรหม เขาเปิดรับสมัคร ซึ่งตอนนั้นมีคนมาสมัครกว่าพันคนแต่ละคนหล่อๆ สวยๆ ทั้งนั้นจนผมบอกกับเพื่อนว่าอย่างเราคงไม่มีสิทธิ์แต่ก็เข้ารับการสัมภาษณ์ไว้ก่อนกลับไปทำงานที่อู่ตะเภาต่อแต่คล้อยหลังเพียง 3 วันก็มีโทรเลขบอกให้ผมขึ้นมารายงานตัวด่วน พอมาถึงก็เจอ ''คุณบุญถึง ฤทธิเกิด'' ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างซึ่งคุณบุญเกิดเห็นผมแล้วบอกว่ามาช้าไปไม่งั้นผมรับคุณเพื่อสวมบทนี้ไปแล้ว... แต่ในช่วงที่นั่งรอก็ให้ผมซ้อมบทกับดาราหญิงที่ผ่านการคัดเลือกที่มีชื่อเล่นว่า ''ตุ๊กตา'' โดยนั่งซ้อมประมาณ 1 ชม.ทางพระเอกตัวจริงก็มาถึง ซึ่งเห็นปุ๊บก็รู้เลยเพราะหน้าตาดีรูปร่างดีเขามองผมแบบงงๆ เหมือนกันก่อนที่เขาจะไปบอกกับคุณบุญถึงว่าเขายอมสละสิทธิ์ให้ผมเล่นก่อน ส่วนตัวเขาจะไปเรียนรามฯผมก็เลยได้รับบทเป็นจะเด็ดในเรื่องผู้ชนะสิบทิศแบบส้มหล่นเพราะมีดวงช่วย...
จากนั้นผมไปฝึกเรียนขี่ม้าที่ ม.พัน1สนามเป้าได้แสดงคู่กับนางเอกชื่อดังอีกคนคือ ''ศศิมา สิงห์ศิริ'' โดยเล่นเรื่องนี้ประมาณ 1 ปีได้ค่าแสดงตอนละ 500 บาทซึ่งนับว่ามากโขในยุคนั้น แต่กระนั้นก็ไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตกอะไร จวบจนกระทั่งวันหนึ่งไปเดินเล่นกับเพื่อนแถวสยามไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ''รสเด็ด'' ในระหว่างนั้นก็สังเกตว่ามีคนจ้องมองดูเราแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรสักพักมีตี๋หนุ่มเดินมาบอกกับผมว่าพี่สนใจอยากเล่นหนังใหญ่มั้ย? เรื่อง ''7 ดอกจิก'' และนี่เองที่ผมได้มีโอกาสได้เล่นหนังใหญ่เป็นเรื่องแรกภายใต้การสร้างของคุณสนั่น นาคสู่สุข หรือที่วงการเขาเรียกว่า ''เซียนเป๋'' ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมเริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วแล้ว''
เมื่อประตูทางดังเปิดกว้างหลังจากนั้น อัศวิน รัตนประชาก็ได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแล้วเรื่องเล่าก่อนที่จะมากระหึ่มอีกครั้งเมื่อรับบทเด่นในเรื่อง ''สตรีที่โลกลืม'' จากการสร้างของ ชุติมา สุวรรณรัตน์ และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สร้างชื่อให้ ''ทัศวรรณ เสนีย์วงศ์ฯ'' โด่งดังเป็นที่ชื่นชอบเช่นกัน
''ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะดวงทั้งนั้น... ที่ได้เล่นหนังเรื่องนี้ก็เพราะรถไปเสียที่หน้าบ้านของ ''พี่แอ๊ด'' สมบัติ เมทะนี แล้วก็ถูกทาบทามมาเล่นด้วยความบังเอิญหลังจากนั้นก็มีงานบันเทิงป้อนเข้ามาตลอดทั้งจอเงินจอแก้วโดยในชีวิตผมเล่นหนังประมาณ 35 เรื่อง... เรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้กับผมมากที่สุดก็คือสตรีที่โลกลืม,วีรบุรุษกองขยะ... ส่วนทางจอแก้วเรื่องสวรรค์เบี่ยงที่แสดงคู่กับ เดือนเต็ม สาลิตุล เมื่อประมาณปี 2520 ก็ดังมากเช่นกัน โดยผมมาแสดงทีวีเรื่องสุดท้ายก็ ''คมพยาบาท'' ที่แพร่ภาพทางช่อง 7 สีเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วโดยรับบทเป็นพ่อของ ''อั้ม'' พัชราภา ไชยเชื้อ จากนั้นก็เริ่มเบื่อหน่ายเนื่องจากว่าละครยุคใหม่ต้องท่องบทจำบทให้แม่นผิดกับยุคก่อนจะมีคนตะโกนบอกบทให้เพราะใช้การพากย์ไม่ได้ใช้เสียงเรา... อีกอย่างเราเป็นโรคความดันสูงอยู่ด้วยก็เลยตัดสินใจเลิกแต่ผมก็ยอมรับนะว่ารายได้จากการแสดงละครทีวีดีกว่าหนังไทย ซึ่งถ่ายทำเป็นเดือนแต่รับค่าจ้างเรื่องละ 3-4 หมื่นบาทบางครั้งเจอเช็คเด้ง... ส่วนทีวีตอนที่ผมเล่นเงา,โรงแรมวิปริต, สวรรค์เบี่ยง ฯลฯ รับตอนละ 3 พันบาทแต่ยุคนี้ถ้าดาราฮอตๆ อย่าง''อั้ม-พัชราภา'' รับตอนละเป็นแสน''
หลังจากที่เลิกราจอเงินจอแก้วแล้วทางด้านพระเอกหน้าหล่อก็หันไปจับงานธุรกิจหลายต่อหลายอย่างแต่ปัจจุบันยึดธุรกิจขายรถมือสอง, เป็นดีเจวิทยุและเป็นตัวแทนผลิตภัณท์อาหารเสริม sum1, sum 2, sum 3 หาเลี้ยงครอบครัว
''ชีวิตคือการต่อสู้ครับ ซึ่งทุกวันนี้แม้ว่าผมจะอายุ 66 ปีแล้วแต่สุขภาพร่างกายยังแข็งแรงโดยผลิตภัณฑ์ที่ผมเป็นตัวแทนจำหน่ายนั้นนำเข้าจากประเทศมาเลเซียรักษาหลายโรคไม่ว่าจะเป็นความดัน, เบาหวาน, หัวใจ, อัมพฤกษ์, ระบบภายในผู้หญิง,ว่านชักมดลูก, ลูกหมากโต ฯลฯ รักษาได้หมด นอกจากนี้แล้วผมยังจัดรายการวิทยุคลื่น AM 792 ทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30-12.00 น.ยกเว้นวันอาทิตย์เพียงวันเดียว ซึ่งใครมีปัญหาเรื่องสุขภาพเปิดรับฟังได้หรือจะโทร.ขอคำปรึกษาก็ยินดีโดยเบอร์ติดต่อผม 08-1685-5140ครับ''
เป็นดาราแล้วเข้ามายุ่งเกี่ยววงการมวยได้อย่างไรประเด็นนี้สำคัญมาก ซึ่งทางอดีตพระเอก อัศวิน รัตนประชา กล่าวว่าเรื่องหมัดมวยตนเองสนใจมาตั้งแต่เด็กแล้วเพียงแต่ไม่เคยขึ้นชกเท่านั้นเอง...
''เมื่อก่อนชอบดูมากน่ะโดยเฉพาะมวยวัดจะดูตลอดแต่พอเข้ากรุงก็ได้มีโอกาสดูพุฒ ล้อเหล็ก ชกกับ ''ไอ้แสบ'' แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ที่เวทีลุมพินีร่วมสี่สิบปีแล้วได้มีโอกาสดู ลูกศร เอกโยธิน, พายัพ สกุลศึก,โอตี๋ ศรแดง ฯลฯ ขึ้นชกซึ่งมวยยุคก่อนต้องยอมรับว่าชกกันด้วยศิลปะแม่ไม้มวยไทยล้วนๆ ต่างกับยุคนี้ ซึ่งการพนัน,ธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป จนทำให้เกมชกไม่สวยงาม... โดยที่ผมเข้ามาดูมวยในทุกวันนี้ได้ก็เพราะผมกับ ''อ.ทวี ไพรโสภา'' เป็นเพื่อนกันโดย อ.ทวีเขาเป็นเจ้าของร.ร.สอนคอกเทล ชอบดูมวยมักชวนผมเข้าสนามมวยตลอด แต่ผมไม่ตาม อ.ทวีก็ตรงต่อรองราคาเท่านั้นเองเพราะผมไม่มีดวงในด้านนี้''
''สำหรับรายการมวยไทยช่อง 7 สีผมก็ติดตามดูทุกอาทิตย์นะ เพราะชอบที่ชกกันสนุกเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็อาจเกิดจากมีรางวัลอัดฉีดเป็นแรงกระตุ้นทำให้นักมวยชกกันแบบลืมตาย แต่อย่างไรก็ตามนักมวยไทยในยุคนี้ไม่ติดตาผมเลยสักคน เพราะส่วนใหญ่จะเน้นพละกำลังมากกว่า... แต่มวยสากลผมชอบอยู่ 2 คนน่ะคือ พงษ์ศักดิ์เล็ก ไก่ย่างห้าดาวยิม และ พูนสวัสดิ์ กระทิงแดงยิม ซึ่งเบสิก-ฝีมือผมว่าใช้ได้นะการป้องกันตัวก็ดีคิดว่าน่าจะได้มีโอกาสกลับมาเป็นแชมป์โลกอีกไม่ยาก''
ทั้งหมดก็คือบทสัมภาษณ์ของดารารุ่นเก่า ''อัศวิน รัตนประชา'' ซึ่งเขาได้เผยว่าถ้าหากมีเวลาก็จะเข้าสนามมวยเพื่อมาชมเกมเพราะ ''มวย'' คือส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว!!!!
อนิรุธ เชื้อบาง