แฟนบอล ''อินทรีเหล็ก'' ต่างผิดหวังที่พวกเขาต้องรอคอยการเป็นแชมป์ต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปี
แม้ 4 ศึกใหญ่ที่ผ่านมาจะสามารถเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายได้ตลอด แต่มันก็ไม่เคยถึงฝั่งอย่างที่ฝันไว้จริงๆ เสียที
ล่าสุดอุตส่าห์เป็นตัวเต็ง ยูโร 2012 เพราะโชว์ฟอร์มหรูตั้งแต่รอบคัดเลือกเรื่อยมาจนกระทั่งถึงรอบตัดเชือก แต่พอโดนทีเด็ดอันเหนือชั้นของ มาริโอ บาโลเตลลี่ และแท็กติกที่ยอดเยี่ยมของพลพรรคอิตาเลียนเข้าไป ทุกอย่างก็กลายเป็นความว่างเปล่าเหมือนเดิม ที่แย่คือเริ่มมีคนคิดถึงการเปลี่ยนเทรนเนอร์กันแล้ว ทั้งๆ ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น โยอัคคิม เลิฟ ยังนำทัพเยอรมันคว้าชัย 15 ครั้งติดต่อกันกลายเป็นสถิติโลกอยู่หมาดๆ แต่พอวางหมากพลาดหนเดียวก็ร้ายแรงถึงขั้นอยากให้เขาถูกปลด แฟนบอลอาจมองดูแค่กุนซือรายนี้ทำได้แค่เกือบดีตลอดการกุมบังเหียน 6 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่เคยถึงที่สุด เหมือนโดนหลอกให้ดีใจ แล้วตอนท้ายกลายเป็นเพียงปราสาททรายที่ไม่เหลืออะไรเลย จึงไม่แน่ใจว่าถ้าเขาอยู่ทำงานต่อไป ''อินทรีเหล็ก'' จะมีวันได้สยายปีกด้วยความภาคภูมิ สมหวังด้วยการคว้าแชมป์กับเขาเสียที หรือมีโอกาสเป็นแค่พระรองมองดูทีมอื่นประสบความสำเร็จเช่นเคย
แต่ต้องดูว่า 6 ปีที่ผ่านมา เลิฟ ทำอะไรไว้บ้าง เยอรมัน ได้อันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2006 โดยมีนักเตะอายุเกิน 30 ปีถึง 5 คน (เยนส์ เลห์มันน์, โอลิเวอร์ คาห์น, เยนส์ โนว็อตนี่ย์, แบร์นด์ ชไนเดอร์, โอลิเวอร์ นอยวิลล์) ขณะดาวรุ่งเวลานั้นต่อมาหลายราย เช่น โรเบิร์ต ฮูธ, ดาวิด โอดอนคอร์, มาร์เซลล์ ยานเซ่น กับ ไมค์ ฮานเค่ พัฒนาฝีเท้าไม่ได้ แต่ยุคของ เลิฟ ผู้เล่นของเขากลายเป็น ''อินทรีเด็ก'' เมซุต โอซิล, ซามี่ เคดิร่า, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์, โธมัส มุลเลอร์ รวมถึง เยโรม บัวเต็ง สามารถทำหน้าที่ตัวหลักของชาติตั้งแต่วัยยังไม่เลยเบญจเพส เยอรมันมาทำศึกยูโร 2012 ในฐานะทีมอายุเฉลี่ยน้อยสุด แต่โชว์ฟอร์มดีสุดจนถึงรอบตัดเชือก และถึงแม้ยังไม่ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็มีอนาคต และความหวังที่ดีในทัวร์นาเมนต์ต่อไป ไม่ต้องสร้างทีมใหม่ เพราะ เลิฟ เป็นผู้ปลุกปั้นประคบประหงมชุดนี้มาหลายปี ให้โอกาสเด็กขึ้นมาเล่น แทนการพึ่งจอมเก๋าเหมือนเดิม
เยอรมันในยุคปัจจุบันมีสไตล์ที่ดุดันเน้นเกมบุกด้วยพลังคนหนุ่ม แนวรับจึงมีความหลากหลายมากกว่าเดิม เพราะก่อนหน้านี้แผงกองกลางทีมเมืองเบียร์มีแต่คนแก่และถนัดเล่นรับมากกว่า แถมต้องพึ่งหวังกับการเล่นของบางราย วันไหน มิชาเอล บัลลัค หรือ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ฟอร์มตก พวกเขาก็จะกะปลกกะเปลี้ยทั้งทีม ขณะ ยูโร 2012 วันที่ โอซิล, ลูคัส โพดอลสกี้ หรือ โธมัส มุลเลอร์ เล่นไม่ออก ก็ยังมี โทนี่ โครส, มาร์โค รอยส์ หรือ เคดิร่า คอยช่วยได้ เพียงแต่บางตำแหน่งยังหาคนเก่งมาเสริมไม่ทัน หากครบเครื่องกว่านี้ ''อินทรีเหล็ก'' คงบินทะยานฟ้าไปแล้ว การแพ้อิตาลีเป็นเพราะคู่แข่งมีความเก๋าและแน่นอนกว่า ซึ่งเด็กๆ ของ เลิฟ พยายามสู้อย่างเต็มที่แล้ว อย่างน้อย จานลุยจิ บุฟฟ่อน นายทวาร ''อัซซูรี่'' ต้องออกแรงเซฟหลายหน ไม่ได้เล่นอย่างสบาย โดยภาพรวม เยอรมัน ตอนนี้จึงน่าจะดีกว่าอีกหลายทีมที่เพิ่งถ่ายเลือดหรือยังไม่เริ่มสร้างทัพเพื่ออนาคตเลยด้วยซ้ำ
สเปนกว่าจะเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนี้ ก็ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาแล้ว แต่พวกเขากลับมาผงาดได้เมื่อปรับรูปโฉมใหม่ เล่นรุกแบบมีระบบ รับแบบมีวินัย โดยใช้แข้งเด็กรุ่นใหม่เป็นหลัก เยอรมัน กำลังเดินมาในทิศทางนั้นเช่นกัน เพียงแต่อาจต้องใช้เวลากว่าทุกอย่างจะลงตัว มันไม่มีทฤษฎีใดช่วยให้ประสบความสำเร็จแบบแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ กล้าเปลี่ยนแปลง แล้วล้มเหลว ย่อมดีกว่าย่ำอยู่กับที่โดยไม่ลองทำในสิ่งใหม่ๆ อย่างน้อยการพลาดหวังใน ยูโร 2012 ของ เลิฟ และลูกทีม เป็นบทเรียนสำหรับพวกเขากับแฟนบอลอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ ว่าไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย แถมยิ่งหวังสูงอาจทำให้ยิ่งเจ็บหนัก น้อยคนมากจะคาดคิดว่า อิตาลี เข้าชิงฯ ได้ แต่พวกเขาทำให้เห็นแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะไร้ความกดดัน เหมือนที่สเปนก็เคยเป็นเมื่อปี 2008 ต่อให้ เยอรมัน ทำสถิติโลกกับนักเตะรุ่นกระเตาะ พวกเขาก็ยังคงเป็นแค่คนธรรมดา ซึ่งสามารถผิดพลาดและพ่ายแพ้ได้
ล่าสุด เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ อดีตลูกพี่ของ เลิฟ และกุนซือทีมชาติเยอรมันยุคปี 2004-06 ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ในเมืองสตุ๊ตการ์ท ว่า
''นักเตะชุดนี้ไม่มีส่วนไหนเลยที่เรียกว่าพัฒนาจนใกล้ถึงขีดสุด พวกเขาเป็นทีมอายุน้อยสุดของทัวร์นาเมนต์ ตัวหลักหลายรายก็ยังอายุน้อยเช่นกัน ความมั่นใจในการแข่งขันคือสิ่งจำเป็นที่จะต้องพัฒนากันต่อไป การชี้วัดความสามารถของโค้ชไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จเพียงอย่างเดียว พวกเขามีหน้าที่วางแท็กติกก่อนเกม และไม่ใช่การตัดสินใจโดยลำพัง ทีมงานจะช่วยรวบรวมผลงานในอดีต กับการฝึกซ้อมของลูกทีมแต่ละรายมาประมวลผล แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยให้ชนะทุกครั้ง เพราะเมื่อลงสนามมันก็ขึ้นอยู่กับนักเตะด้วยว่าจะแสดงความสามารถออกมามากหรือน้อยขนาดไหน และผมเชื่อว่า เลิฟ จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อย่างแน่นอน''
คราวนี้เยอรมันอาจได้แค่อันดับ 3 แต่อีก 2 ปีข้างหน้า สิ่งเดียวที่กองเชียร์ ''อินทรีเหล็ก'' อยากเห็นจากพวกเขา ก็ยังคงเป็นตำแหน่งแชมป์เหมือนเดิม และหากถึงตอนนั้น เลิฟ ไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่พอใจ ก็อาจไม่มีเหตุผลมากพอให้เชื่อมั่นว่าเขาควรอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว
นาร์ซีส์ซัส