คอลัมน์ : ยูโร 2012 โดย.. TeeNo
ทีมแห่งอนาคต
30/06/2012 13:43:07 น.


     ทีมแห่งอนาคต...ไม่ใช่ทีมแห่งปัจจุบัน




        การเดินทางอันแสนยาวไกลจึงต้องดำเนินต่อ หลัง ''อินทรีเหล็ก'' บินมาใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางอีกครั้ง แต่ก็มีเหตุให้ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่
 

        อันที่จริง ยูโร 2012 เยอรมัน อาจไม่อยู่ในช่วงที่ดีเหมือนกับสามทัวร์นาเมนต์ก่อนหน้านี้ แต่เมื่อดูจากคู่แข่งแต่ละทีมแล้ว ''อินทรีเหล็ก'' ถือว่ามีโอกาสดีทีเดียวที่จะได้สัมผัสแชมป์แรกนับตั้งแต่ปี 1996
 

        จากเกมรอบรองชนะเลิศที่ เนชั่นแนล สเตเดี้ยม กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ อาจต้องโทษโชคชะตาเหมือนกัน ที่เล่นตลกเสกประตูแรกให้ตกอยู่กับทางฝั่งอิตาลี ทั้งที่ เยอรมันน่าจะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนหลายครั้ง โดยเฉพาะลูกเตะมุมที่ มัตส์ ฮุมเมิลส์ ยิงไปถูก อันเดรีย ปีร์โล่ เตะสกัดออกมาจากเส้นประตู
 

        แม้ฮีโร่ของเกมจะเป็น มาริโอ บาโลเตลลี่ ผู้ยิงสองประตูให้อัซซูรี่คว้าชัย แต่ทั้งหมดทั้งปวงต้องยกความดีความชอบให้ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่ทั้งเซฟลูกยิงและออกมาตัดลูกเปิดจากริมเส้นหลายต่อหลายครั้ง ปฏิเสธการเข้าทำของอินทรีเหล็กได้ตลอด
 

        จากความพ่ายแพ้ในเกมเมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้เยอรมันหยุดสถิติชนะรวดในเกมสำคัญ (ตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2010 รอบชิงอันดับ 3, ยูโร 2012 รอบคัดเลือก มาจนถึง ยูโร 2012 รอบสุดท้าย) เอาไว้ที่ 15 นัด และมันก็ยังเป็นอาถรรพ์ต่อไปสำหรับ โยอัคคิม เลิฟ ที่พาทีมเข้าใกล้แชมป์ แต่ก็ไม่เคยไปถึงฝัน
 

        ''ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาตั้งคำถามอะไรในตอนนี้'' เลิฟ ไม่พร้อมตอบคำถามนักข่าว
 

        ''เราเป็นทีมที่อายุน้อยสุดในทัวร์นาเมนต์นี้ เราชนะมาทุกเกมในเกมที่หนัก และเราจะเอาความพ่ายแพ้เกมนี้เป็นบทเรียนในการปรับปรุงทีมต่อไป''
 

        ''ชัดเจนว่าเราต่างก็ผิดหวัง แต่ทีมแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง โดยรวมแล้ว มันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ดี''
 

        จากสถิติเก่าๆ ที่ผ่านมา อิตาลียังเป็นของแสลงสำหรับเยอรมันต่อไป เพราะในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่าง ฟุตบอลโลก กับ ชิงแชมป์ยุโรป อัซซูรี่ยืดสถิติไม่แพ้อินทรีเหล็ก เพิ่มไปเป็น 8 นัด เข้าให้แล้ว ซึ่งครั้งนี้ เลิฟยอมรับว่าเป็นเพราะการเสียสองประตูตั้งแต่ 45 นาทีแรก
 

        ''เราเสียสองประตูตั้งแต่ครึ่งแรก มันก็เลยเป็นเรื่องยาก หลังจากนั้นทีมของเราก็สู้อย่างเต็มที่ และถ้าเราได้ประตูไล่มาเร็วกว่านี้ เกมก็คงเปลี่ยนไปแน่''
 

        ''มันเป็นงานยากอยู่แล้วในการเจอกับทีมแกร่งอย่างอิตาลี และตกเป็นรองก่อนถึง 0-2'' กุนซือวัย 52 กล่าวต่อ
 

        แม้เยอรมันจะไปไม่ถึงดวงดาวอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ แต่ผลงานโดยรวมของเลิฟถือว่ายอดเยี่ยมทีเดียว เพราะนับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมต่อจาก เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ แล้ว เลิฟ พาทีมเข้าชิงยูโร 2008 แต่ได้แค่รองแชมป์ และในฟุตบอลโลก 2010 ก็ตกรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะได้อันดับ 3 ไปครอง
 

        ด้วยเหตุนี้ จึงดูเหมือนว่าเก้าอี้บุนเดสเทรนเนอร์ของเลิฟ จะยังมั่นคงแข็งแรง หากเจ้าตัวไม่ถอดใจอำลาจากทีมเอง
 

        โวล์ฟกัง เนียร์สบัค ประธานสมาคมฟุตบอลของเยอรมัน กล่าวถึงประเด็นนี้ที่โรงแรมของทีมในช่วงเช้าวันศุกร์ว่า ''โยอัคคิม คุณทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เรามีความสุขมากที่มีคุณเป็นโค้ชของเรา''
 

        ''เส้นทางของทีมชุดนี้ยังอีกยาวไกล และทีมนี้ก็เป็นทีมคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยความสามารถ''
 

        จะว่าไปแล้ว แต่ละทัวร์นาเมนต์ที่เกิดขึ้น ย่อมมีปัจจัยที่แตกต่างกันในการทำทีม และครั้งนี้ นอกจากปัญหาของเลิฟจะอยู่ที่ประสบการณ์ของคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง มัตส์ ฮุมเมิลส์ กับ โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ แล้ว แดนกลางที่ถือเป็นจุดเด่นของทีมมาโดยตลอด ก็ยังขัดหูขัดตาไปมาก
 

        จอมทัพของทีมอย่าง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ยังอยู่ห่างไกลจากฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาบาดเจ็บที่เรื้อรังมาตั้งแต่ต้นปี แม้จะกัดฟันลงเล่นให้ทีมครบทุกนัดได้ก็ตาม
 

        อีกคนคือเพลย์เมกเกอร์ เมซุต โอซิล ที่มีความคาดหวังในทัวร์นาเมนต์นี้ค่อนข้างสูง แต่ผลที่ออกมาถือว่าฟอร์มการเล่นยังต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่สามารถสร้างสรรค์ความแตกต่างให้เกิดขึ้นภายในทีม
 

        อย่างไรก็ตาม อีกเหตุผลหนึ่งที่เกิดขึ้นกับฟอร์มการเล่นของทีมในรอบน็อกเอาต์ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงแนวรุกมาตลอด 2 นัดที่ผ่านมา
 

        ในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศที่ชนะกรีซ 4-2 เลิฟตัดสินใจปรับทัพทีเดียว 3 ตำแหน่ง ให้โอกาส มิโรสลาฟ โคลเซ่, มาร์โก รอยส์ และ อันเดร เชือร์เล่ ลงตัวจริงแทน มาริโอ โกเมซ ดาวซัลโว 3 ประตูของทีมในรอบแบ่งกลุ่ม, ลูคัส โพดอลสกี้ และ โธมัส มุลเลอร์ เจ้าของรางวัลรองเท้าทองคำฟุตบอลโลก 2010
 

        และในรอบรองชนะเลิศกับอิตาลี ที่ผ่านมา ก็มีการปรับมาใช้ มาริโอ โกเมซ กับ ลูคัส โพดอลสกี้ ลงตัวจริงอีกครั้ง ส่วนอีกตำแหน่งพลิกโผไปเลย เพราะเลือก โทนี่ โครส ลงเล่นเป็นนัดแรก
 

        ทว่า ผลที่ออกมา กลับไม่เป็นไปตามเป้าที่วางเอาไว้ ซึ่งเลิฟก็ยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนแท็กติกและนักเตะของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
 

        ''ผมมีสิทธิ์เลือกนักเตะคนอื่นลงสนาม แต่โกเมซทำไปแล้ว 3 ประตู และโพดอลสกี้ก็ทำประตูได้แล้วเช่นกัน ดังนั้นผมคิดว่าการเลือกให้ทั้งสองคนลงเล่นด้วยกันนั้นถูกต้องแล้ว''
 

        หลังจบทัวร์นาเมนต์นี้ อินทรีเหล็กชุดนี้มีเพียง มิโรสลาฟ โคลเซ่ กองหน้าวัย 34 คนเดียวที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเลิกหรือไม่เลิกเล่นให้ทีมชาติ เพราะกว่าจะถึงฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ไม่รู้ว่าเวลานั้นจะหลุดทีมไปหรือเปล่า หากยังตัดสินใจเล่นต่อ
 

        แต่เป้าหมายของโคลเซ่อยู่ที่การทำลายสถิติดาวยิงตลอดกาลทีมชาติเยอรมัน ที่ ''ไอ้ลูกระเบิด'' แกร์ด มุลเลอร์ ตำนานดาวยิงยุคก่อน ทำเอาไว้ที่ 68 ประตู เพราะในยูโร 2012 หัวหอกจากลาซิโอบวกได้อีกหนึ่งประตู ขยับตัวเลขขึ้นมาเป็น 64 แล้ว
 

        อีกเป้าหมายในศึกเวิลด์ คัพ 2014 คือการทุบสถิติดาวยิงตลอดกาลฟุตบอลโลกของ โรนัลโด้ลงให้ได้ เพราะเหลืออีกแค่ประตูเดียวก็จะทาบกองหน้าบราซิลที่ 15 ประตูแล้ว
 

        ส่วนสถิติลงรับใช้ทีมชาติมากที่สุด โคลเซ่ คงเป็นแค่อันดับ 2 เพราะเวลานี้ตามหลัง โลธ่าร์ มัทเธอุส มากถึง 29 นัด คงยากเกินไปที่จะไปถึงตรงจุดนั้นแล้ว
 

        งานนี้ปรบมือข้างเดียวคงไม่ดังแน่ หากโคลเซ่ดึงดันที่จะรับใช้ทีมชาติต่อ ก็ต้องถามเลิฟด้วยว่าจะยังเรียกใช้งานกองหน้าสูงวัย หรือจะเปิดทางให้กองหน้ารุ่นใหม่ขึ้นมาติดทีมแทน
 

        ส่วนในรายอื่นๆ ถือเป็นอนาคตของทีมทั้งหมด กองหลังตัวหลักอย่าง ฮุมเมิลส์, บาดสตูเบอร์ และ เยโรม บัวเต็ง ก็เพิ่ง 23 เท่ากัน มีเพียง ฟิลิปป์ ลาห์ม กัปตันทีม ที่ 28 ส่วนพวกกำลังเสริม มาร์เซล ชเมลเซอร์ กับ เบเนดิคท์ เฮอเวเดส ก็ 24 เท่ากัน
 

        แดนกลางนอกจาก ชไวน์สไตเกอร์ 27 กับ ซามี เคดิร่า 25 แล้ว ที่เหลือ โอซิล 23, รอยส์ 23, โครส 22, มุลเลอร์ 22 และยังมีสายเลือดใหม่ที่รอโอกาสอย่าง มาริโอ เกิตเซ่ 20, อิลคาย กุนโดกัน 21 และ เชือร์เล่ 21 ด้วย
 

        มีเพียงแดนหน้าที่อาจต้องหาตัวสนับสนุนเพิ่ม เพราะอย่างที่บอกไปว่า โคลเซ่ 34 แล้ว ส่วน โกเมซ 26 และ โพดอลสกี้ ก็ 27 ทว่าดูจากอะไหล่สำรองที่ไม่ได้ติดทีมชุดยูโร 2012 มีเพียง คาเคา กองหน้าผิวสีคนเดียว ที่อายุปาเข้าไป 31 ด้วย
 

        ดูเหมือนความพ่ายแพ้เกมนี้จะไม่ใช่ความล้มเหลวของทีมอินทรีเหล็ก และ เลิฟ เพราะนอกจากบอสใหญ่ของสมาคมลูกหนังจะยังหนุนหลังต่อแล้ว แฟนบอลจำนวนมากก็ยังให้กำลังใจทีมอย่างเต็มที่ด้วย
 

        แฟนบอลเยอรมันจำนวนกว่าครึ่งล้านต่างให้กำลังใจทีมอย่างล้นหลามบริเวณแฟนโซน กรุงเบอร์ลิน ทุกนัดที่ เยอรมัน ลงเตะ แม้จะต้องผิดหวังไปอีกทัวร์นาเมนต์ก็ตาม
 

        เยอรมัน ชุดนี้ ถูกมองว่าเป็นทีมแห่งอนาคต ศึกเวิลด์คัพ 2014 จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นอินทรีเหล็ก ลบความทรงจำเลวร้ายลงได้เสียที


TeeNo










คอลัมน์อื่น ๆ
Comment


นามปากกา : TeeNo

จำนวนเรื่อง : 5
All post : 2
All view : 10,339
คอลัมน์ ยูโร 2012

© Copyright 2010 www.siamsport.co.th
All rights reserved.Siam Sport Syndicate Public Co.,Ltd.
เกี่ยวกับบริษัท | ติดต่อเรา | ลิขสิทธิ์ | ร่วมงานกับเรา | ลงโฆษณา
ติดต่อโฆษณา 02-508-8263